หลบกระแสตีกลับดีเอสไอถอยคดีโรงพัก

  • วันที่ 22 ก.พ. 2556 เวลา 09:05 น.

หลบกระแสตีกลับดีเอสไอถอยคดีโรงพัก

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เริ่มออกอาการแปลกๆ ให้เห็นแล้ว สำหรับการทำคดีโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่ง หลังจาก “ธาริต เพ็งดิษฐ์” อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตัดสินใจไม่เรียก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เข้ามาชี้แจง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทุบโต๊ะเสียงดังว่าจะเรียกทั้งสองคนมาที่ดีเอสไอให้ได้

“ดีเอสไอพบหลักฐานสำคัญว่าก่อนหน้าที่จะมีการยกเลิกคำสั่งอนุมัติก่อสร้าง จากรายกองบัญชาการ 19 มาเป็นการประมูลแบบรวมสัญญาว่า บริษัทผู้รับเหมาเคยรวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือคัดค้านถึงอภิสิทธิ์และสุเทพ ที่ทำหน้าที่กำกับดูแล สตช.ในขณะนั้นแล้ว

ดีเอสไอจึงเห็นควรว่าจำเป็นต้องเรียกอภิสิทธิ์ เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเช่นกัน และหากพบว่ามีมูลความผิด ก็ต้องส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนต่อไป” คำประกาศขึงขังจากเจ้ากรมดีเอสไอ เมื่อวันที่ 6 ก.พ.

หากจะเอาเหตุผลที่ดีเอสไออ้างว่ามีหลักฐานเพียงพอแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเรียก “อภิสิทธิ์สุเทพ” มาให้ถ้อยคำ ก็นับว่ามีเหตุมีผลเหมือนกัน เพราะคดีนี้ในมุมของดีเอสไอเห็นว่าไม่มีความสลับซับซ้อนมากนัก โดยเป็นเพียงเรื่องการทำให้รัฐเกิดความเสียหายจากการใช้อำนาจอนุมัติโครงการ เอกสารการลงนามในคำสั่งต่างๆ ก็ปรากฏชัดเจน

ที่สำคัญดีเอสไอไม่มีอำนาจไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยสมบูรณ์ ถ้าเทียบกับ ป.ป.ช. เนื่องจาก พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ให้อำนาจดีเอสไอไว้อย่างจำกัด ซึ่งไม่อาจเข้าไปไต่สวนถึงนักการเมืองได้ เลยตัดปัญหาส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อแทน

แต่หากใช้เหตุผลทางการเมืองก็นับว่ามีน้ำหนักไม่แพ้กัน

คดีนี้แม้จะไม่มีความลึกลับมาก แต่มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและถูกขอความร่วมมือในการตรวจสอบ เช่น สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นต้น

โดยเฉพาะกับ สตช.ที่เข้ามาพัวพันโดยตรง ซึ่งดีเอสไอได้เรียกอดีต ผบ.ตร.มาชี้แจงแล้วหลายคน รวมถึง “พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว” ผบ.ตร.คนปัจจุบันด้วย

ปรากฏว่า ทันทีที่ดีเอสไอเตรียมเรียกบิ๊กอู๋มาให้ข้อมูลกลับต้องถอยไม่เป็นท่า เมื่อบิ๊กตำรวจรายนี้แสดงอาการไม่พอใจอย่างแรง โดยมองว่าดีเอสไอไม่ให้เกียรติ จน ธาริต ประกาศขอโทษผ่านสื่อมวลชนและเข้าพบ พล.ต.อ.อดุลย์ ด้วยตัวเอง

หาก “ธาริต” เดินหน้าคุ้ยคดีนี้ต่อไปอีก อาจต้องเผชิญหน้ากับ สตช.อีก เพราะ คณะกรรมการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาร้องทุกข์ดำเนินคดีโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) 396 แห่ง ที่มี พล.ต.อ.เจตน์ มงคลหัตถี ที่ปรึกษา (สบ 10) เป็นประธาน สรุปว่าการจัดซื้อจัดจ้าง การทำทีโออาร์โครงการดังกล่าวยังไม่พบจุดใดที่เข้าข่ายว่าตำรวจถูกฉ้อโกง

นอกจากนี้ การขุดคุ้ยคดีนี้ทำให้ดีเอสไอเผชิญกับแรงเสียดทานทางการเมือง เนื่องจากอยู่ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะคู่แข่งคนสำคัญของพรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องออกมาตอบโต้

การตอบโต้ของประชาธิปัตย์นำมาสู่การเปิดแผลพรรคเพื่อไทยสะเทือนไปถึง “พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ” ผู้สมัครของพรรค หลังจากฝ่ายค้านนำหลักฐานมาแสดงว่าบิ๊กจูดี้เมื่อครั้งเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. มีส่วนสำคัญต่อการพิจารณาลงนามเห็นชอบกับโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ

ไม่เพียงเท่านี้ ยังตามมาด้วยปมสำคัญที่ดีเอสไอไม่สามารถสลัดให้พ้นตัวได้อย่างน้อย 2 ประเด็น

1.ทำไมดีเอสไอไม่ตรวจสอบรัฐบาลชุดนี้ในฐานะผู้บริหารสัญญาที่เห็นแจ้งแล้วว่าความเสียหายกำลังเกิดขึ้น แต่ยังปล่อยให้มีการขยายเวลาก่อสร้างออกไปอีก

2.ถ้าใช้ตรรกะในการสอบสวนอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ ว่าเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดก็ควรใช้แนวทางนี้กับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในปัจจุบันเช่นกัน แต่ทำไมดีเอสไอไม่ดำเนินการ

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องยากที่ดีเอสไอจะอุ้มเผือกร้อนต่อไป เพราะที่ผ่านมาเห็นผลแล้วว่ายิ่งตรวจสอบยิ่งโยงถึงคนในรัฐบาลชุดนี้ด้วย

ครั้นจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ดีเอสไอย่อมถูกมองได้ว่ากำลังเลือกปฏิบัติเพื่อหวังผลทางการเมืองให้พรรคเพื่อไทยได้เปรียบในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทยในช่วงโค้งสุดท้าย

สู้รีบสรุปสำนวนทั้งหมดให้ ป.ป.ช.รับไม้ต่อเพื่อตัดปัญหาดีกว่า เพราะกว่าที่ ป.ป.ช.จะนับหนึ่งเริ่มกระบวนการได้ก็คงจะเป็นหลังเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ไปแล้ว ถึงเวลานั้นถ้า ป.ป.ช.จะเรียกบิ๊กประชาธิปัตย์และเพื่อไทยไปไต่สวนย่อมไม่ถูกกระแสกดดันมากเท่ากับการให้ดีเอสไอเช็กบิลเอง

สรุปว่าใส่เกียร์ถอยเพื่อรักษาตัวไว้ดีกว่าเดินหน้าแต่ของเข้าตัว

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ