ม็อบต้านจุดลำบาก ไม่สะเทือนเก้าอี้'ปู'

  • วันที่ 25 ต.ค. 2555 เวลา 07:34 น.

ม็อบต้านจุดลำบาก ไม่สะเทือนเก้าอี้'ปู'

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เป็นอีกครั้งที่รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ต้องเผชิญกับกลุ่มมวลชนต่อต้าน มารอบนี้เป็นรายของ “องค์การพิทักษ์สยาม” นำโดย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก ซึ่งเตรียมคิกออฟในวันที่ 28 ต.ค. ที่สนามม้านางเลิ้ง

องค์กรนี้ไม่ได้เป็นกลุ่มใหม่ในทางการเมือง เปิดตัวมาตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จากการเดินสายทำบุญประเทศถึง 60 จังหวัด ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยเริ่มจับตามององค์การพิทักษ์สยามเป็นระยะด้วยความหวาดระแวง

เหตุผลประการสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถละสายตาห่างจาก เสธ.อ้าย ไปได้ มาจากองคาพยพในกลุ่มนั่นเองที่ล้วนเป็นขาประจำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อาทิ ปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระ วรินทร์ เทียมจรัส อดีต สว.สรรหา นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เป็นต้น

จากนั้นมาพลิกดูประวัติอดีตนายทหารใหญ่รายนี้ก็นับว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

เสธ.อ้าย คือ อดีตนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ความเข้มของเลือดสีน้ำเงินข้นไม่เป็นสองรองใครแน่นอน และเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 1 ร่วมกับ พล.อ.สำเภา ชูศรี อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ซึ่งปัจจุบันเป็นสภานายกราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ที่มี เสธ.อ้าย เป็นเลขาธิการ

ส่วนสายสัมพันธ์ทางการเมืองมีความแข็งแรงอยู่กับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตรองนายกฯ ในฐานะเคยเป็นกบฏ 26 มี.ค. 2520 เคยร่วมกับ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ เพื่อล้มรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร

ขณะนั้นทั้งสองเสธ. “อ้ายหนั่น” ต้องตกเป็นนักโทษในข้อหากบฏด้วยกันก่อนที่จะได้รับการนิรโทษกรรมในเวลาต่อมา

จากสายสัมพันธ์ที่ดีกับ เสธ.หนั่น ทำให้ได้เข้ามาส่วนเชื่อมโยงกับพรรคประชาธิปัตย์อยู่พอสมควร โดยเฉพาะสมัย ชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ และควบ รมว.กลาโหม ในปี 25402544 ได้เป็นถึงหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำ รมว.กลาโหม

ในเรื่องความสัมพันธ์ที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์นั้น เสธ.อ้าย เปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์ ว่า “ผมเคยช่วยหาเสียงให้กับพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ปี 2526 พอท่านชวนมาเป็นรัฐบาลผมก็ไปเป็นหัวหน้าฝ่าย เสธ.รมว.กลาโหม และได้เป็นพลเอกในสมัยนั้นกับสุเทพ เทือกสุบรรณ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เจือ ราชสีห์ ก็สนิท พรรคนี้ผมรู้จักเยอะ แต่การเคลื่อนไหวของผมครั้งนี้ไม่ได้อิงกับพรรคประชาธิปัตย์”

ตรงนี้เองจะเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายพรรคเพื่อไทยใช้โจมตีได้ว่า เป็นขบวนการแยกกันเดินร่วมกันตีกับฝ่ายค้านโดยมีเป้าหมายเพื่อล้มรัฐบาล

ถึงกระนั้นประเด็นนี้ไม่ใช่จุดอ่อนที่สุด เพราะยังมีช่องโหว่ที่ฝั่งตรงข้ามสามารถใช้ขยายแผลทำลายความน่าเชื่อถือได้คือ สูตรการปฏิรูปประเทศ

“ต้องมีการปฏิวัติโดยประชาชนและให้มีคณะบุคคลขึ้นมาบริหารประเทศแทนนักการเมือง 3-5 ปี มีภารกิจสำคัญ ได้แก่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มการศึกษาสร้างจริยธรรม แก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน และสร้างการเรียนรู้ให้กับประชาชนเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์” เสธ.อ้าย บอกถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา

แม้ว่า เสธ.อ้าย จะยืนยันว่าการชุมนุมนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อยุให้ทหารปฏิวัติ แต่ในความเป็นจริงแนวทางนี้จะไม่สามารถเป็นไปได้เลย ถ้าไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการนอกรัฐธรรมนูญหรือที่เรียกว่า “การรัฐประหาร”

การสร้างวาทกรรมเรื่องรัฐประหาร ด้านหนึ่งอาจมองเจตนาเสธ.อ้ายได้ว่า ต้องการให้ประชาชนและแนวร่วมเห็นพ้องกันว่าปัญหาประเทศขณะนี้ไม่สามารถแก้ไขด้วยกลไกการเมืองปัจจุบัน จำเป็นต้องใช้เครื่องมืออื่นเข้ามาจัดการ

แต่เอาเข้าจริงสังคมไม่ได้มีความเข้าใจร่วมกับชุดความคิดเดียวขององค์การพิทักษ์สยาม

ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีกระแสไม่โอเคกับการปฏิวัติรัฐประหารค่อนข้างแรง ผลสำรวจจากหลายสำนักออกมาตรงกันหลายครั้งว่าไม่เอาการรัฐประหารแถมยังให้โอกาสรัฐบาลทำงานอยู่

ประกอบกับดูเครื่องมือตรวจสอบ ถ่วงดุล ตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร ก็ยังทำงานได้ดีอยู่ทั้งวุฒิสภา ฝ่ายค้าน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือกระบวนการยุติธรรมอื่น

พร้อมกับมองไม่เห็นว่าการเอาประเทศทั้งประเทศไปแลกกับการปฏิวัติเพียงแค่ให้ยิ่งลักษณ์ พ้นจากตำแหน่งจะมีความคุ้มค่าอย่างไร

กลายเป็นฉันทามติร่วมกันของสังคมอย่างไม่เป็นทางการว่า เมื่อรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งก็ควรใช้กติกาประชาธิปไตยแก้ไขปัญหา

ส่วนขบวนการนอกสภาเพื่อต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์เองก็ไม่มีความเป็นเอกภาพมากนักเช่นกัน เห็นได้จากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่แสดงท่าทีอะไร กลุ่มสยามสามัคคี เงียบไม่พูด หรือพรรคประชาธิปัตย์ในภาคนอกสภาก็ลอยตัวไม่สนใจ ขอเน้นวาระเฉพาะหน้าเรื่องชายชุดดำก่อนและเทสมาธิไปอยู่ที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจแทน

เมื่อพลังแนวรบกระจัดกระจายไร้พลังบวกกับกระแสสังคมไม่ตอบรับแบบนี้ อย่าได้แปลกใจว่าทำไมรัฐบาลเองถึงค่อนข้างสบายใจกับม็อบในวันที่ 28 ต.ค.

แต่เพื่อไม่ให้เกิดภาพแข็งกร้าวกับกลุ่มผู้ชุมนุม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ จึงนำบิ๊กตำรวจระดับ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ชิงเข้าพบเสธ.อ้ายทันที เมื่อวันที่ 24 ต.ค.

สาเหตุที่ต้องเป็นรองนายกฯ เฉลิม เนื่องจากทั้งสองคนมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัย ร.ต.อ.เฉลิม ยังรับราชการตำรวจ และต่อมาลูกชายของทั้งสองคนก็ยังไปมาหาสู่กัน

ภาพการรับประทานเที่ยงและชนแก้วไวน์ร่วมกัน ไม่ต่างอะไรกับการสร้างภาพให้รัฐบาลไม่ดูก้าวร้าวจนเกินไป และช่วยให้สังคมมองว่ารัฐบาลพร้อมเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนยิ่งลักษณ์สามารถจัดการชุมนุมไล่รัฐบาลได้แบบแฟร์ๆ ตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย

สารพัดปัญหาการนำมวลชนล้มรัฐบาลรอบนี้ เสธ.อ้ายรับทราบและรู้อยู่แก่ใจ ถึงได้ชิงจังหวะว่า “ถ้า 28 ต.ค.คนมาร่วมน้อยก็คงต้องยุติ” อย่างน้อยก็ไม่ฝืนกระแสก่อนลงหลังเสือแบบไว้ลายชายชาติทหารโดยไม่เสียหน้าจนเกินไป

เห็นแบบนี้รัฐบาลอาจอยู่ในอำนาจได้เรื่อยๆ เว้นเสียแต่จะตกบันไดการทุจริตเสียเอง

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ