ล็อบบี้รัฐ ปูทางเขมือบข้าว

  • วันที่ 23 ก.ย. 2552 เวลา 14:33 น.

โดย...ทีมข่าวพาณิชย์

พอใกล้เปิดเสรีนำเข้าข้าวภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2553 ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวที่จะอาศัยช่องโหว่ของข้อตกลงดังกล่าวปูทางเอื้อประโยชน์สู่กลุ่มธุรกิจ ด้วยการวิ่งล็อบบี้รัฐบาลให้ยอมเปิดบ้านนำเข้าได้ทั้งต้นข้าวและข้าวเปลือก ไม่ต้องจำกัดวงอยู่แค่ข้าวสาร แถมห้ามไม่ให้จำกัดวงคนนำเข้าอีกต่างหาก

พูดง่ายๆ ก็คือ ใครจะนำเข้าก็ได้ ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์

ขอกันจริงจังซะขนาดนี้ ว่ากันตามเหตุผลธุรกิจก็เป็นธรรมดา ผลประโยชน์ลอยอยู่ตรงหน้า คนค้าคนขายย่อมน้ำลายไหลเป็นธรรมดา

ห่วงก็แต่รัฐบาลอย่าบ้าจี้ตามคนขอ ไม่งั้นอนาคตข้าวไทยล่มจมแน่ ไม่ใช่ล่มจมเพราะข้าวเพื่อนบ้านจะเข้ามาตีตลาดข้าวไทย ตรงกันข้าม ถ้าแข่งขันกันซึ่งๆ หน้า ไม่ว่าจะเปรียบเทียบคุณสมบัติข้อไหน ข้าวไทยคุณภาพไม่เป็นสองรองใครแน่นอน

เรื่องชื่อเสียงข้าวไทยก็เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ใครๆ ก็อยากอ้างชื่อข้าวไทยสวมรอยขายในตลาดต่างประเทศทั้งนั้น

ทุกวันนี้ข้าวไทยที่ส่งไปขายที่ตลาดจีนและสหรัฐอเมริกาถูกปลอมปน ถูกแอบอ้างชื่อสารพัด ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่น่ากลัวสำหรับข้าวไทย เพราะต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหานอกจากผู้ค้าต่างชาติเป็นคนทำแล้ว ส่วนหนึ่งพ่อค้าคนไทยก็ฉวยโอกาสทำเองด้วย เพราะหวังค้ากำไรเกินควร ต้องการลดต้นทุนให้ต่ำลงก็ใช้ข้าวเกรดต่ำไปผสมกับข้าวเกรดสูง แต่ตั้งราคาขายเป็นข้าวเกรดสูงแหกตาผู้บริโภคต่างชาติ

หากรัฐบาลปล่อยทุกอย่างเสรีหมดโดยไม่วางระบบบริหารจัดการให้ดี วงการข้าวไทยก็จะได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงแน่นอน

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าไทยเรามีนโยบายอุปถัมภ์ชาวนาผ่านกลไกแทรกแซงราคาอยู่ แม้ปีหน้าจะเปลี่ยนจากระบบจำนำเป็นระบบประกันแทน แต่ก็ใช่ว่าระบบประกันจะการันตีว่าจะไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น โดยเฉพาะประเด็นปัญหาการสวมรอยข้าวไทย และการนำข้าวจากเพื่อนบ้านเข้ามาปลอมปน

ที่ผ่านมาทุกฤดูกาลผลิตเมื่อข้าวในประเทศเริ่มออกสู่ตลาด พร้อมๆ กับการประกาศใช้นโยบายแทรกแซงราคาโดยรัฐบาล

สิ่งที่ปรากฏเป็นข่าวตามมาเสมอก็คือ มีข้าวจากริมชายแดนประเทศเพื่อนบ้านทะลักเข้ามาสวมสิทธิเข้าโครงการจำนำอยู่เสมอๆ

เดิมรัฐบาลมีทั้งจำนำข้าวเปลือกและข้าวสาร พอเกิดปัญหาข้าวเปลือกเพื่อนบ้านสวมรอยมาเข้าโครงการจำนำ ทำให้รัฐบาลสูญเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมาก เพราะนอกจากต้องอุ้มชาวนาในบ้านตัวเองแล้ว ยังต้องเอาเงินไปอุ้มเผื่อแผ่ชาวนาประเทศเพื่อนบ้านอีก เนื่องด้วยการปลอมปนหรือการสวมรอยข้าวเปลือกนั้นกระทำได้ง่าย แต่ตรวจสอบได้ยากกว่าข้าวสาร

รัฐบาลจึงเปลี่ยนมาเหลือจำนำข้าวสารเพียงอย่างเดียวแทน แต่ก็ยังไม่วายถูกข้าวสารจากประเทศเพื่อนบ้านสวมรอยอีกเหมือนเดิม

เมื่อปัญหาเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำทุกปี จึงเชื่อได้ไม่ยากว่าน่าจะมีคนไทยร่วมด้วยช่วยกันโกง จะกลุ่มพ่อค้า นักการเมือง หรือข้าราชการก็ดี ซึ่งก็แน่ใจได้เลยว่าปัญหานี้ก็คงต้องมีต่อไป ตราบใดที่รัฐบาลยังคงแทรกแซงราคาข้าวอยู่ สะท้อนให้เห็นว่า ขนาดยังไม่ได้เปิดเสรีปัญหายังมากมายขนาดนี้ ปีหน้าเปิดเสรีจริง ปัญหาจะยิ่งมากเป็นทวีคูณแน่

ดังนั้น มาตรการที่รัฐเตรียมพร้อมไว้รับมือจะต้องเข้มงวด ปิดช่องโหว่ทุกทางที่จะทำให้ผลประโยชน์ของประเทศรั่วไหล และเพิ่มระบบคัดกรองผู้ที่จะมีสิทธินำเข้าให้เข้มข้นยิ่งขึ้น
ยิ่งมีเสียงเรียกร้องให้เปิดกว้างสำหรับผู้นำเข้า ก็แสดงให้เห็นแล้วว่ากลุ่มคนดังกล่าวกำลังกระเหี้ยนกระหือรือหาช่องโกยผลประโยชน์อย่างเต็มที่ ถ้าไม่รีบหาทางสกัดพวกตัวเหลือบเหล่านี้ไว้แต่เนิ่นๆ ปล่อยให้เพ่นพ่าน จะยิ่งก่อกวนให้วงจรข้าวไทยพังโดยง่าย

เท่าที่ทราบ ขณะนี้การจัดทำมาตรการของรัฐคืบหน้าไปค่อนข้างมากแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีการเปิดเผยออกมา เพราะหลายๆ ฝ่ายก็เป็นห่วงเหมือนกันว่า มาตรการที่ไทยจะนำมาใช้ปกป้องตลาดข้าวไทยนั้นจะถูกต่อต้านกี่มากน้อย

โดยเฉพาะจากกลุ่มที่หวังผลประโยชน์ทางลัดจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ ต้องออกมาเคลื่อนไหวผ่านพรรคเสียงข้างมากในรัฐบาล มองข้ามหัวคนนั่งบริหารกระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นสายตรงที่กำกับดูแล แต่กลับไม่ยอมเข้าหา เพราะรู้อยู่แล้วว่าผู้บริหารสายตรงซึ่งแวดล้อมไปด้วยข้าราชการที่ดูแลเรื่องนี้มานาน ไม่มีใครอยากร่วมวงทำลายชาติแน่นอน

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ