รัฐสร้างแพลตฟอร์ม หนุนเอสเอ็มอีบุกตลาด

  • วันที่ 13 ก.ค. 2561 เวลา 07:09 น.
  • | เปิดอ่าน 203
Share on Google+
LINE it!

รัฐสร้างแพลตฟอร์ม หนุนเอสเอ็มอีบุกตลาด

กระทรวงพาณิชย์ให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งการเพิ่มองค์ความรู้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขยายช่องทางการค้าทั้งในและต่างประเทศ

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลัง SMEs ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนา “ติดปีก SMEs ไทยบินไกลสู่ตลาดโลก” ว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นรากแก้วของเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่รากฝอย เพราะเป็นฐานที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งแท้จริง ซึ่งสิ่งที่อยากเห็นคือเอสเอ็มอีไทยจะต้องตื่นตัว เพราะจะมองเฉพาะตลาดภายในประเทศไม่ได้ แต่จะต้องติดปีกบินไปสู่ตลาดต่างประเทศ

“ไทยมีประชากร 60 ล้านคน ซึ่งหากมองแค่ตลาดภายในจะมีกลุ่มเป้าหมายแค่ 60 ล้านคนเท่านี้นั้น แต่เอสเอ็มอีต้องมองไกลกว่านั้นไปยังตลาด 230 ล้านคน คือ ตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และต้องมองไปถึงตลาด 650 ล้านคน คือตลาดทั้งอาเซียน ที่สำคัญในปี 2562 ไทยจะเป็นเจ้าภาพประธานอาเซียนจะช่วยเพิ่มบทบาทสำคัญให้กับไทย” สนธิรัตน์ กล่าว

ทั้งนี้ นอกจากตลาดอาเซียนที่เอสเอ็มอีต้องให้ความสำคัญและต้องใช้ประโยชน์จากการที่รัฐบาลได้วางโครงสร้างในการเชื่อมต่อตลาดต่างประเทศไว้ให้แล้ว ตลาดที่ใหญ่กว่านั้นและเป็นโอกาสของธุรกิจเอสเอ็มอี คือ ตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีนที่มีประชากรถึง 1,000 ล้านคน ซึ่งมีโอกาสมากมายมหาศาล เพราะถ้าเจาะช่องตลาดจีนได้ดี ไทยจะไม่เกิดปัญหาสินค้าเกษตรอีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่น ทุเรียน ที่กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปร่วมมือกับอาลีบาบา กรุ๊ป จนสามารถส่งออกทุเรียนไปจีนได้จำนวนมหาศาล และได้วางรากฐานไว้ โดยหากรัฐบาลที่ต่อจากรัฐบาลนี้ ทำงานเป็น ผลผลิตทุเรียนที่ออกมามากจะไม่ใช่ปัญหาของประเทศอีกต่อไป

ตลาดตะวันออกกลาง เป็นตลาดที่สำคัญและเห็นว่าเอสเอ็มอีควรใช้ประโยชน์ เพราะรัฐบาลได้ปูทางด้วยการทำความร่วมมือกับประเทศบาห์เรน ที่จะเป็นแหล่งผลิตอาหารให้กับบาห์เรนทั้งสินค้าเกษตร อาหาร รวมถึงตลาดฮ่องกง ที่ไทยสามารถใช้ฮ่องกงเป็นประตูไปสู่จีนตอนใต้ได้ ส่วนฮ่องกงก็จะใช้ไทยเป็นประตูการค้าไปสู่ซีแอลเอ็มวี ซึ่งฮ่องกงได้เลือกไทยเป็นที่ตั้งสำนักงานเศรษฐกิจการค้าฮ่องกง แห่งที่ 3 ในอาเซียน หลังจากตั้งที่สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย โดยจะเปิดในปี 2562

สนธิรัตน์ กล่าวว่า ตลาดยุโรป เป็นตลาดที่มีโอกาสมหาศาลเช่นกัน หลังจากที่ตนได้ร่วมกับคณะนายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนอังกฤษและฝรั่งเศส เมื่อช่วงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งโอกาสของตลาดอังกฤษ คือสินค้าอาหาร และร้านอาหารที่จะเข้าไป โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ทำความร่วมมือกับห้างเทสโก้ในการนำสินค้าเกษตรและอาหารเข้าไปขายในตลาดอังกฤษ ส่วนฝรั่งเศสที่จะเป็นประตูเข้าไปสู่กลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ไทยมีแผนจะทำศูนย์กระจายสินค้าให้เอสเอ็มอีเพื่อส่งสินค้าไปขาย อาจเข้าไปตั้งที่เบลเยียมหรือเนเธอร์แลนด์ ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เอสเอ็มอีไทยต้องทำ คือการเปิดตัวเองออกมาสู่รูปแบบการค้าใหม่ๆ โดยเอสเอ็มอีที่ทำการค้าเพื่อก้าวไปสู่ตลาดต่างประเทศ จะทำคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องหาพันธมิตรมาร่วมด้วย หรือเอสเอ็มอีจะต้องจับมือกันไปเป็นกลุ่มผ่านช่องทางที่รัฐบาลสร้างไว้ให้ เพราะการที่เอสเอ็มอีไปบุกคนเดียวแล้วจะประสบความสำเร็จกลับมามีน้อยมาก ดังนั้นจึงต้องจับมือกับกระทรวงพาณิชย์ จับมือกับเอสเอ็มอีด้วยกัน รวมถึงการร่วมมือกับกลุ่มสตาร์ทอัพ ที่จะมีแพลตฟอร์มการค้าใหม่ๆ มาช่วยเอสเอ็มอีให้เติบโตไปด้วยกัน

“แม้ว่าการส่งออกของไทยเติบโตได้ตามเป้าหมาย 8-9% แต่สิ่งที่ผมสนใจมากสุดคือการส่งออกของเอสเอ็มอีเติบโตได้เท่าไหร่ ไม่ใช่มีแค่การส่งออกของรายใหญ่ เพราะถ้าเอสเอ็มอีส่งออกไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์” สนธิรัตน์ ให้ความเห็น

นอกจากนี้ เอสเอ็มอีจะต้องก้าวตามให้ทันกับกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะการค้าขายไม่ใช่การนำเข้าและส่งออกอีกต่อไป แต่การขายสินค้าสามารถทำผ่านรูปแบบอี-คอมเมิร์ซ ที่เอสเอ็มอีต้องเข้ามาใช้ประโยชน์ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้วางช่องทางไว้ให้หมดแล้วด้วยการร่วมมือกับแพลตฟอร์มระดับโลก ทั้งอาลีบาบา อีเบย์ อเมซอน และล่าสุดได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ของเกาหลี 4-5 ราย ถือเป็นก้าวสำคัญที่เอสเอ็มอีไทยจะไปสู่ตลาดเกาหลีได้ เพราะเกาหลีมีการค้าขายผ่านอี-คอมเมิร์ซถึง 60-70% ของยอดการค้าทั้งหมด

“ผมปรารถนาที่เอสเอ็มอีไทยจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่รัฐบาลทำไว้ให้ และเปลี่ยนการค้าให้ทันกับรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเข้ามา เพราะถ้าไม่เปลี่ยนเมื่อสงครามการค้าเข้ามากระทบ เอสเอ็มอีที่ไม่เห็นโอกาสก็จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงทุกวัน หากยึดติดกับความสำเร็จเมื่อ 20 ปีที่แล้ว สิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกท่านอ่อนแอ เพราะตามไม่ทันกระแสเทคโนโลยี โดยยืนยันว่าไม่มียุคใดที่จะเป็นโอกาสของคนตัวเล็กได้ดีเท่ายุคปัจจุบัน ดังนั้นเอสเอ็มอีต้องทำตัวเองให้เข้มแข็ง รวมกลุ่มกันเป็นพันธมิตร จะทำให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง”สนธิรัตน์ กล่าว

บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การจัดงาน “ติดปีก SMEs ไทยบินไกลสู่ตลาดโลก” เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ คือ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมกับกลุ่มบริษัท บางกอก โพสต์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้เอสเอ็มอีไทย ในการเพิ่มองค์ความรู้ทั้งด้านเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะช่วยลดต้นทุน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรง

“ปัจจุบันรูปแบบการตลาดเปลี่ยนไป เอสเอ็มอีต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทันกับสิ่งที่เข้ามากระทบ ซึ่งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งด้านการเพิ่มองค์ความรู้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขยายช่องทางการค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ” รองปลัดพาณิชย์ กล่าว

วรรณภรณ์ เกตุทัต รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ภารกิจของกรมมุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการให้ปรับรูปแบบการส่งออกใหม่ในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ ที่ใช้ความต้องการของตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งในส่วนของกรมจะมุ่งเน้นภารกิจ 4 ด้าน ในการก้าวไปสู่เป้าหมาย คือ 1.สร้างบุคลากรที่มีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยองค์ความรู้ใหม่ๆ ผ่านสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ซึ่งมี 58 แห่งทั่วโลก และสำนักผู้แทนการค้าอีก 10 แห่ง รวมทั้งมีหน่วยงานภายในสนับสนุนในการพัฒนาผู้ประกอบการ

2.มีแพลตฟอร์ม ทั้งการจัดงานแสดงสินค้า และแพลตฟอร์มใหม่อย่างอี-คอมเมิร์ซ การเจาะตลาดรายมณฑล เมืองต่างๆ 3.การสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ซึ่งมีความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ 4.การบริการต่างๆ ที่จะช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เช่น การหาพันธมิตรในต่างประเทศ ข้อมูลต่างๆ และการให้คำปรึกษา

“วันนี้อยากให้เอสเอ็มอีจับมือกัน และมาให้ประโยชน์จากเรา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการทุกด้านตั้งแต่การผลิตสินค้า การหาตลาด เครือข่ายพันธมิตร เพราะเศรษฐกิจยุคใหม่นี้ มีโอกาสเพิ่มขึ้นมากมาย แต่ต้องเชื่อมโยงกัน เพื่อทำให้สินค้าและบริการสามารถขายได้ทั่วโลก” วรรณภรณ์ กล่าว

Share on Google+
LINE it!