ทีโออาร์ขายข้าวรัฐล็อค

วันที่ 09 ส.ค. 2555 เวลา 08:55 น.
ทีโออาร์ขายข้าวรัฐล็อค
โดย...จตุพล สันตะกิจ

เป็นทั้งความจำเป็นและการลดกดดันอันเนื่องจากผลประโยชน์ไม่ลงตัวในวงการค้าข้าว สำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/2555 และนาปรัง 2555 ที่รัฐบาลใช้เงิน 2.7 แสนล้านบาท ในการรับจำนำข้าวเปลือก 17 ล้านตัน

เมื่อ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์สั่งเร่งระบายข้าวเปลือกที่สีแปรเป็นข้าวสารเก็บไว้เกือบล้นสต๊อกนับ 10 ล้านตัน ออกจากโกดังข้าวของรัฐบาล ตั้งแต่เดือน ส.ค.ถึงสิ้นปี 2555

เพราะหากรัฐยังคงกอดข้าวสารกองนี้ไว้ในมือก็มีแต่เสียกับเสีย

ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าโกดังเก็บที่ต้องจ่ายทุกเดือน ค่าเสื่อมสภาพข้าว ค่าดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงินมาเป็นทุนหมุนเวียนรับจำนำข้าว การขาดเงินทุนหมุนเวียนในการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลใหม่

อีกทั้งมีข้อครหาว่ามีการงุบงิบนำข้าวสารที่โกดังรัฐบาลมาเวียนเทียนเข้าโครงการรับจำนำข้าว หรือไม่ก็แอบขายในราคาแสนถูก

“เราจะไม่ระบายข้าวครั้งละมากๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวในตลาด จะทำให้โปร่งใสและไม่มีการเจรจาขายข้าวนอกรอบ” บุญทรง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการระบายข้าว ย้ำ

ก่อนหน้านี้ มนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าว ได้ลงนามคำสั่ง พณ ที่ 0307/ว.1571 ลงวันที่ 15 มิ.ย. 2555 เปิดให้เอกชนยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 และข้าวหอมจังหวัด จำนวน 2.29 แสนตันจากสต๊อกข้าวของรัฐบาล

วันเดียวกัน มนัส ลงนามคำสั่งที่ 0307/ว.1572 เปิดให้เอกชนยื่นซองเสนอซื้อข้าวขาว 5% จำนวน 2.07 หมื่นตัน

แต่การขายข้าวสารทั้งสองล็อตมีอันต้องล้มเลิกไป

เพราะ มนัส ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวเห็นว่า ราคาที่เอกชนเสนอมานั้น “ต่ำเกินไป” จึงไม่ยอมปล่อยข้าวสารให้กระเด็นมาอยู่ในมือพ่อค้าข้าวแม้แต่เมล็ดเดียว

แม้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รองรับให้กระทรวงพาณิชย์ระบายข้าวสารได้ในปริมาณ7 แสนตัน ทั้งการเปิดประมูลและการขายแบบจีทูจี

นี่จึงเป็นที่มาว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่ยอมขายข้าวให้พ่อค้า เพราะถูกรุมกดราคาซื้อข้าวราคาถูกๆ ไปฟันกำไรตอนส่งออก

แต่ที่ไหนได้ กลับมีเสียงลือหนาหูในวงการพ่อค้า รัฐบาลแอบเจรจาขายข้าวลับๆ ให้บริษัทค้าข้าวที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาล โดยขายข้าวสาร 5% ที่กิโลกรัมละ 14-15 บาท และนำข้าวไปผสมกับข้าวเก่า ส่งขายให้อินโดนีเซีย3 แสนตัน

เมื่อพลิกไปดูเนื้อหาสาระทีโออาร์ขายข้าวสารทั้งสองล็อต ก็ต้องยอมรับว่าเงื่อนไขทีโออาร์ไม่ได้กระตุ้นหรือจูงใจให้พ่อค้าข้าวในวงการมาแข่งขันสู้ราคาเลยแม้แต่น้อย

จะเรียกว่าเป็นล็อกสเปก 100% ก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก แต่ก็มีส่วนคล้ายกันมาก ภายใต้เงื่อนไขทีโออาร์ที่เขียนไว้อย่างรัดกุมมาก

ทว่าทีโออาร์ดังกล่าวกลับเปิดช่องให้เฉพาะพ่อค้าข้าวรายใหญ่หรือมีสายสัมพันธ์ “แน่นปึ้ก” เท่านั้น ที่กล้าเสนอซื้อข้าวสารจากสต๊อกรัฐ

ไล่ตั้งแต่ทีโออาร์ข้อ 4 ที่กำหนดวันและเวลาให้เอกชนยื่นซองเสนอราคา พบว่า กำหนดให้ยื่นซองราคากับประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าว ระหว่างวันที่ 19-21 มิ.ย. 2555 โดยระบุชนิด ปริมาณข้าว และคลังสินค้าที่เสนอซื้อ

และข้อ 6.5 ที่ระบุว่า ต้องเสนอราคาซื้อเต็มจำนวนปริมาณข้าวสารแต่ละชนิดที่เก็บไว้หรือต้องซื้อข้าวสาร “ยกโกดัง”

ขณะที่ทีโออาร์ข้อ 6.6 ระบุว่า ผู้เสนอราคาซื้อสามารถขอใช้สิทธิดูสภาพข้าวที่เก็บรักษาไว้ได้ หากไม่ขอใช้สิทธิถือว่าผู้เสนอราคาซื้อยอมรับสภาพข้าวสารโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด

แต่เมื่อเปิดเอกสารแนบที่กำหนดรายชื่อคลังสินค้าที่เปิดให้เอกชนเข้าไปตรวจสอบคุณภาพข้าวก่อนยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าว จะพบว่าคลังสินค้ากระจายไปอยู่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น จ.ปทุมธานี ชัยนาท ลพบุรี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ฉะเชิงเทรา พิจิตร สุพรรณบุรี อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ขอนแก่น และนครราชสีมา

ขณะที่โกดังบางแห่งเก็บข้าวสารเพียง 1,300 ตัน กระทั่งสูงสุด 24,540 ตันก็ยังมี แต่โกดังส่วนใหญ่ที่เปิดให้เอกชนยื่นซองจะเก็บข้าวสารเฉลี่ย 4,000-5,000 ตัน

ดังนั้น นับแต่ประกาศทีโออาร์ถึงวันสิ้นสุดยื่นซองที่มีเวลาเพียง 4 วัน จึงมีเอกชนน้อยรายสนใจยื่นเสนอราคา

นั่นเพราะเอกชนที่ยื่นเสนอซองมีเวลาไม่เพียงพอที่จะตรวจสอบคุณภาพข้าวในโกดังได้ทั้งหมด เพราะลำพังการตรวจแค่โกดังเดียวต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ทั้งยังต้องตรวจสอบกันถี่ยิบ เนื่องจากไม่รู้ว่ากองข้าวที่ไปตรวจนั้นมีการหมกเม็ดข้าวดีบังหน้าและเก็บข้าวเน่าไว้ในกองหรือไม่ ซึ่งการตรวจสอบล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งค่าตรวจและค่าเดินทาง

แต่คนที่มีเส้นสายหรือรู้ข้อมูลวงในตามภาษาตลาดหุ้นว่ามี “อินไซเดอร์” ว่าจะเปิดประมูลข้าวโกดังไหนบ้าง ก็จะไปตรวจสอบข้าวโกดังล่วงหน้า เช็กว่าข้าวสารในสต๊อกว่าคุณภาพเต็มร้อยหรืออยู่ในระดับที่พอรับได้หรือไม่ เพราะข้าวสารที่ซื้อมาได้ ไม่ใช่จะนำบรรจุถุงหรือใส่เรือส่งออกได้ทันที

 

แต่ยังมีขั้นตอนที่เรียกว่าการปรับปรุงสภาพข้าวและคัดเกรดข้าวให้ได้คุณภาพตามที่ลูกค้าหรือตลาดต้องการ ซึ่งตรงนี้มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 500 บาทต่อตัน ไม่รับรวมค่าขนส่งที่ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบทั้งหมด

หากตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่คุ้มก็ต้องถอยดีกว่า

แน่นอน คนที่ได้เปรียบต้องเป็นพ่อค้าวงในหรือมีพ่อค้ารายใหญ่กระเป๋าหนักที่มีกำลังพอที่จะวิ่งเต้นจนรู้ว่าเขาจะขายข้าวโกดังไหนบ้าง

ทั้งนี้ หากกระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าข้าวในโกดังมีคุณภาพและรับรองคุณภาพข้าวที่ขายออกไป ก็เชื่อว่าจะมีเอกชนสนใจเข้าร่วมเสนอราคาซื้อกันมาก

แต่นี่ไม่ใช่

เพราะตอนนำข้าวสารเข้าโกดัง มีการจ้างเซอร์เวเยอร์ตรวจสอบ เช่น เป็นข้าวสาร 5% และคุณภาพข้าวเป็นอย่างนี้ แต่พอตอนจะขายกลับบอกว่าให้ขายตามสภาพข้าว แล้วอย่างนี้จะจ้างเซอร์เวเยอร์ไว้ทำไม

นอกจากนี้ ทีโออาร์ที่กำหนดให้ยื่นซองประกวดราคาต้องวางหนังสือสัญญาค้ำประกัน 2% ของมูลค่าข้าวที่ซื้อ และวางหลักประกันเป็นเงินสดหรือหนังสือสัญญาค้ำประกัน 5% ของมูลค่าข้าวที่ตกลงซื้อขาย ทั้งให้ผู้ซื้อยืนราคาที่เสนอซื้อเป็นเวลา 20 วัน ก่อนมีการเปิดซองราคานั้น

เท่ากับเป็นการปิดโอกาสพ่อค้าข้าวรายเล็ก รายกลางที่มีสายป่านสั้นๆ เข้ายื่นซอง

เพราะไม่รู้ว่า หากเสนอซื้อข้าวราคาสูงๆ แต่ก่อนเปิดซองอีกเกือบเดือนราคาข้าวก็ทรุดฮวบลง ก็รังแต่จะขาดทุนเท่านั้น และหากทิ้งสัญญาซื้อข้าวก็เสียทั้งเงินค้ำประกันและเสียประวัติ ในขณะที่การเปิดซองประมูลซื้อข้าวสารในอดีตใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็รู้ผลแล้ว

และกรณีเงื่อนไขทีโออาร์ข้อที่ 7 การเจรจาต่อรองกับผู้ยื่นซองที่เสนอราคาสูงสุด คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสามารถสงวนสิทธิที่จะไม่รับราคาเสนอซื้อข้าวราคาหนึ่งราคาใดหรือราคาเสนอซื้อทั้งหมด หรือพิจารณายกเลิกการขายทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อประโยชน์ในทางราชการ

ทั้งนี้ การใช้ถ้อยคำว่า “เพื่อประโยชน์ของส่วนราชการ” จึงหมายถึงให้อำนาจคณะทำงานในการใช้ “ดุลพินิจ” ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันได้ง่ายๆ

หรือกรณีการขายข้าวเปลือกในโครงการที่รัฐบาลรับจำนำที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน หรือคิดเป็น 2.3 หมื่นบาทต่อตันข้าวสารนั้น หากเอกชนขายไปในราคา 1.8 หมื่นบาทต่อตันแล้วคณะทำงานอนุมัติให้ขายนั่นเท่ากับทำให้รัฐขาดทุนจากการขายข้าวจะเรียกว่าเป็นการทำลายผลประโยชน์ของทางราชการหรือไม่

เพราะวันนี้ราคาข้าวสาร 5% ของไทยซื้อขายกันที่ 564 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือ 1.74 หมื่นบาทต่อตัน ส่วนข้าวสาร 5% ของเวียดนามและอินเดียไม่ต้องพูดถึง เพราะราคาเคลื่อนไหวที่ 400-420 เหรียญสหรัฐต่อตัน

“ข้าวไทยมีคุณภาพหรือ Premium เหนือข้าวเวียดนามประมาณ 25-35% ดังนั้นราคาข้าวที่ไทยส่งออกได้จะอยู่ที่ประมาณ520-550 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งทอนเป็นข้าวเปลือกแล้วคิดเป็นราคาข้าวเปลือกที่ 11.05 หมื่นบาทต่อตัน” รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวประเมิน

ขณะที่ ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮ่วยชวนค้าข้าว ให้ความเห็นว่า การเปิดประมูลข้าวรอบใหม่ของรัฐบาลคิดว่าเอกชนที่สนใจร่วมประมูลจะไม่มาก และเสนอราคาไม่เกิน 450-500 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพราะขณะนี้ตลาดโลกไม่มีดีมานด์ ส่วนภัยแล้งที่เกิดทั่วโลกก็ยังไม่ชัดเจนขนาดที่ทำให้ทุกประเทศต้องยกเลิกส่งออก

จึงเป็นไปได้สูงว่า ไม่ว่ากระทรวงพาณิชย์จะเปิดให้พ่อค้าประมูลซื้อข้าวกี่ครั้ง ก็ไม่มีใครได้ซื้อข้าวสารจากสต๊อกรัฐบาลได้แน่ เว้นแต่จะมีการต่อท่อน้ำเลี้ยงส่งตรงให้ฝ่ายการเมืองให้กันตันละ 10 หรือ 20 เหรียญสหรัฐ รับรองอย่างนี้ได้ข้าวราคาถูกไปฉลุย

แต่ราคาที่ขายได้จะต้องต่ำพอที่จะทำให้พ่อค้ามีกำไร

หากระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี5 ล้านตันให้ประเทศต่างๆ

ก็มีคำถามที่ต้องย้อนถามว่าระบายข้าวขายในราคา “มิตรภาพ” นั้น ขายกันที่ราคาเท่าไหร่

คนไทยคงต้องลุ้นกันตอนปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวนาปีและนาปรังที่ผ่านมาว่าจะขาดทุนเท่าไหร่

1 แสนล้านบาท อาจจะน้อยไป