ล้วงตับคลังหลวงเมื่อไหร่ รัฐบาลอาจไปก่อนวัยอันควร

วันที่ 02 ก.ย. 2554 เวลา 07:42 น.
ล้วงตับคลังหลวงเมื่อไหร่ รัฐบาลอาจไปก่อนวัยอันควร
โดย...ทีมข่าวการเงิน

ถึงตอนนี้ต้องยอมรับว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกำลังดำเนินนโยบายเชิงรุกและล่อแหลมอย่างมากในหลายด้าน

แม้จะยกคำอ้างว่าประชาชน 16 ล้านเสียงเลือกพรรคเพื่อไทยมา ก็ไม่ได้หมายความว่าคนทั้งประเทศยอมให้รัฐบาลทำนโยบายอะไรที่อาจจะเกิดความสุ่มเสี่ยงกับคนทั้งประเทศไทย

ล่าสุด พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ประกาศนโยบายที่จะนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเอาไปตั้งเป็นกองทุนมั่งคั่ง เพื่อลงทุนด้านพลังงานและด้านอื่นๆ

พิชัย อรรถาธิบายว่า รูปแบบของการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุนจะเป็นรูปแบบที่เรียกว่า การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund : SWF) ซึ่งไม่ได้จำกัดการลงทุนอยู่ในการเข้าไปซื้อแหล่งพลังงานในต่างชาติเท่านั้น แต่หมายถึงการกระจายความเสี่ยงถือครองสินทรัพย์ที่ความมั่นคงสูงในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นทองคำ หรือเงินสกุลหยวน

เพราะจากการที่ศึกษาพบว่า เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรมีไว้เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของประเทศนั้น ควรมีไว้เพียงประมาณ 56 เดือนของปริมาณการนำเข้าเท่านั้น ที่เหลือควรมีการนำไปลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศมากขึ้นในอนาคต

คล้อยหลังจากนั้นไม่นานนัก ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ผู้ซึ่งไม่ได้เป็นผู้ยกร่างนโยบายพรรคเพื่อไทย ก็สั่งให้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.ไปศึกษาหาวิธีการตั้งกองทุนมั่งคั่ง ด้วยการดึงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศออกมาใช้ลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นแก่ประเทศชาติ

ธีระชัย ไปไกลขนาดระบุว่า การตั้งกองทุนความมั่งคั่งนั้น ให้นำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนหนึ่งออกมาจัดตั้ง โดยให้เป็นบัญชีต่างหากของภาครัฐบาลแยกออกมาจากบัญชีที่ ธปท.มีอยู่ ซึ่งอาจต้องแก้กฎหมายเพื่อให้นำเงินทุนสำรองออกมาใช้ได้ เพราะที่ผ่านมา การบริหารเงินสำรองระหว่างประเทศนั้น สร้างผลตอบแทนได้น้อย จึงเห็นว่าควรมีการบริหารให้เกิดความเหมาะสม

การตั้งกองทุนมั่งคั่งจะเป็นการบริหารร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังกับ ธปท. โดยมีกระบวนการใช้เงินผ่านการตกลงทางการเมืองหรือรัฐบาล และต้องมีข้อตกลงว่ากำไรจะนำไปทำอะไร ขาดทุนใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

ส่วนขนาดกองทุนจะเป็นอย่างไร จะลงทุนในรูปแบบใด สัดส่วนเท่าใดก็ค่อยสรุปกัน

หน้าที่ของกองทุนมั่งคั่งนี้ ธีระชัยระบุว่า “ต้องการให้ไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศอาเซียน+3” ร่องเสียงนี้อาจแตกต่างกับพิชัยไป2-3 คีย์

เพราะพิชัยนั้นเน้นหนักไปใน การลงทุนที่อยู่ในรูปการเข้าไปซื้อแหล่งพลังงานในต่างชาติ และกระจายความเสี่ยงถือครองสินทรัพย์ที่ความมั่นคงสูงในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือเงินสกุลหยวน

สะท้อนให้เห็นปัญหาแรกว่า ฝ่ายการเมืองผู้ทำนโยบาย ยังไม่ตกผลึกว่าจะดึงเงินทุนสำรองออกมาลุยไฟตั้งกองทุนความมั่งคั่งนั้น จะเอาเงินประเทศไปทำอะไรบ้าง

ประการต่อมาที่ต้องพินิจพิจารณาร่วมกันให้ถี่ถ้วนนั้นคือ ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่มีอยู่สูงถึง 1.89 แสนล้านเหรียญสหรัฐนั้น สูงจริงและสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่กระทบกับประเทศใช่หรือไม่

ผู้บริหาร ธปท.ยอมรับว่า ทุนสำรองของไทยนั้น ถ้าพิจารณาจากปริมาณถือว่ามากเป็นอันดับ 13 ของโลก สูงกว่ามาเลเซีย ที่มีทุนสำรองแค่ 1.35 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และสูงกว่าอินโดนีเซียที่มีอยู่แค่ 1.22 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ทว่า ทุนสำรองที่มีอยู่ 1.89 แสนล้านเหรียญสหรัฐนั้น ไม่ได้สูงเกินความจำเป็น และมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะนำไปลงทุนจนอาจเกิดความสุ่มเสี่ยงได้

เพราะอะไรน่ะหรือ!

1.ทุนสำรองเราที่ถืออยู่บางส่วนมีไม่ต่ำกว่า 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เกิดจากการเข้าไปแทรกแซงตลาดโดยซื้อเงินเหรียญสหรัฐมาเก็บไว้ เพื่อพยุงค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนจนกระทบถึงรายได้ของผู้ส่งออกและผู้นำเข้า

2.ทุนสำรองประมาณ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นทุนสำรองที่ ธปท.ต้องกันไว้ตามกฎหมายเพื่อหนุนหลังการออกธนบัตรที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพิมพ์ออกมาให้ใช้ภายในประเทศตามปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบ

ทุนสำรองส่วนนี้ กฎหมายบังคับไว้ชัดเจนว่าจะนำออกไปใช้ไม่ได้ ยกเว้นมีการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.เงินตรา

3.ทุนสำรองบางส่วนซึ่งเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์มีไม่ต่ำกว่า 4.5-6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นฮอตมันนีหรือเงินร้อนที่นักลงทุนต่างประเทศขนมาลงทุนสั้นๆ เพื่อหากำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยในตลาดเงินของไทย หรือเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อหากำไรสูง

เงินทุนก้อนนี้มีพฤติกรรมที่ชัดเจนคือ เข้าเร็วออกเร็ว และจะไหลเข้าไหลออกในห้วงเวลาที่ใกล้ๆ กัน

นี่คือเงินที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเพราะเคลื่อนย้ายกันแต่ละครั้งมาเป็นโขลงไปเป็นโขลงเช่นกัน หากไม่มั่นใจในสถานการณ์ จึงยากแก่การควบคุม

เพราะการจะไปจะมาขึ้นกับโอกาสในการทำกำไรเป็นด้านหลัก

4.มาตรฐานการปฏิบัติของธนาคารกลางทั่วโลกจะต้องดำรงทุนสำรองไว้เพื่อรองรับการนำเข้าอย่างน้อย 3-6 เดือน ถ้าพิจารณาจากปริมาณการนำเข้าเฉลี่ยของไทยก็ตกเดือนละ 1-1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หมายถึงว่า ไทยต้องดำรงเงินไว้เพื่อรับมือกับสถานการณ์อย่างน้อย 3-3.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

รวมแค่นี้ก็พอเห็นภาพว่า ทุนสำรองที่ไทยมีอยู่และจำเป็นต้องรักษาไว้มีอยู่ 1.52-1.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนที่เกินมาจากข้อจำกัดในการดูแลหรือพร้อมที่จะนำไปลงทุนนั้นมีเพียง 1.5-3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

นี่คือภาพความจริงที่แม้แต่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานกรรมการ ธปท.ผู้ซึ่งเคยมีความคิดและผลักดันให้ที่ประชุมบอร์ดพิจารณาในการจัดตั้งกองทุนไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเห็นข้อมูลก็ยอมรับและถอยกรูดไม่เป็นท่า

“เจ้าหน้าที่เขาชี้แจงว่าเงินทุนสำรองเราที่มีอยู่นั้นไม่มากพอ จะเอาไปเสี่ยงลงทุนเช่นนั้น” หม่อมเต่าอธิบายถึงการถอย

ลึกลงไปในรายละเอียดกว่านั้นอีก ที่น่าจะเป็นข้อเสนอแนะทางนโยบายแก่รัฐบาลคือ ไทยมีความจำเป็นในการตั้งกองทุนชุดใหญ่ด้วยการนำทุนสำรองที่เป็นเสมือนหลักประกันความแข็งแกร่งของประเทศไปลุยไฟกันหรือ

ขนาดกองทุน Kuwait Investment Authority (KIA) ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 2.65 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ยังเจอผลขาดทุนจากการลงทุนจากวิกฤตของ Merill Lynch สหรัฐไปกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาท

กองทุน Temasek, GICSingapore, China Investment Corp และ Korea Investment Corp ก็ขาดทุนจากการลงทุนเฉลี่ย 73.2% หรือมากถึง 3.03 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากวิกฤตซับไพรม์ เพราะกองทุนเหล่านี้เข้าไปลงทุนในสถาบันการเงินที่มีปัญหาเช่น UBS, Citigroup, Morgan Stanley และ Merrill Lynch จนต้องประกาศตัดขาดทุนให้ช็อกกันทั้งตลาด

นี่คือภาพของการวิเคราะห์ในทางกลยุทธ์เพื่อการตัดสินใจลงทุน

ยังไม่นับผลทางจิตวิทยาของสังคมที่จะทรงพลานุภาพเป็นอย่างยิ่ง

นั่นคือการที่รัฐบาลจะเข้าไปแตะเงินคลังหลวงที่มีการสะสมกันมาตั้งแต่พระบุรพมหากษัตริย์ที่ตั้งใจจะสะสมไว้เพื่อปกปักรักษาประเทศ และมีการบันทึกกันไว้ว่าเป็นสมบัติของคนไทยทั้งประเทศ ผู้ใดจะนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ไม่ได้

ยังไม่นับกองทัพธรรมที่เป็นศิษยานุศิษย์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่ร่วมกันทอดผ้าป่าด้วยความศรัทธาชนิดใครมีแหวนถอดแหวน ใครมีสร้อยทองถอดทองออกจากคอ เพื่อมอบทองคำให้กับ ธปท.ร่วม 13 ตันเศษ เพื่อนำไปเป็นทุนสำรองในห้วงเวลาที่ประเทศเจอวิกฤตหนักคงจะพาเหรดกันออกมาคัดค้านอย่างหนักหน่วงแน่นอน

ถ้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล้าเล่นกับของร้อนก็ต้องพร้อมที่ตะเก็บฉากไปก่อนเวลาได้

อย่าเสี่ยงกับศูนย์รวมจิตใจคน...