ปฏิบัติการยึดที่ดินเขย่าบัลลังก์รัฐบาล

วันที่ 23 ก.ค. 2553 เวลา 08:08 น.
โดย...ทีมข่าวการเงิน


ปฏิบัติการยึดที่ดินทั่วภาคอีสานของสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน 5 หมื่นไร่ 200 จุด 19 จังหวัด

กลายเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่อาจมองข้าม และไม่อาจดูแคลนว่าเป็นแค่กลุ่มที่สร้างอภิสิทธิ์ชนจากความข้นแค้น

เมื่อ “โมเดล” ที่ประชาชนรากหญ้ายึดที่ดินในมือของรัฐมาทำเกษตรกรรม เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในกลุ่มประเทศอเมริกาใต้

นับเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการโค่นล้มระบบศักดินาและบรรดาผู้มั่งคั่ง หรือแลนด์ลอร์ดทั้งหลาย

สิ่งที่น่ากลัวประการต่อมาก็คือ ขณะนี้ไม่เพียงที่ดินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) เท่านั้นที่ถูกเข้ายึดครอง

แต่เริ่มลุกลามไปถึงที่ดินของบริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) ซึ่งก็มีที่ดินว่างเปล่าจำนวนมากเช่นเดียวกัน

โดยล่าสุด บสก. ถูกบุกรุกที่ดินใน จ.ปราจีนบุรี พื้นที่ประมาณ 100 กว่าไร่ไปแล้ว

ขณะที่ก่อนหน้านี้ไม่ถึงเดือน บสท. ถูกยึดครองในหลายจังหวัดของภาคอีสาน อาทิ ที่ จ.ขอนแก่น ใน อ.น้ำพอง พระยืน และเมือง

จ.นครราชสีมา ใน อ.ปักธงชัย โชคชัย และขามทะเลสอ จ.สุรินทร์ ที่ อ.เมือง และ จ.มุกดาหาร ใน อ.เมือง

หากหลังจากนี้รัฐบาลยังไม่“ล้อมคอก” หรือสร้างนโยบายเรื่องโฉนดชุมชน หรือการปฏิรูปที่ดินที่ชัดเจน

ปัญหาจะลามไปถึงที่ดินของกรมธนารักษ์ และที่ดินของบรรดาสถาบันการเงิน จะกลายเป็น “โดมิโน” ที่รัฐบาลยากจะควบคุมดูแล

โดยสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน อ้างว่าการควบคุมที่ดินดังกล่าว เพราะไม่อยากให้ บสท. นำไปขายทอดตลาดให้กับกลุ่มนายทุน

นอกจากนี้ ยังอ้างว่ามีประชาชนที่ประสบปัญหาไม่มีที่ดินทำกิน ต้องการความช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐ

โดยมีผู้ประสบปัญหานี้ทั่วภาคอีสานกว่า 8.6 หมื่นราย!!!

แหล่งข่าวจาก บสท. เปิดเผยว่า ที่ดินที่ชาวบ้านเข้าไปยึดส่วนใหญ่เป็นของบริษัทลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่เป็นเอ็นพีแอล และนำมาโอนขายให้ บสท. เมื่อ 10 ปีก่อน

ที่ดินส่วนใหญ่ไม่มีการล้อมรั้ว และเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่มียามเฝ้า เพราะ บสท. มีที่ดินลักษณะนี้จำนวนมาก ยังขายไม่ออก ทำให้ง่ายต่อการที่เครือข่ายประชาชนอีสานจะเข้ายึดครอง

หลังสุดผู้บริหาร บสท. ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปกลมกลืนกับชาวบ้านที่เข้ายึดพื้นที่ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและเหตุผลของการปฏิบัติการครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ บสท. พบว่าแกนนำซึ่งเป็นตัวแทนหรือเครือข่ายของนักการเมืองในท้องถิ่น มีการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนกับชาวบ้าน

ด้วยการอ้างว่า หากชาวบ้านมาลงทะเบียนกับทางกลุ่มแล้ว จะได้รับการยกที่ดินให้ฟรีๆ หากชาวบ้านกลุ่มนี้เลือกพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลังในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปีหน้า

โดยชาวบ้านจ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้าเป็นสมาชิกเพียง 250300 บาทเท่านั้น

รูปแบบการให้ข้อมูลชาวบ้านและเกษตรกรแบบนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับกรณีของกลุ่มคนเสื้อแดง

ที่พบว่าแกนนำเสื้อแดงในพื้นที่ย่อยๆ บอกให้ชาวบ้านมาลงทะเบียนกับทางกลุ่มเอาไว้

โดยบอกว่า ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กลับมาเป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ จะได้รับเงิน 1 แสนบาท นำไปปลดหนี้ปลดสิน

ปรากฏว่าประสบความสำเร็จ เพราะปรากฏว่าสมาชิกที่ทำบัตร นปช. พุ่งขึ้นจำนวนมากในช่วงก่อนการชุมนุมใหญ่

แน่นอนว่า วิธีการแบบนี้ได้ผลสองต่อ หนึ่ง คือ มีมวลชนในมือ เอาไว้ต่อรองกับภาครัฐ

อีกส่วนหนึ่ง คือ กลายเป็นฐานเสียงสำคัญในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เรียกว่าเป็น “ของตาย”

เมื่อมองย้อนกลับไปถึงการเคลื่อนไหวของสภาประชาชนภาคอีสาน จะพบว่าเคยเดินทางมาเรียกร้องเรื่องที่ทำกินกับรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลมาแล้ว

โดยมาในนามสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย(สศ.ปท.) เกือบ 300 คน

ประเด็นที่เรียกร้อง คือ ให้รัฐบาลเร่งรัดโอนหนี้สินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตร ซึ่งถือเป็นอีกเครือข่ายภาคประชาชนหนึ่งที่มีสมาชิกของสภาประชาชน 4 ภาค ที่ประสบปัญหารวมอยู่ด้วย

ขณะที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูเกษตรกรนั้น ถือว่าเป็นสุดยอดแหล่งหาประโยชน์ทางการเมืองมาโดยตลอด

เป็นหนึ่งในกองทุนที่มีปัญหาและผลประโยชน์ไม่ลงตัวมากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งมาเมื่อ 78 ปีก่อน

และแน่นอนว่ามีนักการเมือง “ไอ้โม่ง” อยู่เบื้องหลังกองทุนนี้แน่นอน

ถือเป็น “จิ๊กซอว์” ที่รัฐบาล โดยเฉพาะนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะต้องต่อให้ได้ หาให้เจอว่าต้นตออยู่ที่ดิน

นอกจากนั้น สิ่งที่เป็นข้ออ้างของชาวบ้าน คือ รัฐบาลจะออกโฉนดชุมชน ซึ่งจะมีการโอนที่ดินว่างเปล่าให้กับชาวบ้านล็อตใหญ่ กำลังถูกจับตาว่าเมื่อไหร่จะคิกออฟ

พราะหากรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนเรื่องโฉนดชุมชนต่อไป ปล่อยให้มีแต่ความอึมครึมเช่นนี้ ปัญหาที่ดินจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

เป็นปฏิบัติการกองทัพมดเข้ายึดครองทรัพย์สินของรัฐ ที่กำจัดเท่าไรก็ไม่หมด

สุดท้าย...กลายเป็นเครือข่ายนักการเมือง พรรคการเมือง และเครื่องมือของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง