คงดอกเบี้ยนโยบาย3% รับลากยาววิกฤตยูโร

วันที่ 29 ก.ค. 2555 เวลา 10:06 น.
คงดอกเบี้ยนโยบาย3% รับลากยาววิกฤตยูโร
โดย...ทีมข่าวการเงิน

ข่าวเศรษฐกิจการเงินในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องเด่นที่ถูกจับตามองมีผลต่อปากท้องของประชาชนมากที่สุด คือ ดอกเบี้ย โดยการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้มีมติ 5 ต่อ 2 ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3% ซึ่งเป็นครั้งแรกที่บอร์ด กนง.มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ในการลดดอกเบี้ย

กรรมการสองเสียงที่คัดค้านเห็นว่าควรจะลดดอกเบี้ยลง 0.25% เพราะเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน มีความเสี่ยงมากขึ้นและมาตรการการคลังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงพอ

ส่วนกรรมการที่สนับสนุนให้คงดอกเบี้ยไว้ ให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ใกล้เคียงกับศักยภาพและอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย รวมทั้งเห็นว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในขณะนี้ยังมีความเหมาะสม และมีการผ่อนปรนเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้

นอกจากนี้ กนง. ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ จาก 6% ลดลงเหลือ 5.7% รวมทั้งปรับเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ลงจากประมาณการครั้งก่อนที่ 3.5% ลดลงเหลือ 3.3% ลดคาดการณ์จีดีพี ปี 2556 จาก 5.8% ลดลงเหลือ 5.4% อีกด้วย

แค่เพียง กนง. จะเป็นห่วงเรื่องการส่งออกจะกดตัวลดลงเหลือ 78% เท่านั้น แต่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่ได้หารือกันก็มีความเป็นห่วงประเด็นนี้เช่นกัน โดยกลัวว่าวิกฤตเศรษฐกิจของกลุ่มสหภาพยุโรป จะทำให้การส่งออกของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมหดตัวลงมาก จึงได้เตรียมหามาตรการรับมือ แต่ก็ยังไม่มีมาตรการอะไรออกมาเป็นรูปธรรม

 

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังแม้จะเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหาวิกฤตยุโรปในช่วงครึ่งปีหลัง ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าของไทย แต่เชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อไทยในระดับหนึ่งเท่านั้น โดยมองว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าครึ่งปีแรก ปัจจัยสนับสนุนมาจากการบริโภคในประเทศ การลงทุนในภาคเอกชนที่มีมากขึ้น โดยย้ายฐานจากจังหวัดที่ไม่ถูกน้ำท่วม เศรษฐกิจไทยปีนี้ คาดจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย 5.5-6% ขณะที่ภาคส่งออกน่าจะขยายตัวได้ 12%

ส่วนเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจมากและต้องการจะรู้ความชัดเจนมากที่สุด กลับไม่มีเรื่องบรรจุเข้าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามที่กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ระบุว่า จะเสนอ ครม.พิจารณายืดเวลานโยบายรถคันแรกออกไป จากเดิมที่จะให้ซื้อรถภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2555 และรับรถได้ไม่เกิน 3 หรือ 6 เดือน จึงจะได้รับสิทธิคืนภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไม่เกิน 1 แสนบาท ตามนโยบายรัฐบาล ออกไปเป็นไม่มีกำหนดเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน

แถมเรื่องที่คลังจะเสนอ ครม. ขออนุมัติเพิ่มเติมวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นผู้ยื่นขอจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่มเติมจำนวน 1.4 หมื่นล้านบาท ตามโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม วงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% ระยะเวลา 5 ปี เนื่องจากยังมีผู้ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้รับการบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมของ ครม.เช่นกัน

ทงดนทางด้านสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า กรมอยู่ระหว่างดำเนินการให้สามีภรรยาแยกยื่นภาษีได้ในปีหน้า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2556 ตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้กรมจะต้องมีการแก้ไขประมวลรัษฎากรให้สภาพิจารณาผ่าน 3 วาระ โดยต้องใช้เวลานาน อาจทำให้ดำเนินการไม่ทันตามที่ศาลสั่ง ทางกรมสรรพากรจึงจะให้สามีภรรยาแยกยื่นภาษีได้เลยโดยยกเว้นมาตรการที่ให้ยื่นภาษีร่วมกัน ไม่ต้องให้มีผลบังคับใช้ เพราะถือว่ากรมสรรพากรต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล แม้การแก้กฎหมายยังไม่เสร็จก็ตาม และจะสามารถใช้ได้ภายในปีภาษี 2556 นี้แน่นอน

เรื่องที่มีผลกระทบต่อประชาชนมากไม่แพ้เรื่องอื่นๆ คือ การที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้สั่งให้บริษัท ส่งเสริมประกันภัย หยุดรับประกันวินาศภัย เนื่องจากบริษัทบัญชีไม่ยอมรับรองงบดุลของบริษัท ทาง คปภ.จึงสั่งให้แก้ไขงบดุลและการลงบัญชีใหม่ให้ถูกต้องทันที

สำหรับบริษัท ส่งเสริมประกันภัย มีลูกค้าจำนวน 5.4 แสนราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประกันภัยรถยนต์ตาม พ.ร.บ. ฉะนั้นทาง คปภ.ได้เตรียมการหากบริษัทไม่สามารถจ่ายค่าสินไหมให้ลูกค้าได้ ก็จะให้กองทุนส่งเสริมประกันภัยเข้าไปดูแลแทนและกองทุนจะไปเรียกร้องจากบริษัทต่ออีกที อย่าง

สำหรับเรื่องวุ่นวายของธนาคารออมสินจบลงไปแล้ว แต่มีการแฉโพยออกมาว่าคณะกรรมการธนาคารได้อนุมัติคืนอำนาจให้กรรมการบริหารปล่อยกู้ได้ตั้งแต่ 5002,000 ล้านบาท และผู้อำนวยการธนาคารออมสินปล่อยกู้ได้สูงสุด 500 ล้านบาท จนนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการหักหน้า เลอศักดิ์ จุลเทศ อดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ที่ รมว.คลัง ได้แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาและกลับไปดูแลงานของธนาคารออมสิน

ส่วนธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) โสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ ธพว. ได้ยื่นใบลาออกต่อคณะกรรมการธนาคาร โดยให้เหตุผลมีปัญหาสุขภาพและให้มีผลวันที่ 4 ต.ค.นี้ แต่ นริศ ชัยสูตร ประธานกรรมการ ธพว. ไม่อนุมัติการลาออกเพราะเห็นว่าไม่มีใบรับรองแพทย์เป็นหลักฐาน และการยื่นใบลาออกก่อนกำหนดจะต้องยื่นไม่น้อยกว่า 3 เดือน ในกำหนดสิ้นสุดสัญญาจ้าง ซึ่งใบลาออกควรจะไปมีผลวันที่ 25 ต.ค. หากลาออกก่อนต้องจ่ายเงินชดเชยให้กระทรวงการคลังตามสัญญา ฉะนั้นจึงให้สอบสวนเรื่องการปล่อยกู้โดยสงสัยว่าจะมีการทุจริตต่อไปก่อน

ข่าวเด่นท้ายสัปดาห์คือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้รับฟ้องคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และพวกรวม27 ราย ข้อหาทุจริตปล่อยเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย 9,000 ล้านบาท ให้กับเอกชนเครือกฤษดามหานคร โดยศาลกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งแรก เพื่อสอบคำให้การจำเลย วันที่ 11 ต.ค.นี้ เวลา 09.30 น.