เดินหน้าชน "ธรรมกาย" สะท้านถึงเพื่อไทย

วันที่ 18 พ.ค. 2559 เวลา 10:31 น.
เดินหน้าชน "ธรรมกาย" สะท้านถึงเพื่อไทย
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามคาดเมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีมติเดินหน้าขอให้ศาลอนุมัติออกหมายจับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอีกครั้ง ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร จากกรณีมีชื่อเป็นผู้รับเช็คบริจาคเงินจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผู้ต้องหาคดียักยอกและฉ้อโกงทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

เดิมทีดีเอสไอได้ให้ศาลออกหมายจับมาแล้วครั้งหนึ่ง เนื่องจากไม่มารับทราบข้อกล่าวหา แต่ศาลยกคำร้องของดีเอสไอ โดยให้เหตุผลสำคัญว่าพระธัมมชโยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี

ทางฝ่ายวัดพระธรรมกายก็ยังคงคัดค้านการพยายามให้ศาลออกหมายจับของดีเอสไอต่อเนื่อง โดยอ้างถึงอาการอาพาธที่อยู่ในระหว่างการรักษาของแพทย์

ถึงกระนั้น การที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับตามคำขอของดีเอสไอ เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 เป็นที่เรียบร้อย จึงทำให้ทุกอย่างเดินหน้าตามที่ดีเอสไอต้องการ เป็นการขยับก้าวคดีตามกระบวนการยุติธรรมไปอีกระดับ

อย่างไรก็ตาม จุดสังเกตจุดหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากคดีนี้ คือ การเอาจริงเอาจังของรัฐบาล

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะไม่ได้ลงมาติดตามความคืบหน้าของคดีด้วยตัวเอง แต่การที่ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม แสดงความคิดเห็นถึงคดีดังกล่าวในทำนองพร้อมเอาผิดเต็มที่ ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ยอมปล่อยให้คดีผ่านเลยไปได้ง่ายๆแน่นอน

“เจ้าหน้าที่ทำงานตามกฎหมายก็ขอให้ไม่ต้องกลัว ถ้าจำเป็นต้องไปก็ต้องไปเพื่อให้คดีจบให้ได้” (16 พ.ค.)

“ได้สั่งการให้ดีเอสไอติดตามกรณีวัดพระธรรมกายจัดกิจกรรมระดมคนในวันที่ 15 พ.ค.นี้ โดยอ้างกิจกรรมสัปดาห์วิสาขบูชา หากมีสิ่งใดแอบแฝง ส่งสัญญาณว่าอาจนำไปสู่ความไม่เรียบร้อย ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่ต้องดำเนินการ” (4 พ.ค.)

“ไม่หนักใจ และไม่มีใครจะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ อาจจะใช้ได้บางครั้ง แต่วันหนึ่งก็ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอยู่ดี ถ้าไม่ผิดจะยืดเยื้อไปทำไม” (3 พ.ค.)

จากคำพูดต่างกรรมต่างวาระของ พล.อ.ไพบูลย์ ไม่ต่างอะไรกับการมอบนโยบายของรัฐบาลว่าต้องเอาคดีวัดพระธรรมกายขึ้นสู่การพิจารณาของศาลให้ได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนเอาจริงเอาจังเท่ากับรัฐบาลชุดนี้มาก่อน

สาเหตุหนึ่งที่รัฐบาลพลเรือนในอดีตไม่ค่อยจะยุ่งกับวัดพระธรรมกายในทางคดีความเท่าไหร่ แม้วัดพระธรรมกายจะถูกครหาในเรื่องต่างๆ พอสมควร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมองเห็นว่าวัดพระธรรมกายมีศิษย์ที่ให้การสนับสนุนอยู่เป็นเครือข่ายจำนวนมาก

แต่ละพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลจึงเห็นว่าการเข้าไปข้องแวะกับวัดในลักษณะดังกล่าว เหมือนกับการไปทำลายฐานเสียงพรรคการเมืองตัวเองโดยไม่จำเป็น

ทว่า สำหรับรัฐบาลปัจจุบันกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น โดยการเดินหน้าชนกับวัดพระธรรมกายครั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่หวังผลไปถึงการสลายมวลชนเสื้อแดงทางอ้อมด้วย

อย่างที่ทราบกันดีว่าวัดพระธรรมกายมีความแนบชิดกับเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยพอสมควร มีหลายครั้งที่ปรากฏภาพคู่กันของบิ๊กการเมืองในพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงกับศิษย์วัดพระธรรมกาย ซึ่งครั้งหนึ่ง นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เคยบอกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2558 ในทำนองว่าวัดพระธรรมกายเป็นฐานกำลังสำคัญของคนเสื้อแดง

“รุกโจมตี วัดพระธรรมกาย อย่างดุเดือดเมามัน ด้วยข้อกล่าวหาที่ฉกาจฉกรรจ์...เป็นการพุ่งปลายหอกเพื่อทำลายล้างกลุ่มพระสงฆ์ ที่ถือว่าเป็นฐานกำลังสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายคนเสื้อแดง ฝ่าย นปช. ฝ่ายอดีตนายกฯ ทักษิณ อย่างชัดแจ้ง” ถ้อยคำของหมอเหวงในอดีต

การจะคุมวัดพระธรรมกายให้อยู่หมัดได้ จำเป็นต้องอาศัยกลไกตามกระบวนการยุติธรรมด้วยการเอาคดีเข้าสู่ศาลให้เร็วที่สุด

ถ้าปล่อยให้คดีล่าช้าออกไป จนทำให้ดีเอสไอไม่สามารถฟ้องคดีต่อศาลในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้ ย่อมไม่มีทางที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งในอนาคตจะเข้ามาให้ความสำคัญกับคดีนี้แน่นอน เพราะไม่ต้องการแตะเรื่องละเอียดอ่อนที่กระทบต่อฐานเสียงของตัวเอง

ดังนั้น คดีวัดพระธรรมกายที่ดีเอสไอกำลังขะมักเขม้นนี้ เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการบั่นทอนกำลังของพรรคเพื่อไทย เพื่อไม่ให้มีกำลังพอที่จะมาเอาคืน คสช.ในอนาคต เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น คสช.จะต้องเป็นฝ่ายที่ตกที่นั่งลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้