ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ เส้นทางสู่โค้ชมือ 1 ของไทย

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ เส้นทางสู่โค้ชมือ 1 ของไทย

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

จากการทำงานเป็นแอร์โฮสเตสและได้ทำหน้าที่ฝึกอบรมในสายการบิน จึงเกิดความชอบในการทำหน้าที่ โค้ช ที่มีหน้าที่ให้ความรู้ คำแนะนำแก่พนักงานในสายการบิน และเป็นแรงขับเคลื่อนสู่การสร้าง “บริษัท แอคคอมแอนด์อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล”

“ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคคอมแอนด์อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า ภายหลังจากเรียนจบในคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ไปทำงานในสายการบินนอร์ธเวสต์ ของประเทศสหรัฐ ในตำแหน่งแอร์โฮสเตส โดยสายการบินได้เปิดให้พนักงานสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ เป็นวิทยากร ในศูนย์อบรมพนักงาน จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ จากความชอบในการสอนอยู่แล้วและได้รับการคัดเลือกให้ได้เป็นวิทยากร ทำหน้าที่ในศูนย์ทั้งที่ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ควบคู่กับการทำงานแอร์โฮสเตส

“เราเป็นคนไทย แต่ต้องไปสอนหนังสือให้เจ้าของภาษา ต้องขอบคุณตัวเอง ที่สามารถก้าวออกมาจากความกลัว เลือกที่จะสร้างโอกาสและทำหน้าที่ในการเป็นวิทยากรสอนต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี” ดร.อัจฉรา กล่าว

จากการที่ได้ทำหน้าที่เป็นวิทยากร ทำให้ได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และได้พัฒนาอย่างไม่สิ้นสุด รวมถึงการได้ทำในสิ่งที่ชอบคือ การเป็นครูได้รู้จักวิทยากร โค้ชในต่างประเทศจำนวนมาก หลังจากนั้นก็ได้รับคัดเลือกมาเป็นผู้จัดการ ทำหน้าที่ดูแล สจ๊วดและแอร์โฮสเตสในไทย และการเทรนนิ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ต่อมาไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทและเอก เมื่อเรียนจบแล้ว จึงคิดอยากให้น้องๆ ในทีมได้รับการโปรโมท ประกอบกับถึงจุดอิ่มตัว จึงตัดสินใจจะลาออก และเลือกทำสิ่งที่ชอบคือ การเปิดบริษัทเทรนนิ่ง

บริษัท แอคคอมแอนด์อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เปิดมาเป็นระยะเวลาร่วม 12 ปีแล้ว โดยระยะแรกจะเป็นการเปิดอบรมและเทรนนิ่ง เพื่อพัฒนาทั้งบุคลากร ผู้บริหาร และองค์กร ซึ่งหลักสูตรแรกคือ วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ที่จะสอนวิธีการพูด ทำให้ผู้ที่เรียนสามารถนำไปปรับใช้ในองค์กรได้ทันที โดยลูกค้าที่เข้ามาเรียนต่างตอบรับดี และมีลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ได้มีการแนะนำต่อแก่ลูกค้ากลุ่มใหม่

ส่งผลทำให้องค์กรได้รับความสนใจและเป็นที่รู้จัก มีกลุ่มลูกค้ามากขึ้น ซึ่งในอดีตช่วง 10 ปีก่อนจะไม่มี

โซเชียลมีเดีย ทำให้การบอกปากต่อปากมีความสำคัญอย่างมาก โดยบริษัทไม่มีแผนกเซลส์ เพราะมีลูกค้าเข้ามาหาที่บริษัทเอง เมื่อบริษัทมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ทำให้เริ่มขยายองค์กรและเพิ่มทีมงานภายใน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทจะรับฟังทุกความต้องการและปัญหาของลูกค้า มาพัฒนาสู่หลักสูตรใหม่ให้ตรงกับความต้องการ หลังจากนั้นจึงเพิ่มหลักสูตรทั้งการเป็น โค้ช (Coaching) ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มลูกค้า เน้นกลุ่มผู้บริหาร และพนักงานระดับสูง ที่จะสอนเทคนิคการเป็นโค้ชให้แก่ผู้นำ และมีวิธีการนำไปใช้้งานได้อย่างง่าย

ต่อมามีการเปิดหลักสูตรที่แนะนำองค์กรให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และมีเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีอิทธิพล มีผลต่อทุกองค์กร ดังนั้นองค์กรจึงต้องปรับตัว การใช้เครื่องมือดิจิทัล เทคโนโลยี ปรับแนวคิดวิธีการทำตลาด รวมถึงต้องใช้นวัตกรรมในธุรกิจ ผสมกับการเป็นบริษัทที่สร้างคุณค่าให้แก่สังคม

นอกจากนี้ ยังเป็น Master Trainer ระดับเอเชียอีกหลากหลายโปรแกรมการพัฒนาผู้บริหาร เช่น Think on Your Feet®, Leading in the age of disruption, Coaching และอื่นๆ“ดร.อัจฉรา” กล่าวว่า การทำงานในตลอดระยะเวลากว่า 12 ปี ทุกวันคือความสุข เพราะเราได้ทำหน้าที่ในสิ่งที่ทุกคนต้องการ ลูกค้าต้องการให้เราไปร่วมพัฒนาแนะนำในด้านต่างๆ รวมถึงได้เห็นผลลัพธ์ของลูกค้าที่ได้ร่วมโครงการ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ซึ่งเสียงตอบรับของลูกค้าที่กลับเข้ามาในองค์กร ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เรามีความประทับใจ เราได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือคน อีกความประทับใจคือ ช่วงที่ผ่านมา ได้ทำหน้าที่ช่วยองค์กรแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นองค์กรช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อย เรามีความภูมิใจได้ทำหน้าที่นี้ และทำโดยไม่ได้หวังผลกำไรแต่อย่างใด

“เราทำงานทุกวันมีความสุข รู้สึกประทับใจ ได้ทำในสิ่งที่มีประโยชน์ เราได้รับฟังความคิดเห็นของลูกค้าที่ได้เข้าร่วมโครงการอบรม ทุกคนต่างมีเสียงตอบรับที่ดีกลับมา และลูกค้าก็เป็นลูกค้าต่างเลือกกลับมาใช้บริการซ้ำ” ดร.อัจฉรา กล่าว

อีกสิ่งที่ทำให้องค์กรเติบโตต่อเนื่อง ยังมาจากการที่เราได้คัดเลือกหลักสูตร มุ่งเลือกหลักสูตรที่มีการทำวิจัยมาแล้ว มีข้อมูลครบถ้วน มีผลลัพธ์อย่างชัดเจน ประกอบกับการมีทีมงานภายใน และมีวิทยากร ที่ปรึกษา ทุกคนมีศักยภาพและมีความสามารถระดับสูง การร่วมทำงานเป็นทีม จึงเป็นพลังร่วมผลักดันองค์กรก้าวไปข้างหน้า ส่วนการโค้ช ทุกคนจะต้องมีแพสชั่นในเรื่องที่เราจะสื่อสารสอนให้ความรู้ ถ้าไม่มีแพสชั่นในการทำ ก็ไม่สามารถเป็นวิทยากรได้

“ทุกวันนี้อยากจะตื่นขึ้นมาทำงานในทุกวัน เราอยากพบลูกค้า ให้คำแนะนำ ซึ่งบริษัทจะรับการโค้ช ให้แก่ผู้บริหารปีละประมาณ 6 คนเท่านั้น จะต้องโค้ชอย่างใกล้ชิดเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี ส่วนการเทรนนิ่งให้แก่พนักงานองค์กรต่างๆ เฉลี่ยรวมประมาณ 4,000-5,000 คน/ปี” ดร.อัจฉรา กล่าว

พร้อมทิ้งท้ายว่า พร้อมผลักดันทำให้องค์กรเติบโต เพื่อให้เป็นบริษัทที่อยู่ในใจของลูกค้าต่อไป เพื่อสร้างสิ่งที่ดีให้แก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้น

///

ข้อมูล “บริษัท แอคคอมแอนด์อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล”

บริษัทไทยที่ขับเคลื่อนให้องค์กรในประเทศไทยเติบโตมากมาย และที่สำคัญผู้บริหารหญิงคนเก่งยังได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสมาพันธ์โค้ชนานาชาติ (ICF - International Coach Federation) เป็นคนไทยคนแรกที่พัฒนาหลักสูตรทักษะการโค้ชขั้นสูง ประเภท Continuous Coach Education (CCE) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล จาก ICF - International Coach Federation

อีกทั้งยังเป็นโค้ชสตรีไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้รับเลือก โดย ดร.มาร์แชล โกลด์สมิท กูรูด้านการโค้ชและพัฒนาผู้บริหารระดับสูงอันดับหนึ่งของโลก ให้เป็นหนึ่งในร้อยโค้ชจากทั่วโลก (MG 100) ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่แสวงหาผลกำไร แต่เป็นการเพิ่มพูนความรู้พัฒนาผู้นำและคืนประโยชน์สู่สังคมเป็นโครงการที่มีผู้สมัครกว่าหนึ่งหมื่นหกพันคนจากประเทศต่างๆ รวมถึงได้รับเลือกอย่างเป็นทางการ จาก ดร.มาร์แชล ให้เป็นผู้แทนอย่างเป็นทางการแต่ผู้เดียวในประเทศไทยในการพัฒนาภาวะผู้นำ

“ดร.อัจฉรา” ถูกยกย่องว่าเป็นโค้ชมือหนึ่งของประเทศไทย และล่าสุดได้รับรางวัล Woman Leadership Award จาก Thailand’s Woman Leader Award 2018 รวมถึงยังได้รับรางวัลจากต่างประเทศมา 3 รางวัลแล้ว

เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า การทำงานในสิ่งที่รัก มีคุณค่า มีประโยชน์แก่คนอื่น จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีตามมาอย่างมากมาย

ข่าวอื่นๆ