หวยออนไลน์ สุดท้ายก็แจ้งเกิด

  • วันที่ 13 มี.ค. 2555 เวลา 06:43 น.

หวยออนไลน์ สุดท้ายก็แจ้งเกิด

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ชลลดา อิงศรีสว่าง

ไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลนี้ จะรื้อโครงการหวยออนไลน์ขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ แล้ว ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลังคนใหม่ ผู้ได้รับการกำกับดูแลสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ออกมาประกาศจะเดินหน้า “หวยออนไลน์” แน่นอน

รมช.คลัง ยืนยันว่า จะไปดูข้อกฎหมาย ถ้าไม่ผิดสามารถปฏิบัติได้โดยชอบก็จะเดินหน้าทันที แต่ถ้ามีปัญหาก็ต้องทบทวน ยืนยันว่าไม่ช้า เพราะสภาพบ้านเมืองขณะนี้ไม่ควรช้า

สอดรับกับกรณี "ประสพ บุษราคัม"อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ออกมาผลักดันแก้ไขกฎหมายเพื่อนำหวยใต้ดินขึ้นมาบนดิน โดยชี้ประเด็นว่าการนำหวยใต้ดินขึ้นมาบนดิน รัฐจะเก็บภาษีได้ถึงปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท เงินจำนวนนี้รัฐบาลนำไปใช้ในกิจการกองทุนหมู่บ้านได้

เมื่อมีนโยบายเช่นนี้ ทางด้าน สมชาติ วงศ์วัฒนศานต์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ก็ขานรับทันควันเตรียมที่จะนำเสนอคณะกรรมการสำนักงานสลากฯ เพื่อเลือกรูปแบบการจัดจำหน่าย

“รัฐมนตรีได้ดูแล้วและสั่งให้สำนักงานฯนำเสนอบอร์ดเพื่อตัดสินใจเลือกรูปแบบการจัดจำหน่าย จากที่เสนอไว้ 3 รูปแบบมาเพียงรูปแบบเดียว” สมชาติ กล่าว

รูปแบบการจัดจำหน่ายหวยออนไลน์มี 3 รูปแบบ อาทิ 1.รูปแบบหวย 2 ตัว 3 ตัวแบบออนไลน์ 2.รูปแบบสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบออนไลน์ และ 3.รูปแบบสลากการกุศลแบบออนไลน์ มีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบอร์ดว่าจะเลือกรูปแบบใด โดยจะมีการนำเสนอในการประชุมบอร์ดครั้งหน้า

สำหรับรูปแบบ 2 ตัว 3 ตัว เป็นรูปแบบเดิมที่สำนักงานสลากฯได้ทำสัญญากับบริษัท ล็อกซเล่ย์จีเทค เทคโนโลยี ไว้ในการจัดจำหน่าย แต่หากต้องเปลี่ยนรูปแบบเป็นสลากกินแบ่งฯ หรือสลากการกุศล จับกระแสที่สอดรับกันนี้ เชื่อมโยงได้ว่ารัฐบาลกำลังทำทุกวิถีทาง เพื่อใช้หวยเป็นแหล่งเงินรองรับโครงการประชานิยมอีกทางหนึ่ง หลังจากที่เริ่มควักเงินจากงบประมาณแผ่นดินและธนาคารเฉพาะกิจไม่ไหวอีกแล้ว

ประเด็นเหล่านี้ น่าจะเป็นการโยนหินถามทางกระแสสังคมมากกว่า เพราะปัจจุบันคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่มี“อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม” ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน กำลังสาละวนอยู่กับการสะสางปัญหาเรื่องโควตาที่ยังคาราคาซังอยู่

ซึ่งประธานบอร์ดสลากฯ ก็บอกแล้วว่า จะเร่งแก้ไขปัญหาเรื่องโควตาเป็นลำดับแรก ส่วนเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์สลากเพิ่ม หรือหวยออนไลน์ จะยังไม่มีการพิจารณาในช่วงนี้

พร้อมยืนยันชัดเจนว่า จะหาทางคืนโควตาให้กับองค์การทหารผ่านศึกและมูลนิธิสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ซึ่งมียอดรวมประมาณ 2.6 ล้านฉบับ แม้ว่าจะมีประเด็นว่าทำผิดสัญญา เพราะไม่ได้นำไปจำหน่ายเอง แต่นำโควตาไปให้ผู้อื่นรับช่วงไปขายต่อก็ตาม

ที่ผ่านมาจนเป็นเรื่องเป็นราว มีกระแสข่าวลือหนาหูว่าการล้มโควตาครั้งนี้ มีการจัดสรรโควตาให้กับกลุ่มทุนการเมืองอีกกลุ่มที่เป็นเจ้าของห้างที่คนเสื้อแดงชอบไปช็อปและใช้เป็นฐานรวมพล สร้างความไม่พอใจให้กับคนในพรรคนำไปสู่ชนวนการปลดคนสำคัญออกจากเก้าอี้ระดับรัฐมนตรีนำไปสู่การเปลี่ยนตัวประธานสลากฯ คนใหม่ โดยมอบหมายให้อารีพงศ์ ปลัดคลัง เข้าจัดการเรื่องโควตาสลากรอบนี้ใหม่ เพราะที่ผ่านมาทางองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกก็มาโวยว่า ต้องการขอโควตาคืน ผลสรุปของการเกี้ยเซี้ยโควตาสลากในการประชุมบอร์ดวาระพิเศษในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปว่า บอร์ดอนุมัติให้เพิ่มโควตาสลากจำนวน 2 หมื่นเล่ม หรือ 2 ล้านฉบับ คืนให้กับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกก่อน

ส่งผลให้ปริมาณสลากเพิ่มจากงวดละ 68 ล้านฉบับ กลายเป็น 70 ล้านฉบับในทันที แยกเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาล 50 ล้านฉบับ และสลากการกุศลอีก 20 ล้านฉบับ

ทั้งนี้ หากพิจารณาการแก้ปัญหาของสำนักงานสลากฯ ครั้งนี้จะเห็นว่าน่าตอบคำถามสังคมได้ใน 2 เรื่อง คือ เรื่องแรก ถ้าดูเผินๆ จะเหมือนการอย่าศึกและคืนโควตาสลากให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก กับเรื่องที่ 2 คือ การเพิ่มปริมาณสลาก 2 ล้านฉบับ เพื่อแก้ปัญหาสลากแพง

แต่ที่ลึกกว่านั้น ต้องไปดูว่าโควตาสลากที่ว่านี้จะตกไปอยู่ในมือใคร เพราะที่ผ่านมาสำนักงานสลากฯ เลือกใช้วิธีการโยนโควตาสลากที่เป็นปัญหาผ่านเข้าทางมูลนิธิสำนักงานสลาก เพื่อส่งผ่านโควตาไปยังกลุ่มทุนทางการเมืองที่รอรับผลประโยชน์อยู่เนื่องๆ

ล่าสุด หากเปิดบัญชีจัดสรรสลากกินแบ่งรัฐบาล 50 ล้านฉบับจะพบว่ามีการจัดสรรโควตาให้ทั้งรายย่อยและองค์กรมูลนิธิรวมกว่า 3.07 หมื่นราย คิดเป็นจำนวน 5 แสนเล่ม รวมเป็นเงิน 2,000 ล้านบาทต่องวด แยกได้เป็น 4 กลุ่มคือ

1.รายย่อยส่วนกลาง จำนวน 1.06 หมื่นราย คิดเป็นจำนวน 1.46 แสนเล่ม (เล่มละ 4,000 บาท) รวมเป็นเงินกว่า 586 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 29.30% ทั้งนี้แยกเป็นบุคคลทั่วไป 9,594 ราย จำนวน 1.31 แสนเล่ม เป็นเงินกว่า 527ล้านบาท คิดเป็น 26.37% และบุคคลพิการ 1,036 ราย จำนวน 1.46 หมื่นเล่ม เป็นเงินกว่า 58.6 ล้านบาท คิดเป็น 2.93%

2.รายย่อยส่วนภูมิภาค จำนวน 1.99 หมื่นราย คิดเป็นจำนวน 1.9 แสนเล่ม รวมเป็นเงินกว่า 763.8 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 38.19% ทั้งนี้แยกเป็นสลากที่จัดสรรผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 75 จังหวัด ซึ่งได้นำโควตาแบ่งให้กับบุคคลทั่วไป 1.65 หมื่นราย จำนวน 1.47 แสนเล่ม เป็นเงินกว่า 588 ล้านบาท คิดเป็น 29.44% และจัดสรรให้บุคคลพิการ 1,132 ราย จำนวน 1.37 หมื่นเล่ม เป็นเงินกว่า 55.1 ล้านบาท คิดเป็น 2.76% ส่วนที่เหลือจัดสรรผ่านสำนักงานคลังจังหวัด 75 คลัง คิดเป็น 2,284 ราย จำนวน 3 หมื่นเล่ม เป็นเงิน 120 ล้านบาท คิดเป็น 6%

3.นิติบุคคล 63 ราย จำนวน 1.72 หมื่นเล่ม เป็นเงินกว่า 68.8 ล้านบาท คิดเป็น 3.44% แยกเป็น นิติบุคคลส่วนกลาง 35 ราย จำนวน 9,960 เล่ม เป็นเงิน 39.8 ล้านบาท คิดเป็น 1.99% และนิติบุคคลส่วนภูมิภาค 28 ราย จำนวน 7,250 เล่ม เป็นเงิน 29 ล้านบาท คิดเป็น 1.45%

4.องค์กร มูลนิธิ และสมาคม 95 องค์กร จำนวน 1.45 แสนเล่ม เป็นเงินกว่า 581 ล้านบาท คิดเป็น 29.06% แบ่งเป็นส่วนกลาง 37 องค์กร จำนวน 1.13 แสนเล่ม เป็นเงินกว่า 455 ล้านบาท คิดเป็น 22.7% และส่วนภูมิภาค 58 องค์กร จำนวน 3.13 หมื่นเล่ม เป็นเงินกว่า 125 ล้านบาท คิดเป็น 6.27% แม้ภาพรวมโควตาดูเหมือนจะมีการจัดสรรให้รายย่อยส่วนกลางและรายย่อยส่วนภูมิภาคมากกว่า 67% แต่ในความเป็นจริงพบว่ารายย่อยส่วนใหญ่ไม่ได้ขายสลากเอง แต่กลับนำโควตาสลากที่ได้ไปขายส่งต่อให้พ่อค้าสลากคนกลาง ที่เรียกว่ายี่ปั๊ว ซาปั๊ว พวกกลุ่ม 5 เสือ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีเฉพาะแค่ 5 เสือแล้วที่มีอำนาจในตลาดสลาก เพราะเริ่มมีเจ้าพ่อ เจ้าแม่หน้าใหม่ที่มีฐานการเมืองหนุนหลังเข้ามาในวงการนี้เยอะ

สรุปภาพรวมของกระบวนการค้าสลากจะเริ่มจากการกว้านซื้อโควตาสลากจากรายย่อย ที่รับซื้อสลากจากต้นทางในราคาเล่มละ 8,000 บาท โดยจะซื้อได้ในราคาส่วนลดประมาณ 8-9% เหลือราคาประมาณเล่มละ 7,300 บาท หลังจากนั้นรายย่อยจะนำสลากไปขายต่อให้พ่อค้าคนกลางในราคาเล่มละ 8,200-8,500 บาท

พ่อค้าคนกลางเมื่อได้สลากแล้ว ก็นำมารวมเล่มขายกันเกินราคาบ้าง หรือนำสลากไปขายต่อให้ผู้ค้าสลากรายย่อยที่ไม่มีโควตาและพวกที่เดินเร่ขายสลากกันในราคาเล่มละ 9,200-9,700 บาท หรือบางงวดอาจปรับราคากันสูงปรี๊ดถึงเล่มละ 1 หมื่นบาท

ขณะที่โควตาสลากการกุศลอีก 20 ล้านฉบับนั้น ส่วนใหญ่ถูกจัดสรรให้กับนิติบุคคลวนเวียนไม่กี่บริษัท แทบจะเรียกได้ว่าสลากกว่า 90% ตกอยู่มือพ่อค้าคนกลาง ทำให้ภาพรวมธุรกิจสลากถูกผูกขาดและกำหนดราคากันเองแบบเสรีโดยพ่อค้าคนกลาง ทั้งๆ ที่สลากเป็นสินค้าที่ออกโดยรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับไม่สามารถควบคุมราคาได้

หากคิดที่ราคาต้นทุนสลากที่ฉบับละ 40 บาท หรือคู่ละ 80 บาท เมื่อมีการขายเกินราคาที่ฉบับละ 50-55 บาท หรือคู่ละ 100-110 บาท พบว่าธุรกิจนี้จะมีเงินหมุนเวียนตั้งแต่ 2,800-3,850 ล้านบาท และมีค่าต๋ง หรือเงินที่พวกพ่อค้าคนกลางทำตัวเป็นเสือนอนกินกำไรส่วนต่างจากการขายสลากเกินราคาอีกไม่น้อยกว่างวดละ 700-1,050 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรมหาศาลที่ดึงดูดนายทุนนักการเมืองให้เข้ามาเปิดศึกแย่งชิงโควตาสลากในแต่ละปีเป็นเงินมากถึง 1.68-2.52 หมื่นล้านบาททีเดียว

ผลประโยชน์มหาศาลกว่า 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปีที่ว่านี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า ภาครัฐโดยกระทรวงการคลังและสำนักงานสลากฯ ไร้น้ำยาในการจัดการเรื่องโควตาสลากและการแก้ไขปัญหาสลากจริงหรือ และทำไมถึงไม่สามารถจัดการกับสินค้าที่รัฐเป็นผู้ผูกขาดเพียงรายเดียวได้

หรือเป็นเพราะทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง คนกระทรวงการคลัง และคนของสำนักงานสลากฯ ต่างก็รับการจัดสรรผลประโยชน์จากการขายสลากแพงๆ ใช่หรือไม่

ตอนนี้ทุกฝ่ายต่างเฮโลกันออกมาบอกว่าการแก้ไขปัญหาสลากแพงต้องทำหวยออนไลน์

หวยออนไลน์เป็นทางการในเรื่องนี้จริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ทำหวยออนไลน์จะแก้ไขปัญหาชีวิตของกระทรวงการคลัง ที่ต้องจ่ายเงินค่าเสียหายให้กับจีเทค หากยกเลิกสัญญาไม่ให้ออกหวยออนไลน์

มองตามเกมแล้ว สุดท้ายประเทศไทยจะมีหวยออนไลน์คู่ไปกับสลากกินแบ่งรัฐบาล และหวยใต้ดินที่น่าจะยังคงมีต่อไปเพราะซื้อบาทสองบาทก็ซื้อได้

 

ข่าวอื่นๆ