สุดยอด "เคล็ดลับเสริมดวง" เบื้องหลังความสำเร็จวงการอวกาศโลก

วันที่ 11 ส.ค. 2555 เวลา 09:43 น.
สุดยอด "เคล็ดลับเสริมดวง" เบื้องหลังความสำเร็จวงการอวกาศโลก
โดย...ลภัสรดา ภูศรี

   ในช่วง “7 นาทีอันตราย” ที่ทั่วโลกกำลังรอสัญญาณจากยานสำรวจ “คิวริออสซิที” ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ(นาซา) ซึ่งกำลังลดระดับลง เพื่อลงจอดแตะลงบนพื้นผิวดาวอังคารเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นนาทีแห่งประวัติศาสตร์ ที่เป็นอีกหนึ่งก้าวเล็กๆ อันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ที่กำลังเยือนดวงดาวที่เต็มไปด้วยปริศนา ซึ่งอยู่ห่างออกไปถึง 248 ล้านกิโลเมตรอีกครั้ง

   และในช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้นและลุ้นระทึกนั้นเอง เหล่าบรรดาทีมงานหัวกะทิของนาซา ซึ่งอยู่ในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์บนดาวอังคารนับ 50 ชีวิต ก็เริ่มต้นหยิบ “ถั่วลิสง” จากขวดโหลคนละเมล็ดสองเมล็ดและโยนเข้าปาก ก่อนที่จะส่งต่อให้เพื่อนร่วมงานคนข้างๆ ซึ่งกำลังจับจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อเช็กความเคลื่อนไหวของยานคิวริออสซิที ที่กำลังเคลื่อนจอดลงอย่างช้าๆ แบบตาไม่กะพริบเช่นเดียวกัน

เชื่อได้ว่า สำหรับคนทั่วไป ภาพที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ระดับชั้นหัวกะทิ กำลังขบเคี้ยว “ถั่ว” กันอย่างเมามันระหว่างปฏิบัติระดับชาติเช่นนี้ อาจเป็นเรื่องแปลกตาไปสักนิด

   แต่ทว่า สำหรับกลุ่มคนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการอวกาศอยู่แล้ว จะรู้กันดีว่าพิธีกรรมการกินถั่วระหว่างภารกิจเช่นนี้ เป็นเพียงหนึ่งใน พิธีกรรมความเชื่อ หรือ เคล็ดลับเสริมความมั่นใจ ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาในวงการอวกาศของโลก เพื่อนำความ “โชคดี” และความ “สำเร็จ” มาสู่ภารกิจมานานหลายทศวรรษแล้ว

   ใครจะเชื่อว่า ประเพณีขบเคี้ยวถั่วลิสงเพื่อความโชคดีในห้องควบคุมนี้ เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุค 1960 ซึ่งเป็นช่วงแรกๆ ที่นาซาเริ่มปฏิบัติการส่งยานในตระกูล “เรนเจอร์” ยานอวกาศแบบไร้คนขับไปทำการสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์

อย่างไรก็ตาม ภารกิจเรนเจอร์ของนาซาต้องประสบความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งมาถึงครั้งที่ 7 ที่นาซาได้ฮึดสู้ส่งยานเรนเจอร์ 7 ขึ้นไปปฏิบัติภารกิจระดับโลกอีกครั้ง

   และในระหว่างที่ทีมงานผู้ปฏิบัติภารกิจในห้องควบคุมกำลังนั่งติดหน้าจอ ลุ้นการส่งภาพใบแรกที่เผยให้เห็นพื้นผิวของดวงจันทร์จากยานเรนเจอร์ 7 กลับมายังโลก ทีมงานบางส่วนก็เริ่มแจกจ่าย “ถั่วลิสง” ให้กับเพื่อนร่วมงานกินโดยทั่วกัน เพื่อประทังความหิวและหาอะไรเคี้ยวแก้ความตื่นเต้น หลังจากที่นั่งทำงานติดต่อกันนานหลายชั่วโมง

ทันใดนั้นเอง สัญญาณภาพที่รอคอยจากยานเรนเจอร์ 7 ก็ถูกส่งต่อมายังโลกได้เป็นผลสำเร็จ ส่งผลให้ภารกิจเรนเจอร์ 7 ขึ้นแท่นเป็นภารกิจในตำนาน คือ นอกจากจะสามารถทำการลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้อย่างไร้ที่ติแล้ว ยังถือเป็นยานอวกาศสหรัฐลำแรกที่สามารถส่งรูปภาพของพื้นผิวของดวงจันทร์กลับมายังโลกได้เป็นผลสำเร็จอีกด้วยสิ่งนี้จึงเป็นที่มาของพิธีกรรมถั่วลิสงนำโชคนั่นเอง เพราะดีไม่ดีความสำเร็จในครั้งนั้นนอกจากจะเป็นผลมาจากความพยายามและความมุ่งมั่นของทีมงานทุกคนแล้ว อาจเป็นผลมาจาก พลังแห่งถั่วโชคดี ก็เป็นได้

   “นับจากนั้นเป็นต้นมา การแจกจ่ายถั่วลิสงให้ทั่วทุกครั้ง ก่อนดำเนินภารกิจสำคัญบนอวกาศ ด้วยความเชื่อว่าจะเป็นโชคลางให้ปฏิบัติการผ่านไปได้ด้วยดีนั้น ก็กลายเป็นประเพณีปฏิบัติที่ยึดถือต่อๆ กันมาในนาซา”เดวิด โอ ผู้อำนวยการการบินของปฏิบัติการวิทยาศาสตร์บนดาวอังคาร เล่าย้อนถึงที่มา พร้อมเปิดเผยอีกว่า นับตั้งแต่ที่มีการปฏิบัติภารกิจพร้อมกินถั่ว หลังจากนั้นภารกิจการส่งยานเรนเจอร์ครั้งต่อๆ มา ไม่ว่าจะเป็นภารกิจเรนเจอร์ 8 และ 9 ล้วนประสบความสำเร็จแบบไร้ที่ติทั้งสิ้น

“ในทุกภารกิจ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการจะต้องแน่ใจว่าพวกเขามีถั่วลิสงอยู่ไม่ขาดมือ ไม่เช่นนั้นอาจหมายถึงอนาคตของภารกิจอวกาศระดับโลกเลยทีเดียว” โอ กล่าว

   ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ในวงการที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำโลกที่สามารถส่งมนุษย์ตัวเล็กๆ ออกไปท่องอวกาศอันกว้างใหญ่ได้อย่างนาซา ความเชื่อกึ่งแนวไสยศาสตร์สุดลี้ลับอย่าง “ถั่วลิสงโชคดี” ไม่ใช่เพียงความเชื่ออย่างเดียวที่บรรดาทีมนักบินอวกาศและเหล่าผู้ปฏิบัติภารกิจของนาซาปฏิบัติสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อนำมาซึ่งความโชคดีของภารกิจล้ำโลก

   ว่ากันว่า ก่อนหน้าที่จะมีการปล่อยนักบินอวกาศขึ้นออกปฏิบัติภารกิจนอกโลกนั้น นักบินอวกาศของสหรัฐทุกคนจะพร้อมใจกันสวาปาม “สเต๊กและไข่” เป็นอาหารเช้าอย่างเอร็ดอร่อย เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย ตามรอยสิ่งที่ อลัน บี. เชฟเพิร์ด มนุษย์อวกาศคนแรกของสหรัฐ รับประทานก่อนที่จะสามารถบรรลุภารกิจขึ้นสู่อวกาศ พร้อมกับยานฟรีดอม 7 สำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 1961 นั่นเอง

   ไม่เพียงแต่มื้อเช้าเท่านั้น จอร์จ แซมกา อดีตนักบินอวกาศนาซา ยังเปิดเผยอีกว่า ก่อนการปฏิบัติภารกิจปล่อยจรวดในทุกๆ ครั้ง ทางทีมงานนาซาจะจัดแจงสั่งซื้อ “เค้ก” สุดหรูที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามน่ารับประทานมาตั้งไว้ในห้องจัดเลี้ยง เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภารกิจทั้งหมดได้เข้ามา “ถ่ายรูปเล่น” โดยมีข้อแม้ว่าจะไม่มีใครลงมือ “จ้วงกิน” เค้กที่ว่านี้แต่อย่างใด

   “เค้กมันสวยมากจริงๆ แต่เราได้แค่มองและถ่ายรูปกับมัน ไม่มีโอกาสได้กิน โดยหลังจากที่เราฉลองกันเสร็จ เราก็จะเก็บมันไว้ในห้องที่ไหนสักแห่งในนาซา โดยเค้กที่เราเก็บไว้นานที่สุดน่าจะมีอายุมากถึง 30 ปีเลยทีเดียว” แซมกา กล่าว

   ด้าน แพม เมลรอย ผู้บังคับการทั่วไปนาซา กล่าวเสริมอีกว่า นอกจากการจัดปาร์ตี้กับ “เค้กโชคดี” แล้ว ในช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะมีการปล่อยจรวดจริงไม่ถึงชั่วโมง นักบินอวกาศทุกคนจะต้องร่วม “เล่นไพ่” กับผู้บังคับการประจำภารกิจเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นเกม แบล็กแจ๊ก หรือโปกเกอร์ โดยมีกฎสำคัญอยู่ที่ว่า จะไม่เลิกเล่นโดยเด็ดขาด จนกว่าผู้บังคับการจะแพ้!หรืออาจเรียกได้ว่า หากผู้บังคับการภารกิจนั้นๆ เกิดมือขึ้น ได้ไพ่ดี สามารถเอาชนะในทุกๆ เกม ก็อาจทำให้ กำหนดการปล่อยยานสู่ห้วงอวกาศ อาจต้อง “ดีเลย์” ออกไปอย่างไม่มีกำหนดเลยทีเดียว

“เรามีประเพณีเล่นไพ่ก่อนภารกิจ ซึ่งต้องเล่นภายหลังจากที่นักบินอวกาศแต่ละคนแต่งตัวเต็มยศพร้อมสำหรับขึ้นยานแล้ว โดยที่จะไม่มีใครได้ขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่จนกว่าผู้บังคับการจะแพ้เกมนั้น” เมลรอย กล่าวให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เอบีซีของสหรัฐ พร้อมย้ำว่า ที่ผ่านมานับตั้งแต่ที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการ เจ้าตัวไม่เคยยอมออมมือ หรือปล่อยให้ทีมงานชนะแม้เพียงครั้งเดียว

“หากฉันยอมแพ้ นั่นก็เท่ากับว่าไปละเมิดความเชื่อที่ทำต่อๆ กันมานะสิ ใครจะรอ หรือจะเลยกำหนดเวลา ก็ช่างปะไร” เมลรอย กล่าวติดตลก

อาจเป็นเพราะภารกิจท่องอวกาศถือเป็น ภารกิจที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะจากสถิติในปี 2008 จะเห็นได้ว่า จากนักบินอวกาศทั่วโลกที่ได้มีโอกาสขึ้นไปปฏิบัติภารกิจทั้งหมด 483 คน มีนักบินอวกาศอย่างน้อย 18 คน ต้องเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติภารกิจบนอวกาศ และมีอีกนับร้อยคนซึ่งต้องเสียชีวิตระหว่างการฝึกซ้อม ซึ่งสามารถคิดเป็นอัตราการตายสูงถึง 3.74% ซึ่งสูงกว่าอัตราการตายของบรรดาทหารหาญชาวอเมริกันที่เข้าไปปฏิบัติภารกิจในอัฟกานิสถานที่มีเพียง 0.39% เสียอีก

ดังนั้น สหรัฐจึงไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีความเชื่อทางไสยศาสตร์ที่ถูกปฏิบัติสืบต่อกันมาเพื่อนำมาซึ่งความสำเร็จและความโชคดีต่อภารกิจที่เสี่ยงตายเช่นนี้ เพราะ รัสเซีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นชาติแรกที่สามารถบุกเบิกอวกาศได้สำเร็จเป็นชาติแรกของโลก ก็มี “ความเชื่อ” ก่อนขึ้นสู่ห้วงอวกาศที่เด็ดดวงไม่แพ้กัน

   ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนการปฏิบัติปล่อยกระสวยอวกาศใดๆ ขึ้นสู่อวกาศ ทีมงานขององค์การอวกาศรัสเซียจะมารวมตัวกันในห้องพักของโรงแรม ซึ่งเป็นที่เก็บตัวในช่วงทำภารกิจของนักบินอวกาศคนใดคนหนึ่งเพื่อ ชมภาพยนตร์ร่วมกัน!

ภาพยนตร์ที่ว่านี้ไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องใดก็ได้ แต่ต้องเป็นเรื่อง เดอะ ไวต์ โรส ออฟ เดอะ เดดเซิร์ต (The White Rose of the Desert) เท่านั้น ถึงแม้ว่าแต่ละคนอาจเคยดูมาเป็นพันรอบแล้ว แต่ก็ต้องนั่งดูร่วมกันจนจบ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดสิ่งลี้ลับบางอย่างขัดขวางความสำเร็จของภารกิจที่ตั้งใจไว้อย่างดี

ก็เป็นได้นอกจากนี้ ก่อนที่ทีมนักบินอวกาศรัสเซียจะเดินออกจากห้องพักในวันสำคัญ ทั้งหมดจะเดินผ่าน เส้นทางแห่งความโชคดี ซึ่งสองข้างทางจะมีต้นไม้ ซึ่งบรรดานักบินอวกาศรุ่นพี่ปลูกเอาไว้หลังจากกลับมาจากปฏิบัติภารกิจที่สำเร็จลุล่วงไปแล้ว เพื่อความเป็นสิริมงคล คล้ายกับว่าเป็นการเสริมสร้างกำลังใจให้นักบินอวกาศเหล่านั้น ให้ตั้งเป้าในใจให้ปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงและกลับมา ปลูกต้นไม้ประจำตัว บนแผ่นดินโลกด้วยตัวเอง

ตามธรรมเนียมนั่นเองหลังจากนั้น นอกจากทั้งหมดจะพร้อมใจกันไปแสดงความเคารพต่อ พ.ต.ยูริ กาการิน ผู้ซึ่งเป็นนักบินอวกาศคนแรกของโลก และเป็นนักบินอวกาศชาวรัสเซียคนแรกที่ได้ออกเดินทางสู่อวกาศ และโคจรรอบโลกเมื่อเดือน เม.ย. 1961 หรือก่อนหน้าที่นักบินอวกาศคนแรกของสหรัฐขึ้นสู่อวกาศได้เป็นผลสำเร็จ ด้วยการนำ ดอกคาร์เนชันสีแดง ไปวางที่ห้องทำงานเก่าของกาการิน และลงนามในสมุดเยี่ยม พร้อมกับ อธิษฐานขอกำลังใจ จากดวงวิญญาณของกาการิน เพื่อให้ภารกิจบรรลุไปได้ด้วยดีแล้ว

นักบินอวกาศรัสเซียก็ไม่ลืมเดินตามรอยเท้านักบินอวกาศคนแรกของโลกผู้นี้แบบทุกฝีก้าว ด้วยการผลัดกัน ปลดทุกข์ ตรงล้อหลังด้านขวาของรถบัสที่ตนเองนั่งไปขึ้นกระสวยอวกาศอย่างลับๆ ตามอย่างที่กาการินกระทำก่อนปฏิบัติภารกิจประวัติศาสตร์ของวงการอวกาศโลกนั่นเอง

แต่สำหรับนักบินอวกาศหญิง อาจได้รับการยกเว้นจากการทำ พิธีกรรมปลดทุกข์เย้ยฟ้า ตามแบบฉบับกาการิน แต่หากคนไหนยังยืนกรานที่จะทำตามความเชื่ออยู่ละก็ สามารถทำได้ด้วยการปลดทุกข์ใส่กระบอกให้เรียบร้อยเสียก่อนที่จะนำมาราดลงบนล้อตามนักบินอวกาศชายคนอื่นๆ ได้ฝากรอยรักเอาไว้ได้เช่นเดียวกัน

เพียงทำตามความเชื่อและพิธีกรรมเหล่านี้ บรรดานักบินอวกาศแดนหมีขาวก็พร้อมปฏิบัติภารกิจด้วยกำลังใจเต็มร้อยแล้วและหากพูดถึงอีกชาติหนึ่ง ซึ่งกำลังตีตื้นเข้ามาเป็น ม้ามืดผู้นำทางด้านอวกาศโลก คงหนีไม่พ้น จีน ซึ่งในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีด้านอวกาศ หรือศักยภาพของนักบินอวกาศ ก็รุดหน้าไปมาก จนองค์การอวกาศแดนมังกรสามารถส่ง นักบินอวกาศหญิงคนแรก ของประเทศได้เป็นผลสำเร็จเมื่อไม่นานมานี้

แม้จะไม่มีสายข่าววงในออกมาเปิดเผยถึงพิธีกรรมความเชื่อก่อนขึ้นบินของนักบินอวกาศชาวจีนที่แน่ชัดแต่ว่ากันว่าทีมควบคุมปฏิบัติการภาคพื้นจะมีการส่งมอบ ระฆังที่แกะสลักหน้าของเหมาเจ๋อตง อดีตประธานาธิบดีและผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ให้แก่ทีมนักบินอวกาศก่อนหน้าการปล่อยกระสวยอวกาศเพื่อนำมาซึ่งความโชคดีอีกด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ว่าจะไม่มีใครหรืออะไรมาพิสูจน์ได้ว่า ความเชื่อหรือเคล็ดลับเสริมดวงเหล่านี้จะสามารถช่วยนำมาซึ่งความโชคดีต่อภารกิจในอวกาศโลกได้จริงไม่

แต่อย่างน้อยก็สามารถช่วยสร้างขวัญกำลังใจของเหล่าผู้ปฏิบัติภารกิจได้เป็นอย่างดี ซึ่งเท่านั้นก็คงเพียงพอแล้ว

เพราะเมื่อมั่นใจ...เราทำได้!