posttoday
พระธรรมสุธี แนะพระธรรมฑูตให้ศึกษาภาษาถิ่น

พระธรรมสุธี แนะพระธรรมฑูตให้ศึกษาภาษาถิ่น

10 กรกฎาคม 2554

พระธรรมสุธี อธิบดีสงฆ์ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ แนะพระธรรมทูต 33 รูป

พระธรรมสุธี อธิบดีสงฆ์ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ แนะพระธรรมทูต 33 รูป

โดย...สมาน สุดโต

พระธรรมสุธี อธิบดีสงฆ์ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ แนะพระธรรมทูต 33 รูปที่จะไปปฏิบัติธรรมเชิงลึกในแดนพุทธภูมิเป็นเวลา 99 วัน ว่าต้องศึกษาวิธีการเผยแผ่ก่อนว่าควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้ผล อยู่ๆ จะไปเทศน์ เอาธรรมไปยัดใส่ปากเขาไม่ได้ ต้องมีวิธีการและขันติ เพราะต่างประเทศแตกต่างจากเมืองไทย ทั้งอากาศ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและบุคคล

...ต้องรู้ภาษาถิ่นและมีขันติ

การรู้ภาษาท้องถิ่นก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่สำคัญ มิเช่นนั้น จะพูดกันไม่รู้เรื่อง หากรู้ภาษาถิ่น จะทำอะไรก็สะดวก สมมติว่าไปเป็นพระธรรมทูตประเทศอังกฤษ ถ้าไม่รู้ภาษาอังกฤษก็หมดทางที่จะสื่อกับคนท้องถิ่นได้ ท่านจึงแนะพระธรรมทูตว่าต้องให้ความสำคัญภาษาในแต่ละประเทศที่จะไป จะช่วยเผยแผ่พระธรรมคำสอนได้ดี

ท่านยังบอกว่าเป็นพระธรรมทูตต้องเตรียมตัว เตรียมใจ เพื่อปฏิบัติงาน เพราะต่างประเทศไม่เหมือนเมืองไทย ส่วนงานพระธรรมทูตเริ่มตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเครื่องบิน เริ่มจากภาษาที่ต้องใช้ในการกรอกเอกสารเข้าเมือง ยิ่งไปประเทศอินเดียต้องทำใจหลายอย่าง อีกทั้งอากาศ อาหารการกินก็ไม่เหมือนเมืองไทย จะอยู่ได้ต้องอาศัยธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ขันติ ความอดทน หากขาดธรรมข้อนี้อยู่ไม่ไหว หากต้องกลับ จะทำให้เสียชื่อพระธรรมทูตไปด้วย

พระธรรมสุธี แนะพระธรรมฑูตให้ศึกษาภาษาถิ่น

นอกจากนั้นต้องอดทนกับกิริยาอาการของคนในประเทศนั้นๆ เพราะต่างชาติไม่รู้ว่าเครื่องแบบที่เราสวมใส่เป็นเพศที่ต้องเคารพ บางทีเขาจะเดินชนเอาด้วย ยิ่งกว่านั้นเห็นการนุ่งห่มจีวร คิดว่าเป็นสตรี จะเข้าห้องน้ำชาย เขาไม่ให้เข้า ต้องชี้แจงกันพอสมควร

อย่างไรก็ตาม ท่านชมเชยโครงการอบรมพระธรรมทูต ที่ไปเผยแผ่ศาสนาในประเทศต่างๆ นั้น จะทำให้พระสงฆ์ไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่างแน่นอน

...โครงการใหญ่

พระราชรัตนรังษี (เจ้าคุณวีรยุทธ์) หัวหน้าพระธรรมทูตไทย สายอินเดีย-เนปาล ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ กล่าวว่า โครงการส่งเสริมพระสงฆ์ไทยไปศึกษาและปฏิบัติธรรมเชิงลึก ณ แดนพุทธภูมิเป็นโครงการที่ค่อนข้างใหญ่ อะไรที่ใหญ่ต้องเตรียมเพื่อความพร้อม

ท่านพูดถึงคณะพระธรรมทูตที่เข้ารับการปฐมนิเทศก่อนเดินทางไปปฏิบัติธรรมเชิงลึกที่ประเทศอินเดียว่า ขอให้ภูมิใจ เพราะแต่ละท่านเป็นผู้มีสถานะพิเศษ เนื่องจากถูกคัดเลือกจากพระสงฆ์สมณศักดิ์ในระดับนักปกครอง แปลว่าแต่ละท่านอยู่ในสายตาของพระผู้ใหญ่ จึงถูกคัดเลือกมาให้สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ที่มี สุภชัย วีระภุชงค์ เป็นเลขาธิการ รับมาเป็นพระธรรมทูต นำไปถวายพระพุทธเจ้า ไปถวายพระศาสดา ยังแดนพุทธภูมิ

พระราชรัตนรังษีว่า พระธรรมสุธี อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ ที่เป็นประธานพิธีเปิดปฐมนิเทศ และให้โอวาทธรรมไปก่อนหน้านั้น คาดหวังพระธรรมทูตชุดนี้ว่าจะเป็นตัวแทนของวัด และของพระสงฆ์ที่เดินทางไปสู่แดนพุทธภูมิ จึงไม่ควรให้ท่านผิดหวัง

การไปประเทศอินเดีย แดนพุทธภูมิต่างจากการเดินทางไปประเทศอื่นๆ ไปประเทศอื่นๆ จะพบสัตว์ที่เป็นตัวแทนประเทศนั้น แต่ไปประเทศอินเดียจะพบเห็นศาสดาและศาสนาจำนวนมาก ด้วยว่าอินเดียเป็นแหล่งกำเนิดศาสนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระพุทธศาสนา ก็ถือกำเนิดในประเทศนี้ การไปฝึกฝนในประเทศนี้จึงเป็นการไปฝึกฝนชั้นเชิงเพื่อเผยแผ่ในเชิงรุก เหมือนนักมวย ก่อนขึ้นเวที ต้องฝึกฝนชั้นเชิงต่างๆ ก่อนขึ้นชก พระธรรมทูตก็เหมือนกัน ต้องมีลีลา และชั้นเชิง เป็นพระธรรมทูตในระดับที่ Export ได้ จึงต้องได้รับการฝึกหัดที่งดงาม

พระธรรมสุธี แนะพระธรรมฑูตให้ศึกษาภาษาถิ่น

พระราชรัตนรังษีให้ความสำคัญในการอบรมพระธรรมทูตที่ไปอินเดียมาก เพราะไปประเทศที่พระบรมศาสดาประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และเสด็จดับขันธปรินิพพาน

สายตาชาวพุทธทั่วโลกจะมองไปยังสถานที่ที่พระธรรมทูตไปอยู่ในสายตาผู้สุจริตในธรรมตลอดเวลา ส่วนคณะกรรมการผู้บริหารสถาบันโพธิคยาฯ เป็นผู้ใหญ่และสนับสนุนโครงการ ต่างตั้งความหวังว่าพระธรรมทูตจะเป็นตัวแทนที่ดีของท่าน

การไปอินเดีย ก็เหมือนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ต้องเตรียมพร้อม ไม่ใช่ว่าไปกราบพระพุทธเจ้าอย่างเดียว แต่ไปอยู่กับพระพุทธเจ้าด้วย ญาติโยมที่สนับสนุนตั้งใจและเสียสละในโครงการนี้ เป็นญาติโยมที่เคยผ่านขบวนการต่างๆ และเคยบวชมาแล้ว ทั้งคุณชัช ชลวร หรือ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ดังนั้นขอให้ท่านทั้งหลายที่เป็นเนื้อนาบุญจงยกระดับให้งามยิ่งขึ้น คณะญาติโยมก็จะอนุโมทนา

พระธรรมทูตชุดที่ 3 นี้ จะมีโครงการปลูกต้นไม้ที่มีกล่าวถึงในพุทธประวัติหลายชนิด ที่วัดเชตวัน ประเทศอินเดีย ในวันต้นไม้แห่งชาติ หรือวันเข้าพรรษาปีนี้เป็นกรณีพิเศษด้วย

ต้นไม้ที่นำไปปลูก ได้จากไทยก็มี จากพม่าก็มี เช่นต้นกรัก ที่สมัยโบราณนำมาใช้ย้อมสีจีวรของพระ ต้นจิก ต้นราชายตนะ ต้นกากะทิง ต้นหว้า หรือชมพู ต้นมะรุม ต้นกุ่มบก และต้นสมอ เป็นต้น

ส่วนพระธรรมวรนายก เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ประธานโครงการส่งเสริมพระสงฆ์รุ่นที่ 3 กล่าวถึงบทบาทพระธรรมทูตที่ไปอบรมเชิงลึกว่า การที่มีโครงการนี้จะทำให้คุณภาพพระธรรมทูตเพิ่มขึ้น ทั้งด้านวิชาการและประสบการณ์ การรู้จักพุทธสถานจากสถานที่จริง รู้จักสังเวชนียสถานในแดนพุทธภูมิอย่างลึกๆ จะทำให้ซาบซึ้งข้อธรรม หรือพระสูตรที่ตรัสในที่นั้นๆ ว่า มีอะไรบ้าง มีความหมายอย่างไร เมื่อกลับมาจะได้นำหลักธรรมที่ศึกษามาประกาศเพื่อเพิ่มพูนศรัทธาและปัญญาแก่มวลชนทุกหมู่เหล่า ตลอดถึงเยาวชน เพื่อจะได้เป็นคนมีคุณภาพ เป็นทายาทดูแลพระพุทธศาสนาต่อไป

พระธรรมทูตชุดนี้จะเดินทางไปปฏิบัติที่อินเดียตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.-15 ต.ค. 2554 สนับสนุนโดยวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980

...สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980

พระธรรมสุธี แนะพระธรรมฑูตให้ศึกษาภาษาถิ่น

ชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 เกิดขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อดำเนินภารกิจหนุนเสริมการเผยแผ่พุทธศาสนา โดยมีคุณชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานชมรมฯ คุณสุภชัย วีระภุชงค์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยนครพัฒนา เป็นเลขาธิการชมรม และนำมูลนิธิวีระภุชงค์เข้าร่วมสนับสนุนงานอีกแรงหนึ่ง

โครงการส่งเสริมพระสงฆ์ไทยไปศึกษาและปฏิบัติธรรมเชิงลึก ณ แดนพุทธภูมิ จัดมาเป็นรุ่นที่ 3 โดยการสนับสนุนของกลุ่มพระนวกะที่เดินทางมาบรรพชาอุปสมบท ณ แดนพุทธภูมิในโครงการบรรพชาอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ประเทศอินเดีย

นอกจากนั้น คุณฉันทวัธน์ วรทัต ผู้อำนวยการหลักสูตร ได้นำคณะ บ.ย.ส. รุ่นที่ 12-15 เข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรมโพธิคยาฯ ในระยะต่อมา

...หลักสูตรพุทธภูมิศึกษา

คณะพระธรรมทูตที่ไปปฏิบัติธรรมเชิงลึกต้องศึกษาอบรมหลักสูตร ที่เน้นไปที่การศึกษาค้นคว้าจากพระไตรปิฎก เน้นวิเคราะห์หลักพระธรรมคำสอนเพื่อนำไปใช้ในการเผยแผ่เพื่อพัฒนาประเทศไทย โดยนำไปสู่การศึกษาเชิงปฏิบัติการในสถานที่จริงในพุทธประวัติ ตามแนวทางใน “หลักสูตรพุทธภูมิศึกษา” ของสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 โดยมีการเดินทางไปศึกษาเชิงปฏิบัติการในพุทธสถานต่างๆ ดังนี้

ครั้งที่ 1 เดินทางไปอุทยานลุมพินีวัน สถานที่ประสูติและพุทธสถานในเนปาล เช่น กรุงกบิลพัสดุ์ กรุงเทวทหะ และรามคาม เป็นต้น

ครั้งที่ 2 เดินทางไปกรุงสาวัตถี พระเชตวันมหาวิหาร และสถานที่สำคัญตามพระสูตร เช่น เจดีย์ยมกปาฏิหาริย์ สถูปพระสารีบุตร วัดบุปผาราม เป็นต้น

ครั้งที่ 3 เดินทางไปพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ กรุงราชคฤห์ นาลันทา และสถานที่สำคัญตามพระไตรปิฎก เช่น ถ้ำสัตตบรรณคูหา สถานที่กระทำสังคายนาครั้งที่ 1 วัดป่ามหานครวัน นครไพสาลี เป็นต้น

ครั้งที่ 4 เดินทางไปพาราณสี สักการะสถานที่ปฐมเทศนา ชมพิพิธภัณฑ์สารนาถ เจาคัณฑีสถูป และแม่น้ำคงคา เป็นต้น

นอกจากนี้ ทางสถาบันยังจัดให้มีรายวิชาอื่นๆ ที่ช่วยหนุนเสริมให้การอบรมพระธรรมทูตในครั้งนี้ครบประโยชน์ยิ่งขึ้น

พระธรรมทูตที่ได้รับการคัดเลือกมาจากภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน กทม. มีพรรษา 5 อย่างต่ำ และอายุ 30 ปีขึ้นไป ความรู้อย่างต่ำปริญญาตรี น.ธ.เอก มีน้ำใจ และเสียสละ มีประสบการณ์ด้านการเผยแผ่มาแล้ว

สิ่งที่ชมรมโพธิคยาฯ 980 คาดหวังคือ พระสงฆ์ไทยที่เดินทางไปศึกษา ปฏิบัติและเห็นของจริง เมื่อเดินทางกลับมาแล้ว จะได้นำความรู้ดังกล่าวมาสั่งสอนพุทธศาสนิกชน และผู้สนใจในประเทศไทยให้รักและหวงแหนพระพุทธศาสนาต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท