มังกรเตรียมผงาดส่อแววรอด ฮาร์ดแลนดิง ทั่วโลกแห่รุมซบ

วันที่ 12 ม.ค. 2555 เวลา 08:46 น.
มังกรเตรียมผงาดส่อแววรอด ฮาร์ดแลนดิง ทั่วโลกแห่รุมซบ
ท่ามกลางสัญญาณเลวร้ายทางเศรษฐกิจที่ปรากฏเค้าลางความยุ่งยากให้เห็นตลอดทั้งปี 2555

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ท่ามกลางสัญญาณเลวร้ายทางเศรษฐกิจที่ปรากฏเค้าลางความยุ่งยากให้เห็นตลอดทั้งปี 2555 นี้ จีนดูจะเป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้นักลงทุนทั่วโลกได้มากที่สุด ถึงขั้นที่อาจเรียกได้ว่า ปีนี้คือปีของมังกรอย่างแท้จริง

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งออกมาท้วงติงว่า จีนในปีนี้อาจต้องเจอกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง (Hard Landing) โดยมีเหตุปัจจัยมาจากปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าในตลาดโลกลดลง ปัญหาเงินเฟ้อที่ทำให้จีนต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย ปัญหาหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น และปัญหาราคาที่ดินในตลาดที่สูงเกินความเป็นจริงจนส่อแววจะเกิดภาวะฟองสบู่

แต่นักลงทุนผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ หรือแม้กระทั่งบรรดาธนาคารกลางของหลายๆ ประเทศทั่วโลกต่างแสดงท่าทีเทใจขอซบพญามังกร เช่น จีนมากขึ้น โดยไม่สนใจในคำเตือนเรื่องฮาร์ดแลนดิงแม้แต่น้อย เนื่องจากเชื่อมั่นแบบเต็มเปี่ยมว่า จีนในปีนี้จะยังคงเติบโตในระดับที่เข้มแข็งพอที่จะลอยลำฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง

ทั้งนี้ สัญญาณข่าวดีแรกสุดของเศรษฐกิจจีนที่ทำให้นักลงทุนยิ้มออกมาได้ก็คือ ตัวเลขการซื้อขายในตลาดทุนที่เริ่มปีใหม่ได้ไม่กี่วัน ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิตของจีนก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 4% แถมมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่นักลงทุนเริ่มเห็นสัญญาณผ่อนคลายของภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งพ่นพิษใส่จีนตลอดทั้งปี 2554 จนดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิตเมื่อปีที่ผ่านมาร่วงกราวติดลบมากกว่า 20% เนื่องจากรัฐบาลจีนมัวแต่สาละวนกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และเพิ่มทุนสำรองเงินฝากของธนาคารเพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อ จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจจีน

สัญญาณข่าวดีประการต่อมาก็คือ ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม และตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ จีดีพีที่แม้จะชะลอตัว แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่เติบโตต่อไปได้

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า เศรษฐกิจของจีนจากที่เคยเติบโตแบบพุ่งติดจรวด 1020% ก็จะเหลือเพียงอัตราการเติบโตที่ไม่เกินเลขสองหลัก โดยมากที่สุดอาจจะอยู่ระหว่าง 910%

ถึงจะดูน้อยแต่นักเศรษฐศาสตร์ต่างเห็นตรงกันว่า ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในขณะนี้ สถานะทางเศรษฐกิจของจีนที่ยังไปต่อไปก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ยักษ์ใหญ่แห่งแดนตะวันออกเนื้อหอมไปในทันที

สำหรับข่าวดีอีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ การที่ธนาคารจีนเริ่มดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น โดยได้ลดอัตราทุนสำรองของธนาคารลงเมื่อเดือน พ.ย. นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2551

การกระทำดังกล่าวของรัฐบาลจีนไม่ต่างอะไรกับการบอกให้นักลงทุนทั่วโลกรู้ว่า ต่อจากนี้จีนเตรียมเปลี่ยนเกียร์เหยียบคันเร่งส่งเสริมการเติบโต หลังจากที่ต้องเหยียบเบรกชะลอเงินเฟ้อ เพื่อไม่ให้ราคาอาหารและที่ดินในตลาดแพงเกินจริง อันเป็นผลมาจากความร้อนแรงทางเศรษฐกิจที่นักลงทุนแห่เข้ามาเก็งกำไร

ปีเตอร์ ลี หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ จาก มิเรอร์ แอสเซ็ท โกลบอล อินเวสต์เมนท์ในนิวยอร์ก กล่าวว่า แม้จีนอาจจะไม่สามารถหลบผลกระทบจากวิกฤตในภูมิภาคยุโรปได้พ้น แต่จีนก็ไม่มีทางเจอฮาร์ดแลนดิงเช่นกัน เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อของจีนอยู่ในช่วงขาลง เห็นได้จากดัชนีราคาผู้บริโภคที่เริ่มลดลงทีละน้อย

นอกจากนี้ ลี ยังได้ระบุว่าปัญหาอย่างเดียวของนักลงทุนก็คือ การปรับทัศนคติให้อยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น โดยต้องยอมรับว่าการเติบโตของจีน เช่น จาก 10% ลดลงอยู่ที่ 7% ไม่ใช่ความเลวร้ายหรือหายนะ เพราะท่ามกลางวิกฤตในตลาดหลักของโลกอย่างยุโรปและสหรัฐ การที่ประเทศหนึ่งๆ ยังคงเดินหน้าเติบโตต่อไปได้ก็นับเป็นเรื่องที่ดีสุดยอดมากแล้ว

ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักค่อนข้างเชื่อมั่นว่า ขณะที่ยุโรปยังโงหัวไม่ขึ้นจากหนี้ สหรัฐยังไม่สร่างจากพิษเศรษฐกิจเต็มที่ และญี่ปุ่นกำลังอ่วมกับการฟื้นฟูประเทศเพราะแผ่นดินไหวและสึนามิถล่ม พญามังกรแห่งตะวันออกอย่างจีนย่อมต้องทุ่มสุดตัว ทำทุกทางและทำทุกอย่างแบบสุดความสามารถ เพื่อให้มั่นใจว่าจีนจะไม่โดนลากทึ้งติดหล่มไปด้วย

สิ่งที่ยืนยันความเห็นดังกล่าวของนักเศรษฐศาสตร์ได้ดีก็คือ ท่าทีของผู้นำจีนทั้งประธานาธิบดี หูจิ่นเทา และนายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ที่ออกมาตอกย้ำชัดเจนแล้วว่า จีนจะผ่อนความเข้มงวดของนโยบายทางการเงินลง และเดินหน้าผลักดันการเติบโตของประเทศด้วยมาตรการที่หันมาค้าขายกับประเทศในเอเชียมากขึ้น หลังจากที่พึ่งพาสหรัฐและยุโรปเป็นหลักใหญ่มานาน

นับจากนี้ต่อไปอาจได้เวลาที่จีนจะขยับ และโลกจะสะเทือนแล้วก็เป็นได้