สัญญาณอันตราย

วันที่ 02 มี.ค. 2555 เวลา 13:31 น.
ปรากฏการณ์ที่มีชายหนุ่ม ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองได้บุกไปดักทำร้าย นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ ถึงภายในมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 29 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า สังคมไทยยังเต็มไปด้วยความแตกแยกขัดแย้ง

ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง สส. และ สว. ต่างก็ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันก่อนหน้านี้แล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นสาเหตุทำให้กระบวนการปรองดองของสังคมไทยถอยหลังกลับไปอยู่ที่เดิม เพราะทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจะออกมาปะทะกัน

ผู้ต้องหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับมาได้ คือ นายสุพจน์ ศิลารัตน์ อายุ 30 ปี และนายสุพัฒน์ ศิลารัตน์ อายุ 30 ปี เป็นฝาแฝดชาว จ.ปทุมธานี ทั้งสองได้ให้การรับสารภาพว่า สาเหตุที่ทำร้ายร่างกายนายวรเจตน์นั้น เพราะไม่พอใจที่นายวรเจตน์มีความเห็นต่างกับกรณีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของความรุนแรงที่กำลังส่อเค้า เป็นสัญญาณว่าในอนาคตความขัดแย้งจะยิ่งรุนแรงหนักข้อยิ่งขึ้น

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยดันทุรังมุ่งที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่รู้ว่าจะเป็นการจุดชนวนระเบิดเวลาทางการเมืองลูกใหญ่ สร้างความแตกแยกจนมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่วิกฤตความรุนแรงจากการออกมาชุมนุมของมวลชนกลุ่มต่างๆ

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะมีการปักใจเชื่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เป็นการทำเพื่อคนเพียงคนเดียว คือ ล้างมลทินให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและเหล่าแกนนำเสื้อแดง ที่กำลังถูกดำเนินคดีข้อหาก่อความไม่สงบในขณะนี้

นอกจากนี้ ยังรวมถึงแผนที่จะลดอำนาจบทบาทของสถาบันหลักต่างๆ ของชาติ ทั้งสถาบันศาล กองทัพ และองค์การอิสระต่างๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลของระบอบทักษิณ ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อยึดครองประเทศให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในอนาคต

การมองต่างมุมทางการเมืองดูท่าจะไม่ยอมยุติโดยง่าย ล่าสุดกลุ่มสยามสามัคคีได้ชุมนุมแสดงพลังคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ ขณะที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดประชุมแกนนำทั่วประเทศ เพื่อกำหนดท่าทีจังหวะก้าวในการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ วันที่ 10 มี.ค.นี้ โดยมีกลุ่มพลังประชาชนอีกหลายกลุ่มพร้อมที่จะออกมาร่วมการเคลื่อนไหว อาทิ กลุ่มเสื้อหลากสี กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์

เมื่อมีกลุ่มต่างๆ ออกมา กลุ่มสนับสนุนก็จะออกมาเช่นกัน และจะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างที่กลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งเป็นกองกำลังมวลชนของพรรคเพื่อไทย ก็พร้อมที่จะออกมาเผชิญหน้าปะทะกับฝ่ายที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายเป็นห่วงและมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นในที่สุด

ขณะนี้สัญญาณอันตรายเริ่มก่อตัวขึ้นมาแล้ว สังคมควรจะมีสติ และสำนึกไว้ว่าความรุนแรงแก้ไขปัญหาไม่ได้การดันทุรังแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีเป้าหมายแอบแฝงที่แท้จริงเพื่อมุ่งลบล้างโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง เมื่อปี 2553 รวมทั้งทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน

นอกจากนี้ ยังรวมถึงแผนที่จะลดอำนาจบาบาทของสถาบันหลักต่างๆ ของชาติทั้ง สถาบันศาล กองทัพ และองค์กรอิสระต่างๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลของระบอบทักษิณทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อยึดครอง สัญญาณอันตรายมาแล้ว สประเทศให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในอนาคต

การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถูกมองว่า อาศัยพวกมากลากไปไม่ต่างอะไรจากเผด็จการรัฐสภาในคราบประชาธิปไตยที่มุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อคนเพียงคนเดียวอันเป็นการทำลายหลักนิติรัฐและไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมใดๆ ทิ้งสิ้น ตลอดจนสร้างความแตกแยกในชาติอย่างรุนแรง