จัดซื้อขบวนด่วน เปิดช่องทึ้งเงินประเทศ

วันที่ 06 ก.ค. 2555 เวลา 08:08 น.
จัดซื้อขบวนด่วน เปิดช่องทึ้งเงินประเทศ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

กลายเป็นประเด็นร้อนของรัฐบาลอีกเรื่อง สำหรับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ให้อำนาจคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีปี 2535 และระเบียบว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ปี 2549

การยกเว้นดังกล่าว ให้ใช้กับโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศไทย วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ มติ ครม.ยังเปิดกว้างให้ กบอ.ยังสามารถจัดทำโครงการจัดการน้ำและอุทกภัย หรือโครงการอื่นๆ ที่มีความจำเป็นเสนอให้ ครม.อนุมัติเห็นชอบอนุมัติยกเว้นการจัดซื้อไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบทั้งสองฉบับได้อีกด้วย

มติ ครม.ดังกล่าวเป็นการเปิดกว้างโครงการลงทุนของรัฐบาลมูลค่ามหาศาล จัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ โดย กบอ.มีอำนาจล้นฟ้า สามารถกำหนดวิธีการ เงื่อนไข ของการจัดซื้อจัดจ้างอย่างไรก็ได้

แม้ว่าการดำเนินการจัดซื้อแบบวิธีพิเศษ จะทำให้เกิดความรวดเร็วคล่องตัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เป็นช่องโว่ทำให้ภาษีของประเทศรั่วไหล เพราะมีการทุจริตคอร์รัปชันของผู้ที่เกี่ยวข้องได้ง่ายเช่นกัน

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ออกมาระบุทันทีว่า รัฐบาลพยายามที่จะใช้เงินโครงการขนาดใหญ่ โดยไม่ให้ผ่านการตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการ โดยการดำเนินโครงการดังกล่าวพยายามไปผูกกับเรื่องน้ำท่วมและการสร้างอนาคตประเทศไทย เพื่อจะได้อ้างว่าเป็นโครงการเร่งด่วน

ผู้นำฝ่ายค้านยังระบุว่า หากรัฐบาลจริงใจแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน รัฐต้องเปลี่ยนแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดการทุจริต สร้างความเสียหายดังกล่าว

ขณะที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ออกมาแก้ต่างว่า การจัดซื้อวิธีพิเศษ เพราะต้องการคุณภาพของโครงการ ไม่ใช่ราคาถูกอย่างเดียวแต่ไม่มีคุณภาพเหมือนการประมูลปกติ

อย่างไรก็ตาม กิตติรัตน์ ก็ไม่ได้ชี้แจงว่า การจัดซื้อพิเศษจะป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ประเภทรัฐบาลชง เอกชนรับลูก กินหัวคิวหันอย่างที่ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นมีการรายงานว่า โครงการประมูลภาครัฐรั่วไหลจ่ายหัวคิวกันจาก 10% ในอดีต เป็น 50% ในปัจจุบัน

ที่ผ่านมารัฐบาลต้องยอมรับว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ก็เป็นการดำเนินการพิเศษที่ยากจะตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการอยู่แล้ว เพราะตอนที่รัฐบาลเสนอออก พ.ร.ก.กู้เงิน ก็ไม่ได้มีกำหนดรายละเอียดโครงการว่า จะทำอะไร เมื่อไร มูลค่าเท่านั้น และจะเกิดประโยชน์กับประเทศอย่าง

โดยขณะนั้นรัฐบาลเขียนแต่กรอบกว้างๆ ว่าต้องใช้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เป็นการเร่งด่วน ส่วนโครงการมากำหนดที่หลัง ซึ่งต้องยอมรับว่าดำเนินการดังกล่าวทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการ ไม่เหมือนโครงการลงทุนที่กำหนดไว้ในงบประมาณประจำปี ที่ต้องมีการชี้แจงรายละเอียดของโครงการไว้ทั้งหมด

มาถึงวันนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าไม่ให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสของการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเปิดช่องให้มีการจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษ โดยที่รัฐบาลจะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างอย่างไรก็ได้ จะชี้ผู้รับเหมารายไหนมาประมูลงานก็ได้

การดำเนินการดังกล่าว ถือเป็นความเสี่ยง 2 เด้งของโครงการลงทุนที่มาจากเงินกู้จำนวนมหาศาล เพราะนอกจากประเทศเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้นจนหัวโตแล้ว เงินที่เป็นภาระของประเทศยังถูกรัฐบาลเปิดช่องเปิดรูให้มีการเข้าไปล้วงเข้าไปโกย เกิดมหกรรมบุฟเฟต์ทุจริตวงใหญ่อย่างไม่เคยมีมาก่อน

การอนุมัติโครงการให้มีการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้เป็นวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ถือเป็นการอนุมัติเปิดช่องที่มากที่สุดตั้งแต่เคยมีการอนุมัติมา

ที่ผ่านมาการเสนอจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ จะเป็นหน่วยงานต่างๆ เสนอขึ้นมาเป็นรายโครงการเท่านั้น ซึ่งเป็นโครงการที่มีรายละเอียดจะดำเนินการได้แล้ว แต่ครั้งนี้รัฐบาลเหมาเข่งเว้นการประมูลปกติให้จัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีปกติ ทั้งที่โครงการส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อม

ซึ่งจะเห็นว่า การจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษมักจะได้รับการร้องเรียนความไม่โปร่งใสอยู่เสมอ โดยเฉพาะการล็อกสเปกโครงการให้ผู้รับเหมาพวกพ้องนายทุนที่สายสัมพันธ์ใกล้ชิดนักการเมืองทั้งสิ้น

ความไม่ชอบมาพากลของจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว ยังถูกตั้งข้อสังเกตจาก สมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและติดตามนโยบายภาครัฐ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ระบุว่า โครงการดังกล่าว 3 แสนล้านบาท สังคมไทยยังไม่รับรู้เลยว่าจะมีอะไรบ้าง แต่จะมีการจ้างต่างชาติมาออกแบบการลงทุนดังกล่าวเป็นเงินถึง 6,000 ล้านบาท เชื่อว่าจะทำให้เกิดปัญหาแน่

ขณะที่ หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ก็ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการโครงการ 3.5 แสนล้านบาท ของรัฐบาล เพราะเห็นว่ายังไม่มีรายละเอียดตอบโจทย์คนไทย แต่จะให้ต่างชาติเข้ามาบริหารจัดการ

หรือแม้แต่จะเห็นว่า ทั้งฝ่ายค้าน นักวิชาการ หรือเอ็นจีโอ ต่างเป็นห่วงกับความไม่ชอบมาพากลของโครงการลงทุนรัฐบาล ที่ให้มีการดำเนินการจัดจ้างพิเศษ ทั้งในเรื่องการทุจริตที่จะเกิดขึ้น หรือความเหมาะสมของโครงการ

ยิ่งรัฐบาลเดินหน้าจ้างต่างชาติมาออกแบบเป็นเงินถึง 6,000 ล้านบาท ยิ่งเพิ่มความกังวลให้กับสังคมไทยมากขึ้น โดยมองการว่าจ้างต่างชาติมาออกแบบ เป็นการกดปุ่มโครงการที่ทำให้เงินประเทศรั่วไหลไม่โปร่งใส เพราะการว่าจ้างผู้ออกแบบก็หนีไม่พ้นใช้วิธีการพิเศษ

เหตุผลที่สังคมกังวล เพราะที่ผ่านมามีหลักฐานมัดรัฐบาลจากความไม่ชอบมาพากล ในการใช้เงินลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น (ภตค.) ออกมาเปิดเผยว่า มีประชาชนรายงานข้อมูลเบาะแสผ่านเพจเฟซบุ๊ก “เพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน” พบความไม่ถูกต้องในโครงการขุดลอกคูคลองใน จ.พระนครศรีอยุธยา มูลค่าโครงการกว่า 100 ล้านบาท และความไม่โปร่งใสในการประชุมงานและการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการขุดลอกแม่น้ำปิงใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งการดำเนินการเป็นวิธีการจัดจ้างแบบวิธีพิเศษ เพราะอ้างว่ามีความเร่งด่วน

ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาการจัดซื้อปกติโดยวิธีการอีออกชัน ที่สร้างขึ้นมาไม่ให้มีการฮั้วประมูลกันของผู้รับเหมากับผู้รับเหมา หรือผู้รับเหมากับนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ก็ยังถูกมองว่าแก้ไขปัญหาฮั้วและการทุจริตไม่ได้

นับประสาอะไรกับการเปิดประมูลวิธีพิเศษ จะไม่มีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้น และตัวอย่างที่เห็นก็เป็นประจักษ์พยานว่า โครงการ 100 ล้านบาท ยังมีกลิ่นหัวคิว และกับโครงการมูลค่ารวมกัน 3.5 แสนล้านบาท ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าจะมีการรั่วไหลเป็นจำนวนมหาศาล

ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้น คือ เมื่อรัฐบาลเปิดช่องให้จัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษ เป็นรถขบวนด่วนกับโครงการ 3.5 แสนล้านบาท ได้ในครั้งนี้แล้ว ในครั้งหน้ารัฐบาลก็ต้องหาเหตุจัดซื้อจัดจ้างแบบวิธีพิเศษในโครงการอื่นอีก

หากมองไปข้างหน้า รัฐบาลมีแผนจะออก พ.ร.บ.กู้เงิน 1.62 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสร้างอนาคตประเทศไทย ก็อาจจะเป็นชิ้นปลามันอันใหม่ ที่รัฐบาลจะอ้างให้มีการยกเว้นการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีการปกติ และไปใช้วิธีการพิเศษกันอีก โดยอ้างว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนอีก

ที่ผ่านมารัฐบาลประกาศนโยบายต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน น่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์รัฐบาลเท่านั้น

เพราะในทางปฏิบัติรัฐบาลกลับทำตรงข้าม เพราะนอกจะไม่ปราบปรามการทุจริตอย่างที่คุยไว้ ยังเป็นผู้เปิดช่องออกมติ ครม.ให้มีความสุ่มเสียงเกิดการทุจริตปล้นชาติมากขึ้น สร้างความเสียหายบอบช้ำให้ประเทศมากขึ้น