สัญญาณร้าย หนี้สาธารณะพุ่งเข้าโซนอันตราย

วันที่ 08 ธ.ค. 2554 เวลา 07:29 น.
สัญญาณร้าย หนี้สาธารณะพุ่งเข้าโซนอันตราย
โดย...ทีมข่าวการเงิน

ยอดหนี้สาธารณะของประเทศ ที่กระทรวงการคลังเปิดเผยออกมาล่าสุดเดือน ก.ย. 2554 น่าจะทำให้รัฐบาลหนาวๆ ร้อนๆ ไม่มากก็น้อย

ยอดหนี้สาธารณะล่าสุดอยู่ที่ 4.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 41.66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสุทธิ 1.76 แสนล้านบาท

จะเห็นว่า แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะเทียบกับการขยายตัวเศรษฐกิจยังไม่สูงมาก เทียบกับกรอบความยั่งยืนทางการที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60% ของจีดีพี

อย่างไรก็ตาม แต่เมื่อดูอัตราการเพิ่มของหนี้สาธารณะ ต้องบอกว่าไม่น่าไว้ใจและไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะเดือนเดียวหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 2 แสนล้านบาท

ที่สำคัญการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะเกือบทั้งหมด เป็นการกู้เพิ่มขึ้นของรัฐบาลโดยตรง ซึ่งการกู้ส่วนใหญ่เป็นการออกตั๋วเงินคงคลัง เพื่อตุนเงินไว้เบิกจ่ายต้นปีงบประมาณ 2555 ที่ในช่วงต้นของปีงบประมาณ รายได้จะน้อยกว่ารายจ่าย

นอกจากนี้ ในภาวะที่ไม่ปกติ เกิดวิกฤตน้ำท่วม รัฐบาลต้องใช้เงินฟื้นฟูจำนวนมาก จึงต้องมีการตุนเงินให้เพียงพอกับการใช้จ่ายฉุกเฉิน โดยเฉพาะการใช้เงินในช่วงการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ที่ต้องใช้เงินคาดว่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท

จะว่าไปแล้ว นักวิชาการจำนวนมากได้เตือนรัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศบานฉ่ำ และเข้าสู่เรดโซน หรือกรอบเขตอันตรายได้ เพราะรัฐบาลมีนโยบายประชานิยมลดแลกแจกแถมจำนวนมากในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

เมื่อลงไปดูในรายละเอียดของนโยบายแจกแหลกของรัฐบาล จะพบว่าไม่เข้าเนื้อเก็บภาษีได้น้อยลง ก็ต้องกู้เงินมาโปะงบประมาณเพิ่มขึ้นเพื่อมาใช้จ่าย

ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด โครงการรถคันแรกทำให้เสียเงินภาษีไป 3 หมื่นล้านบาท หรือโครงบ้านหลังแรก ที่ต้องเสียเงินภาษีไปอีก 1 หมื่นล้านบาท และการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และ 20% ในปี 2556 ทำให้รัฐบาลเสียเงินภาษีก้อนโตไปถึง 1.5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายจำนำข้าวที่ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กู้เงินรับจำนำให้รัฐบาลไปก่อน 3-4 แสนล้านบาท ซึ่งหนีไม่พ้นทำให้หนี้สาธารณะในอนาคตพุ่งเพิ่มขึ้นอีกมาก

หรือจะเป็นโครงการเพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้านอีก 8 หมื่นล้านบาท รัฐบาลก็แปะโป้งให้ธนาคารออมสินจ่ายเงินแทนให้ก่อน โดยรัฐบาลจะตั้งงบประมาณมาใช้ต้นใช้ดอกภายหลัง ซึ่งฟันธงได้ว่ารัฐบาลเป็นวัวพันหลัก หารายได้เพิ่มไม่ได้ ก็ต้องไปกู้เงินทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มในปีต่อไป เพื่อมาใช้ธนาคารออมสิน

ยอดหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นล่าสุด ทำให้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาให้ความเห็นชนิดไม่น่ามองข้าม โดยผู้ว่า ธปท.มองว่าสัดส่วนหนี้ในปัจจุบัน ถือว่ายังไม่สูง แต่รัฐบาลต้องระวังตายใจเกินไป เพราะต้องเก็บกระสุนไว้ใช้จ่ายในยามที่จำเป็นบ้าง เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศไม่ปกติ อยู่ในความเสี่ยง พร้อมปะทุทำให้เกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยที่เป็นประเทศเล็กๆ ได้อยู่ทุกเมื่อ

แน่นอนว่า หากเกิดปัญหาเศรษฐกิจรอบใหม่ขึ้น ต้องใช้เงินจำนวนมากเข้าพยุงเศรษฐกิจ จะทำให้หนี้สาธารณะของไทยจะก้าวกระโดดจาก 40% ของจีดีพี ไปเกิน 60% ของจีดีพี ไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้

เพราะอย่างที่เห็นนโยบายลดแลกแจกแถมใช้เงินรวมๆ กัน โครงการใหญ่ โครงการเล็ก ใช้เงินรวมกันไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ การตั้งงบประมาณ 2555 เพื่อใช้บริหารประเทศแบบทั่วไปยังต้องกู้เงินชดเชยขาดดุลอีก 4 แสนล้านบาท รวมกันกับนโยบายแจกสะบั้นของรัฐบาลก็ปริ่ม 1 ล้านล้านบาท

นี้ยังมีเงินที่ต้องใช้จ่ายกรณีพิเศษจากน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทย ที่ต้องใช้เงินฟื้นฟู และสร้างระบบบริหารน้ำแบบยั่งยืนกันภายใต้โมเดลนิวไทยแลนด์อีก 8 แสนล้านบาท ก็จะผ่านเข้าไป 2 ล้านล้านบาทแล้ว

จะเห็นว่า หากรัฐบาลยังทำเป็นมึนน้ำท่วม หรือนั่งเพลินกับลมหนาว ไม่ระวังแต่เนินๆ หนี้สาธารณะของประเทศก็น่าเป็นห่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนประเทศในยุโรป ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวจนไม่มีเงินมาจ่าย ส่วนหนึ่งที่สำคัญของปัญหาคือการใช้จ่ายเกินตัว

ดังนั้น รัฐบาลต้องทบทวนการก่อหนี้ประเทศ เพราะหากโชคร้าย เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต่างประเทศเริ่มปูดเน่ารอบใหม่ขึ้นมาอีก ทำให้กระทบเศรษฐกิจ ต้องกู้เงินมาพยุงเศรษฐกิจเพิ่มอีกจำนวนมาก แรงกดดันหนี้สาธารณะของประเทศก็จะเริ่มมีมาก และไม่น่าไว้ใจอีกต่อไป

อีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลต้องไม่ลืมว่า นอกจากจะกู้เพิ่มแล้ว และเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทำให้จีดีพีในปี 2554 โตไม่ถึง 2% จากที่คาดว่าจะโตได้ถึง 4-5% เป็นอีกตัวที่จะทำให้หนี้สาธารณะของไทยหัวโตเร่งขึ้นอีกทางหนึ่ง

อย่างที่ผู้ว่า ธปท.เตือนรัฐบาลต้องเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็น ต้องไม่ย่ามใจ เพราะเศรษฐกิจข้างนอกยังผันผวนร้ายมากกว่าดีขึ้น หากเศรษฐกิจต้านไม่อยู่หรือทรุดตามลงไปอีก ก็ทำให้หนี้สาธารณะโตเร็วขึ้นจนตั้งตัวไม่ทัน

นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ และการเก็บรายได้ของรัฐบาลที่ไม่พอกับรายจ่าย ทำให้แนวโน้มว่า รัฐบาลยังต้องกู้ทำงบประมาณขาดดุลอีกหลายปี ก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่ทำให้หนี้สาธารณะหลุดกรอบ 60% ได้ไม่ยากภายในไม่กี่ปี

ซึ่งที่ตามมาฐานะการคลังของประเทศจะมีปัญหา เพราะการทำงบประมาณขาดดุลที่ยาวนานเกินไป เพราะหากคิดถึงปีงบประมาณ 2555 รัฐบาลทำงบประมาณขาดดุลมาแล้วเกือบ 10 ปี หากต้องทำขาดดุลต่อไปเรื่อยๆ ต่างประเทศจะไม่เชื่อมั่น และลองคิดเครดิตของประเทศก็จะถูกลดเกรดได้ในที่สุดดูอย่างปี 2555 เดิมตั้งงบประมาณขาดดุลไว้ 3.5 แสนล้านบาท แต่พอเจอน้ำท่วมใหญ่ต้องปั๊มขาดดุลเพิ่มเป็น 4 แสนล้านบาท เพื่อนำเงินไปฟื้นฟูความเสียหาย

ซึ่งหากมองไปข้างหน้า การใช้จ่ายเงินของรัฐบาลในด้านต่างๆ ที่ฉายให้เห็นเป็นก้อนใหญ่โตมโหฬาร หากมีการบริหารจัดการไม่ดี ไม่รอบคอบรัดกุม หวังผลการเมืองมากกว่าผลทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงหนี้ท่วมประเทศก็จอคอหอยรัฐบาลมากขึ้นเท่านั้น

ทำให้สุดท้าย รัฐบาลนี้ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง ที่โจมตีรัฐบาลก่อนดีแต่กู้ แต่พอถึงเวลาที่ต้องมาบริหารประเทศเองก็หนีไม่พ้นกู้เงินเหมือนกัน

และที่กู้มานั้นยังพาประเทศหนี้ท่วมหัวมากกว่าใครๆ แล้ว ยังทำให้เศรษฐกิจของประเทศจ่อปากเหว ทำเอานักลงทุนประชาชนหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะเพิ่งพ้นจากน้ำท่วมไม่เท่าไร ก็มาเจอเศรษฐกิจล่มล้มทับซ้ำอีก