Looking Forward: 2021 Startup, Innovation and Investment Trends by Disrupt Technology Venture

Disrupt Technology Venture
วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 12:00 น.
Looking Forward: 2021 Startup, Innovation and Investment Trends by Disrupt Technology Venture
โลกแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นโลกที่เทคโนโลยี และโควิด-19 ได้เข้ามาเร่งการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทางธุรกิจมากมาย โดยที่ปกติอาจเกิดขึ้นในเวลาสองปี กลับถูกเร่งให้เกิดภายในไม่กี่เดือน จึงทำให้ธุรกิจทั้งสตาร์ทอัพ SME และ Corporates ต่าง ๆ ต้องเร่งปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ การรู้ทันถึงเทรนด์ต่าง ๆ ทางธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการรับมือกับ disruption ที่กำลังจะเกิดขึ้น

บริษัท Disrupt Technology Venture ผู้นำด้านการบ่มเพาะผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพไทย ก่อตั้งโดยคุณกระทิง พูนผล ได้รวบรวมเทรนด์ของ สตาร์ทอัพ นวัตกรรม และการลงทุน ในปี 2021 ที่น่าจับตามองไว้ดังนี้

Top 3 Startup Trends 

1. Logistics & E- Commerce 

สถานการณ์โควิด-19 ได้ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การซื้อของออนไลน์ และสั่งสินค้า delivery ทำให้ธุรกิจ logistics และ e-commerce มีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น โดย Statista ได้มีการคาดการทางสถิติว่า e-commerce market ในประเทศไทยนั้น จะมีรายได้มากถึง US$8,900 ล้าน หรือ 267,890 ล้านบาท ในปี 2021 นี้

สตาร์ทอัพ Logistic จึงเป็นที่จับตามองที่สุดในปี 2021 ตัวอย่างเช่น Flash Express สตาร์ทอัพด้าน logistics สัญชาติไทย ระดมทุน Series D ได้มากถึง 3,000 ล้านบาทเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา และกำลังจะระดมทุนอีก 3,000 ล้านบาทในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Top 50 ของกลุ่มสตาร์ทอัพประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ระดมทุนได้มากที่สุด

และด้วยการเติบโตของ E-Commerce ในปีนี้ ก็เชื่อว่ายังมีช่องว่างให้ตลาด Logistic ยังเติบโตหรือมีผู้เล่นได้อีกโดยเฉพาะ Last Mile Logistics

ส่วนการซื้อขายของออนไลน์นั้น เทรนด์ที่กำลังมาแรงในตลาด ได้แก่ Conversational Commerce หรือ Social Commerce ที่ผ่านมามักจะเรียงตามหลัก 4 C ได้แก่ 1.Conversation, 2.Content, 3.Community และ 4.Commerce โดยในระยะหลังจะเน้นไปทาง Content Driven หรือ Content ที่เป็น entertainment มากขึ้น เช่น การทำ Marketing ผ่านวิดีโอสั้น ๆ ใน TikTok

อีกหนึ่งตัวอย่างธุรกิจ Social E-Commerce จากจีนที่น่าสนใจคือ "PIN DUO DUO" ที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นเครื่องมือ มีฟีเจอร์การใช้งานรูปแบบการรวมกลุ่มกันซื้อ หรือ Team Purchase ทำให้ผู้ซื้อสินค้าไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อน หรือคนหลายคนที่สนใจสินค้าแบบเดียวกัน สามารถหาซื้อสินค้าได้ในราคาพิเศษ ซึ่งการรวมกลุ่มนี้สามารถทำได้ผ่าน PIN DUO DUO หรือโซเชียลแพลตฟอร์มอื่น ๆ อย่าง WeChat ได้เช่นกัน เรียกได้ว่ายิ่งซื้อมากก็จะได้ราคาของที่ถูกลง

จะเห็นได้ว่า เมื่อ E-Commerce และ Social Commerce เติบโตขึ้น การสร้างประสบการณ์สังคมการช็อปปิ้งออนไลน์ที่สามารถสร้าง Conversation ในการขาย การโต้ตอบกันได้ หรือ การรวมกลุ่มกันซื้อ หรือการ drive ด้วยคอนเท้นต์ที่สนุกสนาน จึงเป็นอะไรที่น่าสนใจ ปีนี้จึงเป็นปีที่น่าจับตามองว่าจะมี features ใหม่ ๆ ที่เข้ามาช่วยให้ผู้ขายสามารถสร้างยอดขาย หรือปิดการขายระหว่างการ Live หรือการขายของใน Social media ให้ตรงกับจริตคนไทย และจะมีสตาร์ทอัพที่มาเจาะตลาดนี้ในไทยมากขึ้นอีกหรือไม่

2. FinTech

คือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยส่งเสริมธุรกิจและการบริหารจัดการการเงิน การพัฒนาของ blockchain และเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การใช้งานเทคโนโลยีทางการเงินเติบโตอย่างก้าวกระโดดไม่แพ้ e-commerce และ  logistics เลยทีเดียว เพราะ 4 vertical นี้มักเติบโตไปด้วยกันคือ  E-commerce, Payment, Fintech และ Logistic

อย่าง Grab เองก็ยังทำ Grab Financial Group ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจด้านการเงินของ Grab ที่ตอบสนองทุกความต้องการในทุกวันของผู้บริโภค ทั้งเทรนด์สังคมไร้เงินสด หรือข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยเปิดโอกาสใหม่ด้านธุรกิจ รวมถึงสินเชื่อ และประกัน ซึ่งอนาคต Grab Financial จะทำ IPO แยกต่างหาก และมีท่าทีว่าจะใหญ่กว่าตัว grab เองเสียอีก

Personal Investment ก็เป็นที่น่าจับตามอง เพราะตอนนี้คนไทยเองก็มองหาการลงทุนอะไรใหม่ ๆ

สำหรับสตาร์ทอัพที่น่าสนใจ คือ FINNOMENA ซึ่งเป็น แพลทฟอร์ม ที่ทำให้การซื้อขายและลงทุนในกองทุนรวมนั้น มีความง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น โดยในขณะนี้ มี asset under management มากกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 8,000 กว่าล้านบาท

นอกจากนี้ สตาร์ทอัพ Omise หรือ SYNQA บริษัทฟินเทคสัญชาติไทย ซึ่งเป็น Payment Gateway ในการทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ โดยไม่ต้องเข้าผ่านธนาคารโดยตรง ก็เติบโตได้รับการระดมทุนในรอบ Series C รวมเป็นเงินมูลค่าประมาณ 2,478 ล้านบาท  ได้รับการยอมรับจากหลากหลายบริษัทในการทำ payment process ไม่ว่าจะเป็น McDonald’s Thailand, BMW Thailand, ฯลฯ

อีกธีมที่น่าสนใจคือ Decentralised Finance การเงินรูปแบบใหม่ที่ไร้ตัวกลาง โดยใช้เทคโนโลยี blockchain เข้ามาช่วยทำให้ธุรกรรมทางการเงิน เช่น Peer-to-Peer lending ให้เป็นไปได้ง่ายขึ้น ธุรกรรมทางการเงินจะสามารถขยายข้ามพรมแดนได้อย่างง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราเห็นได้จากเทรนด์ที่กำลังมาแรงอย่างเช่น crytocurrency bitcoin ที่ได้รับความสนใจสูงมากในช่วงนี้

ดังนั้น FinTech จึงเป็น industry ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งในปี 2021 นี้ สำหรับสตาร์ทอัพไทย

3. EdTech 

เทรนด์สตาร์ทอัพสุดท้ายที่น่าจับตามอง คือ EdTech หรือ สตาร์ทอัพทางการศึกษานั่นเอง ซึ่ง sector นี้ ได้รับการสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมากช่วงสถานการณ์โควิด-19 เนื่องจากโรงเรียนทั่วโลกได้รับผลกระทบ ดังนั้น ระบบ Digital School Management System และ Online Learning System รวมถึง Reskilling จึงเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรง

ตัวอย่างสตาร์ทอัพไทยที่โดดเด่นด้านการศึกษานั้น ได้แก่ OpenDurain แพลตฟอร์มคอร์สสอนภาษาและเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่มีผู้ใช้มากถึง 6 ล้านคนทั่วประเทศ และเติบโตขึ้นถึง 3 เท่าภายใน 1 ปี อีกเจ้าคือ SchoolBright ระบบบริหารจัดการโรงเรียนดิจิทัล โดยมีโรงเรียนที่ใช้อยู่มากกว่า 400 โรงเรียนทั่วประเทศและกำลังเติบโตต่อเนื่องในช่วงโควิด เนื่องจากสามารถพัฒนาระบบวิชาการ, Student Tracking, สแกนอุณหภูมิเด็ก, ตรวจการบ้านข้อสอบ รวมถึง Payment เปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ ในโรงเรียน ที่เคยอยู่ในรูปแบบกระดาษขึ้นมาอยู่บนคลาวด์ เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบและติดตามเด็ก สร้างการมีส่วนร่วมของโรงเรียนและครอบครัวมากขึ้น

และที่สำคัญคือเรื่องของการ Reskill โดยเฉพาะในองค์กรใหญ่ ๆ ที่ต้องพัฒนาทักษะใหม่ รวมถึงความสามารถในการปรับตัวให้กับพนักงานอยู่เสมอ ซึ่งต้องเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมขององค์กรยุคปัจจุบัน

อย่าง AIS เองก็ได้เปิดตัว AIS Academy และได้ร่วมมือกับ Edtech ไทยอย่าง Conicle เพื่อร่วมกันสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ของพนักงานในองค์กร เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วม เช่น แจ้งเตือนพนักงานเพื่อเข้าร่วมการเรียนสด, กิจกรรม และการสนทนากลุ่ม รวมถึงการให้คำปรึกษา ทำการประเมินและติดตามผล ทำงานร่วมกับ HR ในการวิเคราะห์ การเรียนรู้แบบ Blended Learning เป็นต้น

ซึ่งทาง Disrupt ได้ลงทุนบ่มเพาะสตาร์ทอัพในกลุ่ม EdTech มามากกว่า 10 บริษัทตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าสตาร์ทอัพด้านการศึกษา (Edtech) นั้น จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวให้กับการเรียนรู้ การ Reskill upskill ให้กับคนไทยอย่างแน่นอน

Top 3 Innovation Trends

นอกจากกลุ่มสตาร์ทอัพที่น่าสนใจแล้ว ในปี 2021 นี้ยังมีนวัตกรรมต่าง ๆ ทางเทคโนโลยีที่ควรจับตามองอยู่มาก และ top 3 เทรนด์ทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีมี ดังนี้

1. Edge AI และ Internet of Things (IoT) เชื่อมต่อข้อมูลเพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้ 

ลองจินตนาการถึง ระบบบ้านอัจฉริยะ (smart home) ที่สามารถปรับอุณหภูมิและระดับแสงในบ้านโดยอัตโนมัติ นาฬิกาอัจฉริยะ (smart watch) ที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์ผ่านบลูธูททำให้คุณสามารถฟังเพลงหรือคุยโทรศัพท์ได้อย่างสะดวกสบายขณะออกกำลังกาย หรือ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติและสามารถคาดเดาการจราจรล่วงหน้าได้ โดยนวัตกรรมที่เพิ่มความสะดวกสบายเหล่านี้ เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี IoT

IoT คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต และสามารถรับส่งข้อมูลระหว่างกันได้ ส่วน Edge AI คือการวางโครงสร้างระบบ network ให้อยู่ใกล้กับตัว IoT ซึ่งเป็นตัวส่งข้อมูล โดยโครงสร้างแบบใหม่นี้จะทำให้ระบบการประมวลผลข้อมูล IoT ด้วย AI เร็วขึ้นจนแทบจะ real-time และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมที่ยังใช้เวลานานในการประมวลผลขนาดใหญ่

โดยนวัตกรรมนี้นอกจากจะสามารถนำมาพัฒนาบ้านหรือรถยนต์แล้ว สามารถนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อควบคุมและวิเคราะห์การทำงานของเครื่องจักร โดยสามารถคาดการณ์ประสิทธิภาพเครื่องจักร และแจ้งเตือนเมื่อเครื่องจักรควรถูกซ่อมแซมได้

นอกจากนี้เทคโนโลยีนี้จะสามารถนำมาช่วยด้านการเกษตร เช่น การพัฒนาของรถแทรกเตอร์ที่ขับเคลื่อนเองได้ หรือการคิดค้นระบบเซนเซอร์เก็บข้อมูลความเป็นกรดด่างของดิน สภาพอากาศ และนำข้อมูลเหล่านี้มาคาดการณ์เวลาในการเก็บเกี่ยว เกษตกรสามารถรับทราบข้อมูลและสั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือได้อย่างสะดวกสบาย

2. 5G ปลดล็อคความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในทุกอุตสาหกรรม 

ในปี 2020 ที่ผ่านมา มีการเปิดตัว 5G อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ซึ่งอินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงอย่าง 5G นั้น จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น การแพทย์ การคมนาคม หรือการผลิต

ในฝั่งการแพทย์ การส่งต่อข้อมูลไฟล์ภาพดิจิทัล เช่น MRI Scan ที่ปกติต้องใช้เวลามาก จะสามารถส่งข้ามจังหวัดหรือประเทศได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ทำให้แพทย์สามารถรักษาหรือวิเคราะห์อาการป่วยของคนไข้ได้จากจังหวัดหรือประเทศอื่น นอกจากนี้การผ่าตัดแบบ virtual มีความเป็นไปได้มากขึ้นด้วย 5G โดยประเทศจีน เริ่มมีการทดลองผ่าตัดแบบ virtual แล้ว แพทย์สามารถสั่งการผ่านระบบ AI ประมวลผล ให้หุ่นยนต์ทำการผ่าตัดคนไข้ที่อยู่อีกจังหวัดได้

นอกจากนี้ 5G ยังเข้ามาช่วยส่งเสริมด้านการคมนาคม ซึ่งได้มีการทดสอบแล้วว่า 5G ทำให้รถยนต์อัตโนมัติไร้คนขับสามารถทำงานได้แม่นยำมากขึ้น ส่วนในของฝั่งอุตสาหกรรมการผลิตนั้น 5G สามารถเข้ามาช่วยเช็คคลังสินค้าแบบอัตโนมัต เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในโรงงานมากยิ่งขึ้น โดยบริษัทค้าปลีกระดับโลกอย่าง Walmart ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการนำ RFID system เพื่อ track คลังสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการงาน ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

3. Tailored Insurance ระบบประกันรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์แต่ละผู้ใช้มากขึ้น 

ด้วยเทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้เกิดการค้นพบนวัตกรรมในการทำประกันรูปแบบใหม่ บริษัทประกันแห่งอนาคตจะสามารถออกแบบประกันภัยให้เหมาะสมกับความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละคนได้โดยการใช้ข้อมูลจากกิจวัตรประจำวัน

สำหรับประกันรถยนต์ การใช้ข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของลูกค้า หรือเส้นทางที่ค้นหาใน google maps เพื่อดูว่ามีการเดินทางไปที่ไหนบ้าง ความถี่ และระดับความเร็วของรถที่ขับ บริษัทประกันสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุ และคาดเดาราคาประกันภัยสำหรับลูกค้าแต่ละคนตามความเสี่ยงได้ และสำหรับประกันบ้าน ทางบริษัทประกันก็สามารถใช้เทคโนโลยี IoT ระบบ smart home มาช่วยประเมินความเสี่ยงของบ้านแต่ละหลังได้เช่นกัน

นอกจากนี้ข้อมูลจาก smart watch เช่น Fitbit นาฬิกาที่ใส่เพื่อประเมินสุขภาพและการออกกำลังกาย สามารถนำมาช่วยในการประเมินรูปแบบประกันสุขภาพที่เหมาะสมได้ ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทประกันภัยต่าง ๆ ต้องเร่งปรับตัวและรับมือกับ digital disruption ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการของการทำประกันไปอย่างสิ้นเชิง

เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ มีศักยภาพในการเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจในทุก ๆ อุตสาหกรรม ดังนั้นนักธุรกิจทุกคนควรศึกษาและติดตามเทรนด์เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และปรับตัวนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21

สามารถฟัง Podcast ฉบับเต็มย้อนหลังได้ที่ >> https://www.posttoday.com/podcast/hawk-eye-view/645228