หมดคิวอีเงินเฟ้อบี้ไม่ขึ้นถึงยุคทองทำขาลง

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2556 เวลา 09:25 น.

หมดคิวอีเงินเฟ้อบี้ไม่ขึ้นถึงยุคทองทำขาลง

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ขณะที่สถานการณ์ของตลาดหุ้นหลักๆ ทั่วโลกตกอยู่ในภาวะผันผวนอย่างรุนแรง ขณะที่คำกล่าวของ เบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ออกมาประกาศกำหนดวันยุติการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) อย่างชัดเจนภายในกลางปี 2557 ยังกลายเป็นชนวนสำคัญล่าสุดที่ทำให้นักลงทุนแห่ถอนตัวออกจากตลาดหุ้น จนตัวเลขซื้อขายในกระดานทั่วโลก ร่วงกันระนาวเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า สถานการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีข้างต้นกลับไม่ได้เป็นผลดีต่อตลาดทองคำเหมือนเช่นในอดีตที่เคยเป็นมาสักเท่าไรนัก เห็นได้จากที่แม้ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรจะย่ำแย่เลวร้ายอย่างไร ราคาทองคำในปัจจุบันกลับไม่สามารถปรับตัวกลับไปอยู่ที่เหนือระดับ 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้เลยสักครั้ง

กระทั่งผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายต่างพร้อมใจตั้งคำถามไปในทำนองเดียวกันว่า ทองคำในขณะนี้อาจกำลังจะสูญเสียสถานะของแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย (เซฟ เฮฟเวน) ก็เป็นได้

เพราะ สถานการณ์การฟื้นตัว และขยายตัวเติบโตทางเศรษฐกิจในสหรัฐ ส่งผลให้นักลงทุนมองหาแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดทุนและตลาดพันธบัตร โดยต้องไม่ลืมว่า แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าในตัวเอง แต่หากมองในแง่ของการลงทุนเพื่อทำกำไรแล้ว ผลตอบแทนจากทองคำถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่นๆ ดังนั้นทองคำจึงเหมาะกับการเก็บสะสมเพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของสินทรัพย์ของนักลงทุนเสียมากกว่า

ขณะเดียวกัน เพราะ การประกาศเลิกลดระดับการใช้นโยบายคิวอี และจะยุติภายในกลางปี 2557 ส่งผลให้ค่าเงินสกุลเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในทิศทางขาขึ้น จนระดับเงินเฟ้อที่เคยเป็นประเด็นหนุนราคาทองคำ ไม่ใช่ปัญหาที่น่าวิตกอีกต่อไป

และเพราะ ปริมาณความต้องการทองคำในตลาดหลักๆ เช่นจีนและอินเดียเริ่มลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยความต้องการทองคำในตลาดอินเดียลดลงนับตั้งแต่ที่รัฐบาลประกาศขึ้นพิกัดอัตราภาษีสำหรับการนำเข้าทองคำแท่ง ขณะที่ความต้องการทองคำในจีนชะลอตัวลงจากระดับสูงสุดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ราคาทองคำในตลาดโคเม็กซ์ ของนิวยอร์ก งวดส่งมอบเดือน ส.ค. เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปรับตัวดิ่งลง 6.4% มาอยู่ที่ 1,286.20 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในตลาดในวันเดียวกัน ร่วงแตะ 1,275.40 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นราคาต่ำที่สุดตั้งแต่เดือน ก.ย. 2553

และทำให้นับตั้งแต่ต้นปี 2556 ราคาทองคำปรับลดลงมาแล้ว 18% ยิ่งไปกว่านั้นราคาที่ลดลงดังกล่าวยังทำให้ทองคำแท่งภายใต้ออปชั่น หรือตราสารสิทธิที่จะซื้อหรือขายทรัพย์สินในจํานวน ราคา และเวลาที่กําหนดไว้ ลดเหลือ 1,300 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นราคาทองคำแท่งที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา

ด้านปริมาณการถือครองทองคำของ เอสพีดีอาร์ โกลด์ ทรัสต์ กองทุนทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ลดลงต่ำกว่า 1,000 ตัน เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา จนทำให้มูลค่าของกองทุนในปี 2556 หายไปทันที 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

เรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างจากเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ที่ราคาทองคำปรับตัวพุ่งแรงจนทำสถิติสูงสุดที่ 1,923.70 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในเดือน ก.ย. เนื่องจากนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าการดำเนินนโยบายคิวอีของบรรดาธนาคารกลางหลักๆ ของโลก รวมถึงเฟด จะกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง

ปเรช อุปัธฮยายา นักกลยุทธ์ตลาดอาวุโสประจำไพโอเนียร์ อินเวสต์เมนต์ บริษัทด้านการลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งรวมถึงทองคำ กล่าวแสดงความเห็นผ่านเว็บไซต์ซีเอ็นเอ็น มันนี่ ว่า นักลงทุนทั่วโลกกำลังพบกับจุดพลิกผันของราคาทองคำในตลาด โดยแรงผลักดันที่ทำให้เกิดการเทขายทองคำจนราคาร่วงหนัก มาจากการปรับตัวแข็งค่าของเงินสกุลเหรียญสหรัฐ และอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นของสหรัฐ เนื่องจากเฟดประกาศยุติคิวอีเป็นสำคัญ

หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า แม้ตลาดทุนและตลาดพันธบัตรจะลดระดับความร้อนแรงจนน่าจะส่งเสริมให้ทองคำ สินทรัพย์ซึ่งมีมูลค่าในตัวเองและเป็นแหล่งพักเงินยอดนิยมที่ปลอดภัยของนักลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2551 ให้ได้รับความนิยมอีกครั้ง

แต่ทว่าการที่เฟดประกาศจะยุติคิวอี บวกกับข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐเมื่อไม่นานมานี้ ที่บ่งชี้ถึงแนวโน้มการฟื้นตัว และทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ได้บดบังลบเลือนเสน่ห์ดึงดูดของทองคำไป

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ระบุว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่แท้จริงประจำไตรมาสแรกของปี 2556 ขยายตัว 2.5% ซึ่งแม้จะต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์กันไว้ แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วที่มีการขยายตัวเพียง 0.4% และทำให้จีดีพีของสหรัฐมีการขยายตัวเป็นไตรมาสที่ 15 ติดต่อกัน

ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐพบว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ในเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้น 0.1% ส่วนดัชนีซีพีไอพื้นฐานที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.2% นอกจากนี้ตัวเลขการจ้างงานยังเพิ่มขึ้นมาถึง 1.75 แสนตำแหน่ง ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคช่วงปลายเดือน พ.ค. โดยรอยเตอร์สและมหาวิทยาลัยมิชิแกน ปรับขึ้นแตะระดับ 84.5 ซึ่งเป็นสถิติที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 6 ปี

ทั้งนี้ นอกจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวดีจนทำให้นักลงทุนค่อยเลิกหมดความสนใจในตลาดทองคำแล้ว เจมส์ คอร์เดียร์ ประธานบริษัท ลิเบอร์ตี้ เทรดดิ้ง กรุ๊ป กล่าวว่า เหตุผลที่ทำให้ราคาทองคำปรับลดลงเรื่อยๆ ยังเป็นผลมาจากภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ บวกกับระดับความวิตกของนักลงทุนที่สกุลเงินยูโรจะล่มสลายได้บรรเทาลงแล้ว

ความเห็นข้างต้นของคอร์เดียร์สอดคล้องกับความเห็นของนักวิเคราะห์จากหลายสำนักที่มองว่า ปัจจัยด้านเงินเฟ้อ และความกังวลต่อสถานการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรป ซึ่งเคยเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้ราคาทองคำพุ่งพรวด ได้จางหายไป

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า หลังจากที่เฟดประกาศใช้มาตรการคิวอีด้วยการพิมพ์เงินอัดฉีดเข้าระบบและกดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างวิตกกันว่า วิธีการดังกล่าวจะส่งผลให้ระดับเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจนอยู่ในระดับอันตราย จนกระทั่งนักลงทุนต่างหันหน้าหาทองคำเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลตัวเลขล่าสุดกลับบ่งชี้ว่า สภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ และนักเศรษฐศาสตร์บางรายเริ่มหันมากังวลกับภาวะเงินฝืดแทนเรียบร้อยแล้ว

สเตอร์ริง สมิธ ผู้เชี่ยวชาญตลาดฟิวเจอร์สประจำซิตี้กรุ๊ปในชิคาโก แสดงความเห็นผ่านบลูมเบิร์กว่า ขณะนี้ความรู้สึกของนักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางลบ ยิ่งเมื่อรู้ว่าคิวอีจะยุติแล้ว ก็ยิ่งส่งผลให้สินทรัพย์ที่ต้องพึ่งแรงผลักจากปัจจัยเงินเฟ้อจำพวกสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลาย รวมถึงทองคำ ตกอยู่ในความระส่ำระสายมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ยิ่งเมื่อบวกกับสถานการณ์ในยุโรปที่เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เห็นได้จากระดับความกลัวที่ลดลง และการที่จีน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก อยู่ในสภาวะชะลอตัว จนทำให้ปริมาณความต้องการบริโภคลดลง ก็ยิ่งทำให้ราคาทองคำอยู่ในช่วงภาวะขาลงอย่างชัดเจน โดยยังไม่นับรวมตลาดบริโภคทองคำที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างอินเดีย ที่ค่อยๆ ลดปริมาณความต้องการทองคำลงแล้วเช่นกัน ผลจากการที่ภาครัฐขึ้นภาษีนำเข้าทองคำเพื่อคุมราคาทองคำในประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทองคำ รวมถึง คอร์เดียร์ จึงคาดการณ์ว่า ปีนี้ราคาทองคำน่าจะลดลงมาเหลือแตะระดับ 1,200 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้ไม่ยากเย็น เมื่อแนวโน้มในระยะนี้ล้วนเอื้อให้นักลงทุนสามารถลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดทองคำ

จนกว่าจะมีแรงซื้อทองคำแท่งจากตลาดในจำนวนมหาศาลเพื่อรักษาระดับเสถียรภาพของตลาด โลกอาจจะได้เห็นราคาทองคำร่วงแรงแตะระดับ 1,150 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ก็เป็นได้

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ