ปิติ ภิรมย์ภักดี ธุรกิจส่วนตัวต่อยอดเครือ

  • วันที่ 05 ส.ค. 2560 เวลา 06:42 น.

ปิติ ภิรมย์ภักดี ธุรกิจส่วนตัวต่อยอดเครือ

โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์   

การขยายอาณาจักรธุรกิจส่วนตัวอย่างต่อเนื่องของ ปิติ ภิรมย์ภักดี แห่งบุญรอดบริวเวอรี่ นับเป็นกลยุทธ์ที่น่าจับตามอง เพราะท้ายสุดแล้ว ยังเป็นการต่อยอดความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในเครือของกลุ่มบุญรอดฯ โดยเฉพาะการบุกเบิกธุรกิจอาหารที่สามารถเติมเต็มและไปกับธุรกิจเครื่องดื่มได้เป็นอย่างดี

ปิติ ภิรมย์ภักดี ผู้ก่อตั้งบริษัทฟาเธอร์ ออฟ ออล ซอส กล่าวว่าหลังจากเปิดธุรกิจส่วนตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร แบรนด์ แสนแซ่บ แซ่บบาร์ ธุรกิจบริการ และเปิดครัวกลางรวมถึงธุรกิจวัตถุดิบ ล่าสุดได้ลุยธุรกิจซอสพริกภายใต้แบรนด์ Made By TODD ซอสพริกพริก เป็นสินค้าตัวแรกของบริษัท ฟาเธอร์ ออฟ ออล ซอส ที่จัดตั้งเพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับซอสทุกชนิด

หลังจากเริ่มทำตลาดมาได้เกือบ 2 เดือน พบว่าได้รับการตอบรับเกินเป้าหมายที่วางไว้ โดยมียอดขายแล้วเดือนละ 10 ล้านบาท ที่สำคัญคือ อัตราการซื้อซ้ำเร็วขึ้น สะท้อนว่าสินค้าไม่ได้ถูกสต๊อกไว้ที่ร้านค้าแต่จำหน่ายออกไปได้จึงเกิดการซื้อซ้ำ ส่งผลให้ขณะนี้กำลังการผลิตไม่พอ และอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตทั้งจากโรงงานเดิมคือ เฮสโก โซลูชั่น บริษัทในเครือบุญรอดบริวเวอรี่และมองหาโรงงานอื่นเพิ่ม

แม้ราคาจะสูงกว่าซอสพริกแบรนด์อื่นในตลาด โดยขนาด 235 มิลลิลิตร ราคาขายปลีก 85 บาท และขนาด 350 มิลลิลิตร ราคา 125 บาท แต่ปิติเชื่อมั่นว่า ความแตกต่างของรสชาติและกลยุทธ์การตลาดที่ใช้จะทำให้ประสบความสำเร็จได้

“สิ่งสำคัญคือ การเข้าไปเปลี่ยนพฤติกรรมของทั้งผู้บริโภคทั่วไปและลูกค้ากลุ่มร้านอาหาร เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพและราคาแล้ว จะทำให้เห็นว่าประหยัดกว่าเพราะใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น”

กลยุทธ์ที่น่าสนใจของ Made By TODD คือ การไม่วางจำหน่ายในช่องทางโมเดิร์นเทรดหรือร้านค้าสมัยใหม่ แต่จะเริ่มจากการขายตรง ที่ปิติเรียกว่า “การตลาดชีพจรลงเท้า”นั่นคือ การใช้คนเดินขายสินค้า มีเครือข่ายกระจายสินค้า และตัวแทนจำหน่ายรายย่อย ระดับ ซิลเวอร์ โกลด์ แพลทินัม ที่แบ่งกลุ่มตามยอดขาย ที่สำคัญคือ การใช้ช่องทางออนไลน์ผ่านแฟนเพจ ซอสพริกพริก By Todd รวมถึงไลน์

ปิติ กล่าวถึงการไม่เข้าไปจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดว่า เพราะปัจจุบันธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ช่องทางออนไลน์มีอิทธิพลมากขึ้น ขณะที่การจำหน่ายในโมเดิร์นต้องจ่ายค่าฟีและส่วนแบ่งจากยอดขาย ประกอบกับการทำธุรกิจของกลุ่มบุญรอดฯ มียอดขายมาจากเทรดดิชั่นแนลเทรด หรือร้านค้าดั้งเดิมอย่างยี่ปั๊ว ซาปั๊วถึง 80% จึงเชื่อมั่นว่าสามารถใช้ช่องทางออนไลน์ ผสานการขายตรงและเทรดดิชั่นแนลเทรด ก็สามารถครอบคลุมลูกค้าได้

“การทำตลาดที่ประสบผลสำเร็จ เราวัดจากปลายท่อ คือสินค้าถึงมือลูกค้าได้อย่างไร ซึ่งระบบซัพพลายเชนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ”

 

นอกจากธุรกิจส่วนตัวแล้ว ปิติยังสวมหมวกสำคัญในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการธุรกิจซัพพลายเชน ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบซัพพลายเชนทั้งอาหารและเครื่องดื่มที่สามารถต่อยอดกันได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบซัพพลายเชน ลดต้นทุนและเพิ่มการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ในเครือ โดยเฉพาะเทรดดิชั่นแนลเทรดจากระบบยี่ปั๊ว ซาปั๊วที่กลุ่มบุญรอดมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว

กล่าวได้ว่า การขยายธุรกิจส่วนตัวที่มุ่งเน้น อาหาร บริการ ไปจนถึงวัตถุดิบของปิติ ถือเป็นการทำธุรกิจเพื่อให้ครบวงจรมากที่สุด ตั้งแต่ต้นน้ำ ยันปลายน้ำ และยังเป็นธุรกิจที่เสริมกับธุรกิจเครื่องดื่มของกลุ่มบุญรอดฯ ได้อย่างดีอีกด้วย

ดังนั้น ก้าวเดินต่อไปจึงเป็นการผสานธุรกิจส่วนตัวกับธุรกิจของตระกูล เพื่อให้เติมเต็มและเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยนำระบบซัพพลายเชนมาใช้เพื่อให้การทำงานในแต่ละส่วนสัมพันธ์กันอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การลดต้นทุนค่าขนส่งจากการใช้ระบบขนส่งร่วมกัน การเพิ่มยอดขายให้เอเยนต์จากการที่มีสินค้าจำหน่ายหลากหลายมากขึ้น

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือบุญรอดฯ จะปฏิวัติระบบซัพพลายเชนอย่างไร หลังจากได้พันธมิตรจากต่างชาติเข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจา แต่เชื่อว่าจะได้เห็นเร็วๆ นี้แน่นอน

ข่าวอื่นๆ