สปท.ชงคุมเข้มสื่อออนไลน์ ลงทะเบียนเบอร์มือถือต้องสแกนใบหน้า-นิ้วมือ

วันที่ 03 ก.ค. 2560 เวลา 15:37 น.
สปท.ชงคุมเข้มสื่อออนไลน์ ลงทะเบียนเบอร์มือถือต้องสแกนใบหน้า-นิ้วมือ
สปท.แจงคุมสื่อออนไลน์เพื่อลดความรุนแรง ยันลงทะเบียนซิมการ์ดเป็นมาตรการป้องปรามปัญหา ชงเพิ่มการสแกนลายนิ้วมือ-ใบหน้า

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่รัฐสภาฯ มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีนส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสปท.ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานเรื่องผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) โดยพล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน นำเสนอรายงานตอนหนึ่งว่า  ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าสื่อออนไลน์เป็นสื่อที่ให้ข้อมูลข่าวสารไปถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว สื่อออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย แต่กลับมีการใช้ที่ไม่เหมาะสม ผู้ใช้สื่อขาดความรู้เท่าทันสื่อ ขาดความรู้และความเข้าใจในการใช้สิทธิเสรีภาพการสื่อสารบน พื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคม หรือขาดมาตรฐานจริยธรรมในการใช้สื่อออนไลน์ ขาดประสิทธิภาพในการกำกับดูแลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง จนส่งผลกระทบต่อสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสถาบันหลักของประเทศ

จากนั้นพล.ต.ต.พสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานฯ กล่าวว่า สิ่งที่น่าวิตกในปัจจุบันก็คือ การที่สื่อกระแสหลักได้ใช้สื่อออนไลน์มาใช้แข่งขันในการนำเสนอข่าว จนลืมนึกถึงการกำหนดวาระทางสังคม ที่ผ่านมาทำให้ฆาตกรฆ่าหั่นศพ กลายเป็น เน็ตไอดอล ทางกรรมาธิการฯได้เสนอแนวทางปฏิรูป แบ่งเป็น2ระยะ 1.ระยะเร่งด่วนที่ต้องทำให้แล้วเสร็จในปี2562 อาทิ การเพิ่มมาตรการจัดระเบียบการลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะ ระบบเติมเงิน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย กสทช.ควรมีมาตรการเสริมการจัดระเบียบการลงทะเบียน โทรศัพท์มือถือประเภทเติมเงินที่จะใช้ลายนิ้วมือ ใบหน้า ควบคู่กับการ ลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือด้วยบัตรประชาชน

นอกจากนี้ควรมีการจัดตั้งศูนย์กลางบริหารจัดการข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ รวมถึงกำหนดให้ระบบจัดเก็บข้อมูลของบริการ CDN (Content Delivery Network) และ Caching Server ของสื่อออนไลน์ต่างประเทศที่ติดตั้งในประเทศต้องขึ้นทะเบียนการให้บริการกับ กสทช. และต้องกำหนดให้จัดเก็บ log เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนทางคดี โดย กสทช.ประสานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รวมทั้งการเร่งรัดให้ใช้มาตรการทางภาษีกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศโดยเร็ว เพื่อใช้ควบคู่กับการบังคับใช้มาตรการการเก็บภาษีผู้บริโภค กับการใช้โฆษณาหรือการซื้อขายผ่านสื่อออนไลน์ให้เป็นจริง โดยกรมสรรพากรเป็นเจ้าภาพหลัก

2.สำหรับแนวทางปฏิรูปในระยะยาว ที่ควรดำเนินการให้สอดคล้องกับช่วงเวลาของแผนยุทธศาสตร์ ชาติ 20 ปี อาทิ การเสริมสร้างปลูกจิตสำนึกที่ดีมีจริยธรรมในการใช้สื่อออนไลน์ การให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี การสร้างภูมิคุ้มกัน และความตระหนักรู้ รวมถึงการใช้มาตรการทางกฎหมาย โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ควรร่วมกับสตช. โดยบก.ปอท. ในการพิจารณาหามาตรการการลงโทษปรับเจ้าของสื่อออนไลน์ต่างประเทศ ที่ได้ปล่อยให้มีการเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนที่ถูกละเมิดด้วยความรุนแรง หรือปล่อยให้มีการเผยแพร่เนื้อหาที่มีลักษณะชักชวนหรือโน้มน้าวให้นำไปสู่การกระทำที่รุนแรง หวาดกลัวอย่างมากกับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ เพื่อให้เจ้าของสื่อออนไลน์ต่างประเทศ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูป มีส่วนร่วมรับผิดชอบในฐานะเป็นเจ้าของพื้นที่ที่ทำให้เกิดการแพร่หลายของเนื้อหาดังกล่าว

จากนั้น สมาชิกสปท.ได้ทยอยสิทธิอภิปราย ซึ่งส่วนใหญ่สนับสนุนรายงานฉบับนี้แต่ตั้งข้อสังเกตอาจมีบางมาตรการที่ไปกระทบต่อสิทธิมนุษยชน โดยนายกษิต ภิรมย์ สมาชิกสปท. กล่าวว่า เวลานี้มีการก่ออาชญากรรมในโลกออนไลน์อยู่ทั่วไป ซึ่งเรียกได้ว่ามีผู้ร้ายทั้งในและนอกประเทศโดยดำเนินการผ่านสื่อออนไลน์ แต่ปัญหาของไทย คือ เราไม่มีระบบปฏิบัติการหรือเซิฟเวอร์เป็นของตัวเอง การที่ไทยจะไปเจรจากับบริษัทกูเกิ้ลหรือแอปเปิ้ล ต้องยอมรับเป็นไปได้ลำบากเพราะอำนาจต่อรองของประเทศไทยไม่่ได้อยู่ในสายตาของพวกเขา ดังนั้น เราต้องสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างความร่วมมือให้มากขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับความร่วมมือจากเอกชน เพราะถ้าให้หน่วยงานรัฐดำเนินการฝ่ายเดียว มันจะเหมือนกับการขี่ช้างจับตั๊กแตน

"ผมอยากให้ทบทวนทั้งหมด เพราะผมอ่านเอกสารแล้ว ผมจับไม่ได้ว่าหัวใจของเรื่องจริงๆนั้นจะแก้ไขปัญหาการใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างไร" นายกษิต กล่าว

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสปท. กล่าวว่า การที่คณะกรรมาธิการฯเสนอให้ประชาชนต้องสแกนลายนิ้วมือและใบหน้าในระหว่างการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่เหมือนกับการทำหนังสือเดินทาง ส่วนตัวไม่แน่ใจว่ามีประเทศใดใช้แนวทางนี้อยู่บ้าง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นแนวความคิดที่ต้องการแก้ไขปัญหาในพื้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่หากนำมาตรการนี้มาบังคับใช้ทั้งประเทศ จะเป็นการดำเนินการเกินสมควรหรือไม่ และจะขัดต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่อย่างไร

"ลำพังเพียงแค่มีบัตรประชาชนก็สามารถบอกอะไรได้ทุกอย่างอยู่แล้ว เช่นเดียวกับข้อเสนอที่ให้มีการตั้งศูนย์กลางบริหารจัดการข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อดูว่าใครป็นเจ้าของบ้าง คิดว่าเป็นข้อเสนอที่อาจเหมือนการขี่ช้างจับตั๊กแตน เพราะปัจจุบันผู้ให้บริหารได้มีการให้ผู้ใช้ทำการลงทะเบียนและมีการควบคุมผู้ใช้อยู่แล้ว หากให้กสทช.มาตั้งศูนย์ขึ้นมาอีก จะต้องใช้คนและเครื่องมือจำนวนมาก และสิ้นเปลือง ซับซ้อน จนทำให้ไม่แน่ใจว่าจะเกิดประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่" พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว

ด้าน พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ชี้แจงว่า วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางในการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ คือ การแสดงตัวตนของผู้ใช้โทรศัพท์ให้เป็นข้อมูลไว้ โดยไม่ได้ให้เป็นข้อมูลสาธารณะที่จะทำให้บุคคลก็ได้เข้ามาตรวจสอบ แต่เป็นการเสนอให้กสทช.ต้องกำหนดให้มีการลงทะเบียนทั้งซิมการ์ดและหมายเลขเครื่องในโทรศัพท์ เพื่อให้มีการควบคุมเท่านั้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมสปท.มีมติ 144 ต่อ 1 คะแนนเห็นชอบกับรายงานฉบับดังกล่าว ซึ่งตามขั้นตอนจะส่งรายงานฉบับนี้ไปยังคณะรัฐมนตรีต่อไป