จีที200 ตามหลอน สะเทือนรัฐบาล

วันที่ 23 มิ.ย. 2559 เวลา 10:23 น.
จีที200 ตามหลอน สะเทือนรัฐบาล
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คำพิพากษาของศาลอังกฤษที่ให้ยึดทรัพย์ เจมส์ แมคคอร์มิค ผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด จีที200 มูลค่ากว่า 7.9 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 395 ล้านบาท เพื่อไปเป็นค่าชดเชยแก่ผู้ซื้อที่ได้รับผลกระทบจากการที่ จีที 200 ไม่สามารถใช้งานได้จริง กลายเป็นผลสะเทือนมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สาเหตุที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้นั้นมีด้วยกัน 2 ปัจจัย

1.รัฐบาลไทยไม่ได้อยู่ในบัญชีของประเทศที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามคำพิพากษาของศาลอังกฤษ ประเด็นนี้ชวนให้เกิดคำถามตามมาเป็นอย่างมากกำลังจะเป็นเหตุการณ์ “ค่าโง่” อีกหรือไม่ เพราะประเทศไทยจัดอยู่หนึ่งในประเทศที่ซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจำนวนมาก

ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องสั่งการ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เข้ามาดำเนินการเรื่องนี้ทันที เพื่อไม่ให้รัฐบาลถูกมองว่า “เกียร์ว่าง” เพราะหากปล่อยไว้นาน ผลกระทบคงตามอีกมาก โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามกำลังจ้องนำประเด็นนี้มาขยายผลอยู่แล้ว

“การเรียกร้องค่าเสียหายตามที่ศาลอังกฤษได้ยึดทรัพย์ไว้เรื่องนี้ถือว่าใหม่ จึงสอบถามข้อมูลไปยังหน่วยงานจัดซื้อ 7-8 หน่วยงาน รวมถึงจะหารือว่าจะให้หน่วยงานใดเป็นตัวแทนรัฐในการเรียกเงินเยียวยา โดยคาดว่าจะเป็นสำนักงานอัยการสูงสุด เพราะมีกฎหมายด้านความร่วมมือระหว่างประเทศอยู่” รองนายกฯ วิษณุ ระบุ

2.การจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดของกองทัพบกเกิดขึ้นสมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. โดยปัจจุบัน พล.อ.อนุพงษ์ เป็น รมว.มหาดไทย เวลานั้นมีข้อมูลปรากฏว่ามีการสั่งซื้อ 541 เครื่อง เพื่อใช้ในภารกิจของกองทัพบก ซึ่งไม่เพียงแต่กองทัพบกเท่านั้นที่สั่งซื้อแต่มีหน่วยงานรัฐอื่นอีกหลายหน่วยงานสั่งซื้อด้วยพร้อมกับเครื่องตรวจวัตถุระเบิดอีกรุ่นที่เรียกว่าอัลฟา6 รวมกันมากกว่า 1,000 เครื่อง

เครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที200 กลายเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสความสนใจของสังคมไทย หลังจากหน่วยงานของอังกฤษพบความไม่โปร่งใสของการผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวของบริษัทผู้ผลิตในประเทศอังกฤษ เป็นผลให้รัฐบาลของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ต้องเข้ามาตรวจสอบโดยให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเจ้าภาพ

ผลปรากฏว่าเครื่องตรวจวัตถุระเบิดไม่ได้ประสิทธิภาพจริง ก่อนจะนำมาซึ่งการสั่งให้ยกเลิกใช้อุปกรณ์ดังกล่าวในเวลาต่อมา พร้อมกับการเข้ามาตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และส่งข้อมูลให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อ แต่การตรวจสอบของ ป.ป.ช.ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ซึ่งที่ผ่านมา ป.ป.ช.ชี้แจงว่าจำเป็นต้องใช้เวลาในการหาข้อมูล 

เรื่องผ่านมา 5-6 ปี แต่ทันทีที่ศาลอังกฤษมีคำพิพากษาออกมาช่วงกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จึงกลายแรงกดดันที่รัฐบาลต้องเผชิญอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เพิ่งรอดมาจากมรสุมโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์

การสั่งให้ยึดทรัพย์ของศาลอังกฤษเท่ากับเป็นการยืนยันว่าเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที200 ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายตรงข้ามจะเล็งเป้ามาที่ พล.อ.อนุพงษ์ ด้วยการอ้างว่าในเมื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ละเลยและปล่อยให้โครงการรับจำนำข้าวสร้างความเสียหาย ดังนั้น ผู้นำของกองทัพในเวลานั้นต้องแสดงความรับผิดชอบเช่นกัน

ขณะเดียวกัน แรงกดดันจะถาโถมเข้าใส่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตด้วย โดย “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ประธาน ป.ป.ช.จะเป็นเป้าที่ถูกจับตาว่า ป.ป.ช.จะเร่งพิจารณาคดีนี้ให้สังคมหายสงสัยหรือไม่ได้เมื่อไหร่ เพราะก่อนที่ พล.อ.วัชรพลเข้ามาเป็นประธาน ป.ป.ช. การไต่สวนของ ป.ป.ช.ในคดีนี้กลับมีความล่าช้าจนเกิดความสงสัยมาแล้ว

อย่างที่ทราบกันดีว่าทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.ต.อ.วัชรพล ต่างมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงถึง พล.อ.ประยุทธ์ อย่างมีนัยสำคัญ

คนแรกเป็นหนึ่งในพี่ใหญ่ของกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันหลายครั้ง ส่วนอีกคนแม้จะไม่ได้เป็นทหารแต่ก็เป็นคนที่มีสัมพันธ์ที่ดีกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพราะ พล.ต.อ.วัชรพล เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้กับ พล.อ.ประวิตรมาก่อน

สายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันเช่นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นคนหนักใจมากที่สุด ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ตรงกลางระหว่างปัญหา เพราะล้วนแล้วแต่มีคนใกล้ชิดเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสิ้น

ดังนั้น ศึกนี้หากรัฐบาลเดินหมากแต่ละก้าวไม่ดี โอกาสที่แพ้ทั้งกระดานย่อมมีสูง ซึ่งจะเป็นความพ่ายแพ้ที่รัฐบาลอาจจะไม่ได้รับโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง