จุดพลุส่งออกกู้ชีพ เศรษฐกิจจมน้ำ

วันที่ 09 ธ.ค. 2554 เวลา 07:29 น.
จุดพลุส่งออกกู้ชีพ เศรษฐกิจจมน้ำ
โดย...ทีมข่าวการเงิน

การออกมาตีฆ้องร้องป่าวของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ว่า การส่งออกปีหน้าจะโต 15% และทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้ถึง 7% มากกว่าที่นักวิชาการทุกค่ายประมาณไว้ 4-5%

การออกมาประโคมเรื่องดังกล่าวต้องถือว่า เป็นการดิ้นของรัฐบาลหาตัวช่วยสุดท้ายปั๊มเศรษฐกิจที่ยังโคม่าจากน้ำท่วมไม่หาย

ทั้งนี้ น้ำท่วมใหญ่ของไทยที่ผ่านมาและยังไม่ผ่านไป เป็นที่ประจักษ์แล้ว นอกจากสร้างความเสียหายทรัพย์สินและชีวิตของคนไทยจำนวนมหาศาลยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว ในแง่ของผลกระทบเศรษฐกิจก็รับไปเต็มๆ

เมื่อดูจากการประเมินของสำนักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังประเมินความเสียหายใกล้เคียงกันว่า ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจหายไป 1.2-2.5 แสนล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโตได้ 4-5% ก็เหลือแค่ 2-3% เท่านั้น

สำหรับการขยายตัวเศรษฐกิจปีหน้าทั้งหมดก็ประมาณการใกล้เคียงกันว่า จะโตได้ 4-5% ซึ่งน้อยกว่ารองนายกรัฐมนตรีออกมาโหมโรงส่งท้ายปีเก่าตอนรับปีใหม่ที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ถึง 7%

ธปท. ประมาณการการขยายตัวการส่งออกปีหน้าคาดว่าลดลงจาก 17-20% เหลือเพียงแค่ 8% เท่านั้น เพราะประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอ กระทบการส่งออกไทยหดตัว ทำให้การขยายตัวอ่อนแรงไปด้วย

จากการประเมินของหน่วยประมาณการเศรษฐกิจต่างๆ เทียบกับการประเมินของรองนายกรัฐมนตรีต้องถือว่าตัวเลขแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะตัวเลขของรองนายกรัฐมนตรีที่หงายหน้าไพ่ออกมา ดูจะสูงกว่าความเป็นจริงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์

ทำให้การออกมาปล่อยตัวเลขเศรษฐกิจสูงปรี๊ดของ กิตติรัตน์ จึงถูกหลายฝ่ายมองว่าเป็นการเป่ากระหม่อมเรียกขวัญเศรษฐกิจที่กระเจิงจากน้ำท่วมให้กลับมาเท่านั้น ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นทางจิตวิทยาเป็นสำคัญ ส่วนเรื่องของทำได้จริงไม่จริงยังต้องใช้เวลาพิสูจน์

กรณ์ จาติกวณิช สส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.คลัง มองว่า ช่วงนี้รัฐบาลพยายามปั่นกระแสว่า ปีหน้าเศรษฐกิจจะดีขึ้นกว่าปีนี้ เพื่อกลบการบริหารน้ำท่วมที่ล้มเหลวของรัฐบาล ทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจและทรัพย์สินของประชาชนผู้ประกอบการจำนวนมหาศาล

การออกมาฟันธงของอดีต รมว.คลัง ถือว่าผ่ากลางใจรัฐบาลอยู่ไม่น้อย เพราะต้องยอมรับว่าการบริหารน้ำท่วมที่ผิดพลาดของรัฐบาล ทำให้ความเชื่อมั่นเรื่องการดูแลเศรษฐกิจหายวับไปด้วยสายน้ำใหญ่ที่ผ่านมา

แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) โดยดึง วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี มานั่งคุมหัวเรือใหญ่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจหลังน้ำท่วม แต่ก็ต้องถือว่ายังสะกดความเชื่อมั่นของภาคส่วนต่างๆ กลับคืนมาไม่ได้

นอกจากนี้ การทำงาน กยอ. แม้ว่าจะผ่านมาเกือบ 1 เดือน ก็ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนสร้างความเชื่อมั่นว่า ปีหน้าน้ำจะไม่ท่วมซ้ำรอยประวัติศาสตร์ตามที่ประกาศไว้ หรือแม้แต่ผลงานการเดินสายของ กยอ.กับบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ต่างชาติให้รับประกันน้ำท่วมให้กับผู้ประกอบการในประเทศไทยต่อก็ล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จ เพราะความเสียหายมหาศาลที่ผ่านมา ทำให้บริษัทประกันถอดใจไม่กล้าเสี่ยงให้เจ็บรอบสอง

เมื่อเป็นเช่นนี้เศรษฐกิจไทยก็เหมือนติดหล่ม รัฐบาลบอกว่าน้ำท่วมปีหน้าเอาอยู่แต่ไม่มีใครเชื่อ และหากนับเวลาถอยหลังก็เหลือไม่เกิน 6 เดือน น้ำท่วมรอบใหม่ก็จะเยือนให้ลุ้นระทึกอีกครั้ง ส่งผลทำให้เศรษฐกิจอมโรคยาว นักลงทุนกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าเสี่ยง ส่งผลทำให้แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจแรงตกไม่ฟื้นไข้ไปด้วย

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการเมืองพ่นพิษ ทั้งเรื่องการนิรโทษกรรม ความผิดพลาดเรื่องละเอียดอ่อนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บ่อยครั้ง ล้วนเป็นหอกทิ่มเศรษฐกิจตั้งหลักไม่ได้ เพราะการเมืองกับเศรษฐกิจไทยแยกไม่ออก

ซึ่งรัฐบาลรู้ดีว่า หากปล่อยเป็นเช่นนี้ ให้มีแต่ข่าวร้าย การบริหารที่ไม่มีเข้าเป้าออกนอกลู่นอกทางถูกตอกย้ำทุกวัน ก็เป็นเหมือนเชื้อร้ายโจมตีเศรษฐกิจจมอยู่ใต้น้ำ นักลงทุนผู้ประกอบการจะขวัญกระเจิงกับเศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้และปีหน้า ทำให้รัฐบาลต้องหาแคมเปญใหม่มากระตุกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจหายพ้นจากน้ำท่วมเร็วที่สุด

ซึ่งดูไปแล้วเรื่องการส่งออกเป็นตัวช่วยสุดท้ายของเศรษฐกิจในช่วงนี้ เพราะถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยมีสัดส่วน 60-70% ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากแบ่งส่วนนี้ได้ดูดีก็สามารถไปชดเชยส่วนอื่นที่ได้รับผลกระทบได้

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า กิตติรัตน์ จะออกมาจุดพลุดอกใหญ่ ประกาศส่งออกปีหน้าโต 15% ทำเศรษฐกิจไทยเด้งเชือกโตตามไปด้วย เพราะในแง่ของตัวเลขถือว่าไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะการส่งออกของไทยขยายในช่วง 2-3 ปี ขยายตัวทำลายประวัติศาสตร์ได้ถึง 30%

ในส่วนของปีนี้ หากไม่เจอน้ำท่วมใหญ่ เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 20% เป็นเรื่องสบายๆ ไม่ยากเย็น ดังนั้นการส่งออกปีหน้าจะโตได้ 15% จึงเป็นเรื่องที่ไม่เป็นไปไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การส่งออกก็อยู่บนเงื่อนไขของเศรษฐกิจโลก ในสหรัฐและยุโรปต้องหยุดปัญหาวิกฤตให้อยู่หมัด ไม่เกิดวิกฤตปะทุรอบใหม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นการดับฝันการส่งออกของไทยไปด้วย และการขยายตัวทางเศรษฐกิจโต 7% ของรัฐบาลก็เป็นเพียงแค่ความฝัน

นอกจากนี้ การขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปีหน้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับการส่งออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะยังต้องพึ่งการใช้จ่ายของภาครัฐ ที่ประเมินกันว่าจะมีการอัดฉีดเงินหลายแสนล้านบาทฟื้นฟูน้ำท่วม จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง

แต่เป็นที่เห็นกันว่ารัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนเรื่องแผนงานโครงการต่างๆ ทำให้การหาเงินมาลงทุนก็ไม่มีความชัดเจน ความล่าช้าในส่วนนี้มีผลกระทบไม่น้อยกับการขยายตัวเศรษฐกิจไม่แพ้การส่งออก

อีกด้านหนึ่งต้องพึ่งการลงทุนภาคเอกชน ที่ส่วนหนึ่งยังมีปัญหาไม่กล้าลงทุนเพิ่ม เพราะรอดูน้ำท่วมรอบใหม่จะหนักหนาสาหัสเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ ขณะที่ตัวขับเคลื่อนด้านการบริโภคก็สะดุดจากน้ำท่วม ทั้งรายได้หาย รายจ่ายเพิ่ม ทำให้ชักหน้าไม่ถึงหลัง

ส่วนที่สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นคือ การบริหารน้ำท่วมรอบใหม่ รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นไม่ให้เกิดขึ้นได้มากน้อยขนาดไหน เพราะหากประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ทุกอย่างไม่ว่าเป็นการส่งออก การฟื้นฟูประเทศ การลงทุนของนักลงทุน ก็จะจมไปอยู่ใต้น้ำอีกครั้ง และเศรษฐกิจไทยก็มืดบอดลงอีกครั้ง

ดังนั้น การขยายตัวเศรษฐกิจปีหน้าต้องดูหลายปัจจัยประกอบการ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนทุกตัวทางเศรษฐกิจต้องทำงานเต็มสูบทุกสูบ จะหวังเป่ามนต์เสกการขยายตัวการส่งออกโต 15% ทำเศรษฐกิจโต 7% เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้