พท.ตั้งลำแก้รธน.แค่ยังไม่เริ่มก็เหนื่อย

  • วันที่ 27 ม.ค. 2555 เวลา 07:35 น.

พท.ตั้งลำแก้รธน.แค่ยังไม่เริ่มก็เหนื่อย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความชัดเจนตามลำดับ เมื่อ “อุดมเดช รัตนเสถียร” ประธานวิปรัฐบาล และ “จตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำเสื้อแดง

โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความชัดเจนตามลำดับ เมื่อ “อุดมเดช รัตนเสถียร” ประธานวิปรัฐบาล และ “จตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำเสื้อแดง ระบุปฏิทินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ในเดือน ก.พ.จะเริ่มมีร่างแก้ไขมาตรา 291 ของกลุ่มต่างๆ ทยอยยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ซึ่งอย่างน้อยจะมี 5 ร่างที่เสนอเข้ารัฐสภา ประกอบด้วย 2 กลุ่ม

1.กลุ่มร่างของประชาชน 5 หมื่นรายชื่อ แยกเป็นร่างของเสื้อแดงภาคเหนือ นำโดยสงวน พงษ์มณี สส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย จะยื่นในวันที่ 1 ก.พ. และร่างของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ยื่นในวันที่ 9 ก.พ.

2.ร่างแก้ไขที่เสนอโดยพรรคการเมือง แยกเป็นร่างของพรรคเพื่อไทย ร่างของพรรคชาติไทยพัฒนา และร่างของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะเป็นหลักในการพิจารณารวม

และแน่นอน พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยก็ต้องเสนอร่างแก้ไขมาตรา 291 เข้าสู่วาระนี้เช่นกัน

ชัดเจนว่าฝ่ายการเมือง รัฐบาล และฝ่ายค้าน ต่างเห็นพ้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในแนวทางการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เอาข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ และคณะกรรมการตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ที่รัฐบาลเป็นฝ่ายตั้ง มี อุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธาน ที่เสนอให้ใช้คณะกรรมการพิเศษมายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแทน

กลุ่มนิติราษฎร์เสนอให้แก้ไขมาตรา 291 เพื่อตั้งคณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เรียกว่า คณะกรรมการจัดทำรัฐธรรมนูญนิติรัฐและประชาธิปไตย จำนวน 25 คน

โดยให้ สส.เป็นผู้เสนอชื่อ 20 คน สว.เลือกตั้งเสนอ 3 คน และ สว.สรรหาเสนอ 2 คน คาดว่ากระบวนการทั้งหมดใช้เวลาจัดทำรัฐธรรมนูญไม่เกิน 9 เดือน

ส่วน คอ.นธ.เสนอให้รัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 40-50 คน โดยดึงคู่ขัดแย้ง ตัวแทนสื่อมวลชน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญรัฐธรรมนูญ มายกร่างและให้รัฐสภาพิจารณารายมาตราก่อนจะทำประชามติ

แต่รัฐบาลสนับสนุนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จาก “จุดแข็ง” ที่มาจากการเลือกตั้งเป็น “ความชอบธรรม” ในการออกสตาร์ตรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต้องเผชิญกับแรงต้านมากมาย

ส่วนฝ่ายนักวิชาการเฉดแดง ทั้งอุกฤษและนิติราษฎร์ เลือกคณะกรรมการพิเศษเพราะได้ผู้เชี่ยวชาญนักกฎหมายไม่ต่างจาก “สถาปนิกรัฐธรรมนูญ” โดยตรง ซึ่งใช้เวลาร่างเร็วกว่า ส.ส.ร.เกือบเท่าตัว

เมื่อบทสรุปคือการตั้ง ส.ส.ร. เพียงแต่ยังเห็นแตกต่างเรื่องที่มา ไม่ว่าจำนวนและโครงสร้าง ส.ส.ร.จะให้เลือกตั้งจากประชาชน 100% หรือลูกผสมระหว่าง ส.ส.ร.จังหวัดกับ ส.ส.ร.สายวิชาการ ซึ่งอยู่ที่เสียงข้างมากในรัฐสภาจะลงเอยให้มี ส.ส.ร.รูปแบบใด

ทว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเริ่มเดินหน้าได้ในช่วงก่อนปิดสภาหรือก่อนวันที่ 18 เม.ย. ทันทีที่รัฐสภาส่งเรื่องให้กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบรายชื่อประชาชนที่เข้าชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น คาดว่าจะใช้เวลา 12 เดือนจากนี้

เมื่อปี่กลองแก้รัฐธรรมนูญเริ่มขึ้น กลุ่มเสื้อแดงได้อุ่นเครื่องโดยเตรียมระดมพลคนเสื้อแดงครั้งใหญ่ในวันที่ 25 ก.พ. ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา และยังมีแผนกำหนดยุทธศาสตร์ทำความเข้าใจแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับแกนนำเสื้อแดง เพื่อใช้พลังนอกสภาขับเคลื่อนในช่วงตั้งไข่ ส.ส.ร.และกำหนดประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อีกด้านได้เห็นความเคลื่อนไหวคึกคักของผู้ที่จะลงสมัคร ส.ส.ร. ทั้งอดีต ส.ส.ร.ชุดปี 2540 แกนนำเสื้อแดง อดีต สส.ที่เริ่มทำกิจกรรมสร้างข่าวรองรับการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ที่คาดว่าจะมีขึ้นกลางปีนี้

แน่ชัดว่าวันนี้การขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญค่อนข้างสุกงอม ทว่าสิ่งที่สร้างความกังวล และเกิดความไม่ไว้วางใจในการจัดทำโครงสร้างกติกาใหม่ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็คือ การเลือกตั้ง ส.ส.ร.จะโปร่งใสหรือไม่ พรรคการเมืองจะแทรกแซงผ่านระบบอุปถัมภ์หัวคะแนนในพื้นที่ได้แค่ไหน หรือสุดท้าย ส.ส.ร.จะเป็นร่างทรงของฝ่ายการเมือง ถูกครอบงำ ขาดอิสระ

เพราะมิฉะนั้นแล้ว ใครมีเสียงข้างมากก็ยึดกุม ส.ส.ร.และร่างกติกาเพื่อประโยชน์ตนเอง เป็น “ทีใครทีมัน” ซึ่งก็อาจเป็นปมขัดแย้งใหม่ระหว่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนพัฒนาเป็นวิกฤตรัฐธรรมนูญได้

กระนั้น สิ่งที่พรรคเพื่อไทยในฐานะเจ้าภาพ เริ่มเป็นห่วงคือการขับเคลื่อนของกลุ่มนิติราษฎร์ที่รุกเสนอแนวคิดหนักหน่วง

นอกจากการเสนอแก้ไขมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาแล้ว และรณรงค์เข้าชื่อประชาชนเสนอแก้ไขมาตรา 112 ในระยะเวลา 112 วัน ยังขยับไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในเวทีสัมมนาล่าสุด โดยระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาล กองทัพ สถาบันการเมืองให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยและนิติรัฐ ซึ่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทุกหมวดต้องแก้ไขได้ ไม่เว้นแม้แต่หมวดพระมหากษัตริย์...

จนเกิดปฏิกิริยาตีกลับจาก นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ที่สวนกลับกลุ่มนิติราษฎร์ เพราะเกรงจะเป็นเป้ากระทบให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดความยุ่งยากตามมา

“คนกลุ่มนี้กินยาผิดซอง เป็นพวกเพ้อ ไม่มีใครเขาเอาด้วยหรอก โถ... บ้านเมืองร่มเย็นมาได้นับร้อยนับพันปีก็เพราะพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น จริงๆ เพราะพระปรีชาสามารถ ทุกอย่างดีหมดแล้ว พวกนี้บางครั้งคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น เก่งกว่าคนอื่น ก็เรียนกฎหมายมาด้วยกัน เพียงแต่ผมไม่ใช่ดอกเตอร์เมืองนอกเท่านั้น มันไปคิดอะไร จะรื้อหมวดนั้นหมวดนี้ ทำไม่ได้หรอก”

กระทั่ง ความเห็นของฝ่ายกฎหมายเพื่อไทย พีระพันธุ์ พาลุสุข ที่ต้องยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะไม่แตะต้องในหมวดพระมหากษัตริย์ และเห็นว่าแนวคิดของคณะนิติราษฎร์แม้จะเป็นข้อเสนอที่ดี แต่ล้ำหน้าไปไกลเกินกว่าที่สังคมไทยจะตามทัน และหลายเรื่องยังต้องการคำอธิบายอีกมาก นิติราษฎร์ต้องดูเรื่องจังหวะเวลาเพราะการนำเสนอในช่วงนี้อาจถูกบิดเบือนเจตนาที่ดีได้ง่าย

ถ้าไม่แยกให้ขาด ดับกระแสให้เบา ก็จะเป็นอุปสรรคต่อรัฐบาลและเป็นเป้าหมายให้ฝ่ายคัดค้านออกมาโจมตีพรรคเพื่อไทยได้ ว่า กำลังคิดการใหญ่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ