บิ๊กบัง กระอัก ลับ ลวง พลาง นิรโทษกรรม

วันที่ 26 มี.ค. 2555 เวลา 07:56 น.
โดย...ธนพล บางยี่ขัน

จาก “ดอกไม้” หลังรัฐประหารแปรสภาพเป็น “ก้อนอิฐ” ย้อนกลับมาถล่ม “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อย่างรุนแรง

เมื่ออดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร พลิกบทบาทขออาสามารับหน้าที่ “หัวหอก” ฟื้นความปรองดองในชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ แต่ทว่าความเคลือบแคลงในเป้าหมายการปรองดอง ทำให้การเดินหน้าปรองดองกำลังกลายเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่

การเดินเกมผ่านเสียงข้างมากใน กมธ.ปรองดองฯ ล้มโต๊ะล้างระบบกันใหม่หมด ด้วยการอ้างอิงผลวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า กำลังทำให้กระบวนการปรองดองที่พยายามปลุกปั้นกันมาพังทลายลงไป

มติ 23 ต่อ 9 เสียงเห็นด้วยกับการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเฉพาะคดีการกระทำความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และคดีอาญาที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองเช่นการทำลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชน

และมติ 22 ต่อ 9 เสียง เห็นด้วยกับการให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ทั้งหมด และไม่นำคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการและที่ตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง

กลายเป็นประเด็นตอกย้ำความ “เคลือบแคลง” ที่ห่วงว่ากระบวนการ “ปรองดอง” เที่ยวนี้ จะเป็นเพียงแค่การปูทาง “ล้างผิด” ใหักับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีทั้งคดีความที่ตัดสินไปแล้วว่ามีความผิด และอีกหลายคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

หลังสะบักสะบอมถูกกระหน่ำจากสังคม ทางคณะผู้วิจัย สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะต้นทางของงานวิจัยที่ถูกหยิบยกไปใช้ใน กมธ. ได้ตัดช่องน้อย เร่งทำหนังสือถึง พล.อ.สนธิ ชี้แจงว่า คณะผู้วิจัยไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการใช้คะแนนเสียงข้างมากในการตัดสินใจทำเรื่องการปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นใน กมธ. หรือสภาผู้แทนราษฎร

“การยึดถือเสียงข้างมากโดยละเลยความเห็นที่แตกต่างนั้นถือเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงรอบใหม่ได้อีกในอนาคต อันขัดกับเจตนารมณ์ของคณะผู้วิจัย”

 

พร้อมทั้งเสนอให้คณะ กมธ.ทบทวนมติดังกล่าวและริเริ่มกระบวนการพูดคุยเสวนาทั่วประเทศ เพื่อให้ได้ข้อสรุปต่อการสร้างความปรองดองในชาติที่ทุกฝ่ายยอมรับ แต่หาก กมธ.หรือสภามีการลงมติเลือกแนวทางหนึ่งแนวทางใดอย่างรวบรัดด้วยเสียงข้างมาก

โดยเฉพาะในประเด็นการให้อภัยผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมและการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม คณะผู้วิจัยจะขอถอนรายงานวิจัยที่ได้เสนอต่อคณะ กมธ. เพื่อมิให้นำผลการวิจัยไปใช้ในการอ้างอิงเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองที่ไม่เอื้อต่อการสร้างความปรองดองในชาติได้อีกต่อไป

ไม่แปลกที่ “บิ๊กบัง” จะต้องเป็นผู้รับที่แบกรับแรงเสียดทานทั้งหมดนี้ไปแต่เพียงผู้เดียว

เพราะท่าทีที่ “เปลี่ยนไป” จากที่เคยไม่เห็นด้วยกับการ “ทุจริตคอร์รัปชัน” จนเป็น 1 ใน 4 เหตุผลของการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 แต่ทว่าวันนี้ กลับพยายามใช้เสียงข้างมากเดินหน้ากระบวนการ “นิรโทษกรรม” ล้างความผิดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต

พร้อมพูดวนไปวนมาเพียงแค่ “ต้องลืมอดีต คิดปัจจุบัน เพื่อสร้างอนาคตประเทศไทย”

ที่สำคัญในฐานะผู้ที่ตั้ง คตส.ขึ้นมาเอง แต่วันนี้กลับกลายเป็นผู้ที่ผลักดันล้มผลจากการดำเนินการของ คตส.เสียเอง มองข้ามประเด็นความผิดที่เกิดขึ้นมาแล้ว และเห็นว่าการไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ มีแต่จะทำให้สังคมแตกแยก ทำให้สังคมสับสนกับอดีตผู้นำคณะรัฐประหารอย่างมาก

ความสัมพันธ์แบบ ลับ–ลวงพราง ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.สนธิ เวลานี้จึงยิ่งสร้างความงงงวย เมื่อล่าสุด ถอดรหัสคำให้สัมภาษณ์จาก พ.ต.ท.ทักษิณ กลับสะท้อนท่าทีความสัมพันธ์ที่มีต่อ พล.อ.สนธิ ที่เปลี่ยนไป

“หลังจากที่ได้มีการค้นหาข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว พล.อ.สนธิ ก็เห็นด้วยว่า ที่ผ่านมาการตั้งคณะกรรมการ คตส.เป็นการไม่ถูกต้อง และไม่เป็นการยุติธรรม อาศัยอำนาจจากการยึดอำนาจเข้ามาตรวจสอบ ไม่เป็นธรรมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง จึงไม่สามารถที่จะยอมรับได้” พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุ

ความเป็นเนื้อเดียวกันระหว่าง “บิ๊กบัง” กับ “เพื่อไทย” ตั้งแต่เมื่อครั้งที่สนับสนุนโหวตเลือกให้ พล.อ.สนธิ เป็นประธาน จนมาสอดรับกับท่าทีการเดินหน้ารวบรัดใช้เสียงข้างมากเดินหน้า “นิรโทษกรรม–ล้มคดี คตส.” จนมาถึงท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ล่าสุด

นำมาสู่ข้อสงสัยที่ว่า การประกาศตัวเป็นคนขอสร้างความปรองดอง หลังจากเคยเป็นคนสร้างเงื่อนไขการปฏิวัติที่สร้างความปั่นป่วนจนถึงทุกวันนี้นั้น แท้จริงแล้วเป็นการรับงานใครหรือไม่ แม้เจ้าตัวออกมายืนยันว่า “ผมคงไม่หน้าด้านพอที่จะทำอย่างนั้น ไม่เคยมีการไปรับเงินรับทอง” ก็ไม่ทำให้หายสงสัยถึงเบื้องหลังการเดินหน้าปรองดองรอบนี้

ยิ่งจับส่งสัญญาณของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ผู้ที่อาสาปูถนนปรองดองมาก่อนหน้านี้ ตรงไปถึง พล.อ.สนธิ กลางในงานเสวนา “รายงานวิจัยสร้างความปรองดองแห่งชาติของสถาบันพระปกเกล้า 3 ข้อ คือ ถึงที่มาที่ไปของเบื้องหลังการปฏิวัติ ที่ พล.อ.สนธิ ไม่ยอมทำความจริงให้ปรากฏนั้น ยิ่งทำให้ความเคลือบแคลงในตัว พล.อ.สนธิ มากขึ้น

น่าสังเกตว่าแม้แต่สมาชิกพรรคเพื่อไทยที่เคยออกมาไล่บี้ “บิ๊กบัง” ระยะหลังนี้กลับมาแอ่นอกปกป้อง อดีตผู้นำคณะรัฐประหารแบบกลับตาลปัตร

ต้องยอมรับว่า การปล่อยให้ พล.อ.สนธิ ออกตัวเดินหน้ากระบวนการ “ล้างผิด” ทำให้แรงเสียดทานทั้งหมดกับความพยายามเดินหน้า “ล้างผิด” ไม่ได้ตกไปอยู่ที่พรรคเพื่อไทย หรือกลุ่มเสื้อแดงเหมือนอย่างที่ผ่านมา แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์โจมตีทุกอย่างกลับมาตกที่ พล.อ.สนธิ แบบไม่มีใครช่วยแบ่งรับ

จากที่เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอความปั่นป่วนทางการเมืองมาแล้วเมื่อครั้งตัดสินใจทำรัฐประหาร ครั้งนี้กับความพยายามที่จะเดินหน้าสร้างความปรองดองยังคงเป็นที่ถกเถียงว่าจะนำไปสู่ความผิดพลาดหนที่สองหรือไม่

ท่ามกลางความเคลือบแคลงที่ไม่จางหายว่าเหตุผลของครั้งนี้และครั้งที่ผ่านมานั้นมีอะไรอยู่เบื้องหลังภารกิจ ลับ ลวง พราง !!!