8ปี มหากาพย์ ไล่เช็กบิล ‘เอไอเอส’

  • วันที่ 18 ก.ย. 2558 เวลา 09:14 น.

8ปี มหากาพย์ ไล่เช็กบิล ‘เอไอเอส’

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์

มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ให้ อุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เร่งรัดให้บริษัท ทีโอที เรียกเงินชดใช้ค่าเสียประโยชน์จากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ตามคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งชี้ว่าการแก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งที่ 6 และ 7 ในอดีต เอื้อประโยชน์แก่เอไอเอสนับเป็นวิบากกรรมครั้งใหญ่ที่ยักษ์มือถือรายนี้ต้องเผชิญอีกรอบ

แม้ปัจจุบันเอไอเอสและ ทักษิณ ชินวัตร จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันแล้ว เพราะขายหุ้นให้แก่กลุ่มเทมาเซกไปตั้งแต่ปี 2549 แต่เนื่องจากถูกก่อตั้งโดยทักษิณ และเป็นธุรกิจหลักที่สร้างความแข็งแกร่งแก่กลุ่มชินวัตร ทำให้เอไอเอสกลายเป็นสัญลักษณ์อันเด่นชัดของอดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้ และต้องเผชิญกับการไล่ล่าเอาผิดทุกครั้งที่ฝ่ายต้านทักษิณขึ้นครองอำนาจ

ชนักปักหลังที่ถูกหยิบมาเล่นงานทุกครั้ง คือเรื่องการแก้ไขสัญญาสัมปทานกับทีโอทีครั้งที่ 6 และ 7 ซึ่งสาระสำคัญคือ ลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จาก 25-30% ของรายได้ เหลือ 20% ตลอดอายุสัมปทาน และให้หักค่าใช้จ่ายในการโรมมิ่งโครงข่ายกับค่ายมือถืออื่นออกจากรายการที่นำมาคำนวณเป็นค่าส่วนแบ่งรายได้

การ “จัดหนัก” ครั้งแรกเกิดขึ้นปี 2550 หลังการยึดอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) สิทธิชัย โภไคยอุดม เจ้ากระทรวงไอซีทีในขณะนั้น ทำหนังสือสอบถามสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการแก้ไขรายละเอียดสัญญาสัมปทาน ซึ่งในส่วนของเอไอเอส คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่า การแก้ไขสัญญาครั้งที่ 2-7 มีการลงนามโดยไม่ได้เสนอต่อคณะกรรมการประสานงานตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานและไม่ได้เสนอ ครม.เพื่อพิจารณาเห็นชอบ จึงถือว่าการแก้ไขสัญญาไม่ถูกต้อง

ครั้งนั้นมีการตั้งคณะกรรมการประสานการแก้ไขสัญญาให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่จนแล้วจนรอดก็ได้แต่เจรจา เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นรัฐบาล เรื่องก็เงียบไป...

การไล่บี้เรียกค่าชดเชยจากเอไอเอสกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งในปี 2552 เมื่อ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ในขณะนั้นเสนอ ครม.พิจารณาความเสียหายของรัฐที่เกิดจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานว่ามีมูลค่าสูงถึง 1.3 แสนล้านบาท ซึ่ง ครม.ก็มีมติให้กระทรวงการคลังและไอซีทีไปตรวจสอบการแก้ไขสัญญาสัมปทานทั้งหมด แล้วเรื่องก็เงียบไปอีกเช่นเคย...

กระทั่งในปี 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายึดทรัพย์ทักษิณ ซึ่งในคำวินิจฉัยบางส่วนได้ระบุว่า การแก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งที่ 6 และ 7 ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชน

คำตัดสินดังกล่าวเป็นจุดอ้างอิงของการตรวจสอบสัญญาสัมปทานเอไอเอสอีกครั้ง โดยกระทรวงไอซีทีได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ขณะที่เอไอเอสก็ออกมาแถลงยืนยันจะสู้คดีเต็มที่หากถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย

การตรวจสอบดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเปลี่ยนตัวเจ้ากระทรวงจาก ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี มาเป็น จุติ ไกรฤกษ์ ก็มีการสั่งการให้ทีโอทีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเอไอเอสอีกครั้ง โดยบอร์ดทีโอทีชุดที่มี อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เป็นประธาน ได้ส่งหนังสือทวงหนี้เอไอเอสเป็นเงิน 7.2 หมื่นล้านบาท พร้อมอัตราดอกเบี้ย 7.5% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ภายในวันที่ 15 ก.พ. 2554 แต่สุดท้ายก็ไม่มีการฟ้องเกิดขึ้น โดยมีการตั้งคณะกรรมการเจรจาขึ้นมา แล้วเรื่องก็เงียบไป...

ผ่านมาถึงปลายปี 2557 ป.ป.ช.ก็มีมติชี้มูลการแก้ไขสัญญาสัมปทานทำให้รัฐเสียประโยชน์ พรชัย รุจิประภา รมว.ไอซีที คนก่อนหน้านี้ก็สั่งการทีโอทีไปสรุปผลกระทบที่เกิดขึ้น กระทั่งอุตตมเข้ารับตำแหน่ง จึงเสนอ ครม.เพื่อทราบและมีมติให้เรียกค่าชดเชยจากเอไอเอสอีกครั้ง

คงต้องรอดูท่าทีของทีโอที เพราะขาหนึ่งก็เตรียมเจรจาใช้เสามือถือร่วมกับเอไอเอสเพื่อให้บริการโทรศัพท์มือถือ 4จี หลังหมดสัญญาสัมปทาน แต่อีกขากลับโดน ครม.บีบให้เรียกเงินชดเชยจากคู่เจรจาที่หวังฝากผีฝากไข้ในอนาคต...

ข่าวอื่นๆ