
5 จุดโฟกัสที่จำเป็นในการสร้างเมืองอัจฉริยะ "Smart City"
ด้วยความเร็วในระดับไม่ธรรมดาที่เทคโนโลยีใหม่ๆ กำลังเติบโตแซงหน้าโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่ดูเหมือนกำลังเตาะแตะเดินตามอย่างเชื่องๆ เมืองต่างๆ จึงต้องพัฒนาตัวเองอย่างเร่งด่วน เรามาดูกันว่าจะเป็น “เมืองอัจฉริยะ” กันทั้งทีต้องมีอะไร?
ด้วยความเร็วในระดับไม่ธรรมดาที่เทคโนโลยีใหม่ๆ กำลังเติบโตแซงหน้าโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่ดูเหมือนกำลังเตาะแตะเดินตามอย่างเชื่องๆ เมืองต่างๆ จึงต้องพัฒนาตัวเองอย่างเร่งด่วนให้ทันกับเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น หากไม่อยากคืบคลานอยู่ข้างหลังใครๆ
ท่ามกลางการเติบโตของเมืองอย่างมหาศาลทั่วโลก ทุกแห่งหนตำบลบ้าน ผู้บริหาร องค์กรและสื่อต่างๆ ดูเหมือนกำลังวุ่นวายอยู่กับแนวคิดเกี่ยวกับการทำให้เมืองและชุมชน "ฉลาดขึ้น" แม้คำจำกัดความของ "เมืองอัจฉริยะ" หรือ “Smart City” นั้นยากจะเข้าใจสำหรับคนอีกหลายกลุ่ม
การสนทนาเกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะมักสื่อถึงความซับซ้อน โดยเน้นที่เทคโนโลยีเป็นหลัก และแม้ว่าเทคโนโลยีจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักสำหรับเมืองอัจฉริยะ แต่ก็ไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เพราะประเด็นสำคัญของเมืองอัจฉริยะก็คือการปรับปรุงคุณภาพชีวิตผู้อยู่อาศัยและธุรกิจผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและการตัดสินใจไปนถึงและการจัดการที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
แต่ความจริงแล้ว แนวคิดของเมืองอัจฉริยะนั้นค่อนข้างเรียบง่ายและแสนจะโก้หรูสง่างาม เมืองอัจฉริยะที่แท้แล้วนั้นจะใช้แนวคิดแบบบูรณาการเพื่อประสานงานบริการที่จำเป็นทั้งหมด ทำให้โครงสร้างพื้นฐานทั้งทางดิจิทัล ทางกายภาพ และไปจนถึงสังคมทันสมัยมากขึ้น เพื่อทำให้บริการในเมืองมีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์ เสมอภาค เชื่อมโยงกัน ปลอดภัย ยั่งยืน แถมยังน่าตื่นตาตื่นใจ
ปัจจุบันประชากรโลกมากกว่าครึ่งอาศัยอยู่ในเขตเมือง และเมืองใหญ่ต่างๆ เหล่านี้ สร้างผลผลิต 80% ของ GDP โลก แถมยังผลิตคาร์บอนในสัดส่วนถึง 70%
การเติบโตของสภาพแวดล้อมในเมืองหมายความว่า เมืองต่างๆ จะเผชิญกับปัญหาความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในทุกด้านของการบริหารจัดการ รวมถึงความเหลื่อมล้ำ ความไร้สมดุลทางสังคม ความแออัดของการจราจร มลพิษ และความตึงเครียดในการใช้หรือแบ่งปันทรัพยากร หากไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่สอดคล้องกับประเด็นเหล่านี้
นายกเทศมนตรีทั่วโลกต่างตระหนักดีว่า การบูรณาการเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับกลยุทธ์การวางแผนและความยั่งยืนจะช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตได้จริงและดีกว่า ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนและนำไปสู่การเติบโตในเชิงบวกในเมืองต่างๆ
มีหลายวิธีหลายแนวคิดในการสร้างเมืองอัจฉริยะ แต่ความคิดริเริ่มที่ประสบความสำเร็จจะกำหนดเป้าหมายพื้นฐาน 5 ด้าน ทั้งในลักษณะองค์รวมและบูรณาการ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานหลัก โครงสร้างความเป็นผู้นำของเมืองและชุมชน การให้บริการที่ยั่งยืน พัฒนาการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมของชุมชน
ไปดูกันว่าการสร้างสรรค์แนวคิดสำหรับเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City สักเมืองจำเป็นต้องมีอะไร?
1. การปรับปรุงกริดให้ทันสมัยเป็นแพลตฟอร์มที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาอัจฉริยะ
การปรับปรุง "กริด" (โครงข่ายไฟฟ้า) ให้ทันสมัยเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักสำหรับชุมชนอัจฉริยะใดๆ ก็ตาม เพราะจะช่วยในเรื่องการเชื่อมต่อให้ติดจรวดไวยิ่งขึ้น การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยจึงต้องเริ่มต้นด้วยระบบไฟฟ้า จากนั้นจึงจะไปเพิ่มระดับของการโทรคมนาคมขั้นสูง ทั้งระบบเคลื่อนที่ (mobility system) และอาคารอัจฉริยะ (smart bulidings) ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับเมืองโดยรวม
กริด หรือ โครงข่ายไฟฟ้าจะเป็นเหมือนศูนย์รวมประสาทที่สนับสนุนอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง หรือ IoT ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอื่น ๆ ส่วนประกอบทั้งหมดเหล่านี้กลายเป็นโฮสต์สำหรับเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ทั้งหลายที่จะอนุญาตให้รวบรวมข้อมูลเพื่อสนับสนุนการวางแผน การจัดการ และการดำเนินงานทั่วทั้งเมืองหรือชุมชน ไปจนถึงกลยุทธ์การแชริ่งข้อมูลและความเป็นส่วนตัว (privacy) สามารถเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานเมื่อมีการอัปเกรดหรือปรับนำไปใช้งาน
การมุ่งเน้นที่การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย ทั้งการโทรคมนาคมและการขนส่งขั้นสูงเป็นอันดับแรก ยังสร้างข้อได้เปรียบให้กับการจัดหาเงินทุนซึ่งก็ได้ผ่านการพิสูจน์มาแล้วในเมืองใหญ่ต่างๆ ในโลก ซึ่งจะช่วยให้เมืองหรือชุมชนสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น ส่วนแง่มุมอื่น ๆ ของแผนการสร้างเมืองอัจฉริยะนั้นจะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่ต้องแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ในแต่ละส่วนด้วย
2. ภาวะผู้นำ นโยบาย และระเบียบข้อบังคับต้องเป็นตัวขับเคลื่อนการลงทุนและการเติบโต
ความเป็นผู้นำที่กล้าหาญ นโยบายที่มองการณ์ไกล และโครงสร้างการกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นจะต้องถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง การขยายขนาดโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตอบสนองความต้องการในอนาคตให้เป็นไปอย่างปลอดภัย ยุติธรรม และคุ้มค่า ต้องใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักการเมือง ผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำเมืองและชุมชนเพื่อสร้างกระบวนทัศน์ใหม่
ท่ามกลางปัญหาและความท้าทายที่มากขึ้นในขณะนี้ ทั้งการขาดการตัดสินใจที่ครอบคลุม อุปสรรคในการหาเงินทุนได้อย่างเพียงพอ และอำนาจการกำกับดูแลที่แตกต่างกันในประเด็นปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างเป็นเอกภาพ
ผู้นำเมืองและชุมชน หน่วยงานกำกับดูแล และผู้วางแผนต้องสร้างแรงจูงใจให้กับธุรกิจทุกขนาดเพื่อการลงทุนในการติดตั้งใช้งานอุปกรณ์ และการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นใจ ความไว้วางใจและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย
3. บริการที่เน้นเรื่องความยั่งยืนช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตและลดความเสี่ยงทางการเงิน สุขภาพ และความปลอดภัย
การวิจัยชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองและความเจริญรุ่งเรืองของเมือง การบริหารระดับเทศบาลต้องใช้กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ต้องติดสปีดอย่างเร่งด่วนเพื่อการเติบโตของเมืองในทิศทางที่สะอาดขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น และมีโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพ การลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน และการปฏิรูปกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ยังต้องการนโยบายสีเขียวของโครงสร้างพื้นฐานในเมือง การคมนาคม การใช้ที่ดิน และนโยบายการพัฒนา เพราะหากการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้เกิดความล้มเหลวก็จะเพิ่มความเสี่ยงทางการเงิน สาธารณสุข และความปลอดภัย นอกจากนี้ยังต้องให้ความสนใจกับความปลอดภัยทางระบบดิจิทัลด้วย นั่นเพราะความเสี่ยงจากการบุกรุกทางไซเบอร์หรือการโจรกรรมข้อมูลนั้นจะมีขนาดของปัญหาใหญ่ขึ้นตามไปด้วยเมื่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขยายตัว
4. ความร่วมมือกับศูนย์นวัตกรรมจะช่วยสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดมาใช้
แนวคิดเรื่อง "ความเชื่อมโยงถึงกัน" หรือ interconnectedness ไปไกลกว่าเรื่องของระบบเซ็นเซอร์และแอปฯ ต่างๆ เพราะการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสมสามารถช่วยให้เมืองต่างๆ มีปรับปรุงสันทนาการทุกสิ่งที่ชุมชนให้ความสำคัญได้ รวมถึงสวนสาธารณะ พื้นที่ละแวกบ้าน พื้นที่สาธารณะและโอกาสทางเศรษฐกิจ
การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูงไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องเป็นของใหม่เสมอไป การวิเคราะห์ขั้นสูงสามารถบูรณาการและปรับปรุงระบบที่มีอยู่ผ่านข้อมูลที่รวบรวมไว้แล้วเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ได้อีก ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการให้บริการ เรื่องนี้มีประโยชน์มากสำหรับผู้อยู่อาศัยและตัวของเมืองเอง ซึ่งมักดำเนินการภายใต้งบประมาณที่จำกัด
ผู้นำในชุมชนที่ชาญฉลาดจะใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์กับนักประดิษฐ์ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถด้านเทคโนโลยี ที่ชุมนุมของบุคคลขั้นเทพทั้งจากห้องปฏิบัติการของรัฐบาล มหาวิทยาลัย และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่ต่างก็กำลังทำงานเพื่อจัดการกับความท้าทายและปัญหาที่เมืองและชุมชนต่างๆ เผชิญอยู่ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
หน่วยงานเหล่านี้จงทำหน้าที่เหมือนเป็นพื้นที่ทดสอบสำหรับเทคโนโลยี แนวปฏิบัติ และแนวคิดที่สามารถแบ่งปันกับผู้นำชุมชน ธุรกิจ และผู้อยู่อาศัยเพื่อประโยชน์ของทุกคนได้เป็นอย่างดี
5. ความใส่ใจต่อโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมของชุมชนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
เมืองต่างๆ ให้ความสำคัญกับผู้คนเป็นอันดับแรก โครงการเมืองอัจฉริยะและชุมชนควรมุ่งเน้นไปที่การมีชีวิตที่ดีขึ้นของชาวเมือง โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและทางกายภาพที่มีอยู่จะได้รับการอัพเกรดหรือปรับปรุงให้ทันสมัยยิ่งขึ้น หรือเมืองใหม่อาจจะถูกสร้างขึ้นในที่ที่ไม่เคยมีใครคาดคิดหรือเคยมีมาก่อน
จุดประสงค์ของการสร้างเมืองก็คือบ้าน ที่ทำงาน และสนามเด็กเล่นที่สร้างความสุขสำราญให้กับผู้อยู่อาศัย การสร้างแรงสนับสนุนชุมชนในวงกว้างสำหรับโครงการเมือง/ชุมชนอัจฉริยะใดๆ ก็ตาม เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนซึ่งต้องการความร่วมมือกับสถาบันสำคัญที่เป็นเหมือนหลักใหญ่ใจความของชุมชน รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละราย ชุมชนอัจฉริยะสามารถเติบโตได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกมีปฏิสัมพันธ์กันและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและบริการที่มีให้อย่างเต็มที่
คำถามก็คือ เราพร้อมหรือยังสำหรับการเป็นเมืองอัจฉริยะในระดับจริงจัง เพราะการสร้างสรรค์เมืองอัจฉริยะไม่ได้หมายถึงแค่การซื้อเทคโนโลยีไปใช้เท่านั้น แต่หมายถึงการนำเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของชุมชนเมืองมาปรับใช้ให้เหมาะสม เพื่อการมีส่วนร่วมและแบ่งบันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตและสังคม ส่งเสริมความสัมพันธ์ของผู้คน เพื่อสร้างชุมชนที่น่าอยู่และมีจิตวิญญาณอย่างแท้จริง
อ้างอิง:
- https://www.smartcitiesdive.com/news/5-focal-points-needed-to-develop-a-smart-city/580023/
- https://www.americancityandcounty.com/







