
จิตวิญญาณแห่งแดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 9 ริกเตอร์
เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 9 ริกเตอร์
ซึ่งมีศูนย์กลางในทะเลห่างจากชายฝั่งเมืองเซนไดไปทางตะวันออกราว 130 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนส่งผลไปถึงกรุงโตเกียวซึ่งอยู่ห่างออกไปถึง 370 กิโลเมตร เพียงระยะเวลาไม่นานหลังจากนั้นคลื่นยักษ์สึนามิก็ได้ถาโถมเข้าทำลายเมืองชายฝั่งด้านตะวันออกและพัดพาทุกอย่างที่ขวางหน้าให้หายไปในชั่วพริบตา
จากการรายงานตัวเลขของสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นระบุว่า เหตุภัยพิบัติในครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1.5 หมื่นคน และมีผู้สูญหายอีกกว่า 9,000 คน นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งภัยพิบัติครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมืองโกเบ เมื่อ ค.ศ. 1995 แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่คนทั่วโลกได้เห็นและกล่าวถึงกันมาก นั่นก็คือ “อัตลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่น” ซึ่งได้สะท้อนถึงความสามัคคี ความมีระเบียบวินัยและความมีจิตสาธารณะ ที่ชาวญี่ปุ่นได้แสดงออกมาเมื่อยามที่ประเทศ
เผชิญกับวิกฤต ซึ่งเป็นภาพที่ได้ปรากฏตามสื่อต่างๆ เช่น การเข้าแถวเพื่อซื้ออาหารกักตุน การช่วยกันเก็บกวาดซากอาคารที่ได้รับความเสียหายซึ่งเป็นสาธารณสมบัติ และการแบ่งปันอาหารและที่พักสำหรับผู้ที่บ้านเรือนได้รับความเสียหาย เป็นต้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ หากมองในอีกแง่มุมหนึ่ง หลายคนอาจมองว่าขัดแย้งกับสัญชาติญาณความเป็นมนุษย์ ที่ต้องเอาตัวรอดในยามมีภัยหรือในยามที่ตัวเองเดือดร้อน ซึ่งจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ คุณโนริโกะและคุณชิซุโกะชาวญี่ปุ่นซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองไทยสะท้อนมุมมองให้เราฟังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น เพราะภัยพิบัติคือเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ดังนั้น ชาวญี่ปุ่นทุกคนจะต้องได้รับการฝึกให้เอาตัวรอด โดยมีหลักการที่สำคัญคือความสามัคคี ความมีระเบียบวินัยและจิตสาธารณะ เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงขึ้น ทุกคนจึงพร้อมใจกันปฏิบัติตามที่ได้รับการสอนมา จึงทำให้สถานการณ์ในญี่ปุ่นสามารถควบคุมได้ นอกจากนี้พวกเธอยังบอกกับเราอีกว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ก็อยากกลับไปช่วยญี่ปุ่น แต่ก็มีหน้าที่และความรับผิดชอบในประเทศไทย จึงทำได้เพียงส่งเงินและกำลังใจไปช่วยจากที่นี่ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในประเทศไทยก็จริง แต่พวกเธอก็รู้สึกได้ว่าเหมือนเป็นทีมเดียวกันกับญี่ปุ่น หลังจากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้พวกเธอผูกพันกับญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น
นับเป็นเวลากว่า 3 เดือน ที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับวิกฤต รัฐบาลญี่ปุ่นนำโดยนายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ได้นำมาตรการทางการเงินมาใช้ในการฟื้นฟูประเทศ เช่น ระงับการลดหย่อนทางภาษี การลดเงินเดือนข้าราชการลง 10% และการขึ้นภาษี เป็นต้น ซึ่งภายหลังมาตรการที่ว่านี้ก็ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่หากจะนำมาบังคับและปฏิบัติใช้จริง
อีกหนึ่งผลกระทบที่ตามมา นั่นก็คือการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า อันเนื่องมาจากการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟูกุชิมา ซึ่งทำให้ในบางพื้นที่ของญี่ปุ่นขาดแคลนไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ดังนั้น ชาวญี่ปุ่นทั่วทั้งประเทศจึงพร้อมใจช่วยกันลดใช้ไฟฟ้า เพื่อที่จะทำให้มีปริมาณไฟฟ้ามากพอที่จะแบ่งปันไปยังพื้นที่ประสบภัย และหนึ่งในตัวอย่างของนโยบายลดการใช้ไฟฟ้า เช่น Cool Biz คือการรณรงค์ให้มนุษย์เงินเดือนชาวญี่ปุ่นพร้อมใจกันใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย เช่น ชุดซาฟารี แทนการใส่ชุดสูทในฤดูร้อน เพื่อเป็นการลดการใช้เครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้กระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นยังระบุว่า หากนโยบายนี้สำเร็จจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเครื่องปรับอากาศได้ถึง 4.6 แสนตัน หรือเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ชาวญี่ปุ่น 1 ล้านครอบครัวปล่อยออกมาในระยะเวลา 1 เดือน หากแต่ว่านโยบายนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับจากหลายหน่วยงาน เพราะการใส่สูทถือว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่แสดงถึงความสุภาพและความเหมาะสมในการทำงาน นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่นๆ เช่น การขยับเวลาทำงานให้เร็วขึ้นเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในเวลากลางคืน และการเปลี่ยนวันหยุดจากเดิมซึ่งเคยหยุดในวันเสาร์และอาทิตย์ เปลี่ยนมาหยุดในวันพุธและวันพฤหัสบดีแทน ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้การใช้ไฟฟ้าในแต่ละอาทิตย์มีอัตราเฉลี่ยเท่ากัน กล่าวคือ หากทุกหน่วยงานทำงานพร้อมกันในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ นั่นก็หมายถึงอัตราการใช้ไฟฟ้าจะมีสูงในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ แต่ในวันเสาร์และวันอาทิตย์จะมีอัตราต่ำเพราะเป็นวันหยุด ซึ่งถ้าหากมีการปรับเปลี่ยนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จะทำให้อัตราการใช้ไฟฟ้ามีค่าเฉลี่ยคงที่ตลอดสัปดาห์ นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการใช้ไฟฟ้าเกินกำลังการผลิตแล้ว ยังสามารถนำส่วนต่างที่เหลือส่งไปช่วยยังพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้าได้อีกด้วย
ทางด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลในระยะยาว เพราะหลายเมืองที่ได้รับความเสียหายเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ต้องใช้เวลาและเงินจำนวนมหาศาลในการฟื้นฟู และในเรื่องนี้คุณชนินทร์ ขาวจันทร์ ผู้อำนวยการหน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI บอกกับเราว่า เป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทย เพราะอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือรถยนต์ ถึงแม้ว่าโรงงานจะได้รับความเสียหายแต่ยังคงต้องผลิตตามสัญญาที่ทำไว้กับลูกค้า ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศญี่ปุ่น ซึ่งภูมิภาคอาเซียนคือเป้าหมายที่สำคัญ โดยประเทศไทย คือ 1 ใน 3 ประเทศที่ญี่ปุ่นเล็งเห็นถึงศักยภาพ ส่วนอีก 2 ประเทศที่เป็นคู่แข่งคือ ประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม แต่เมื่อพูดถึงประเทศไทยแล้ว ด้วยขนบธรรมเนียมและบุคลิกที่เข้ากันได้ดีกับชาวญี่ปุ่น จึงทำให้ไทยอาจกลายเป็นเป้าหมายหลักของการย้ายฐานการผลิต แต่เมื่อพูดถึงปัญหาและอุปสรรคเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งแล้ว เรามีเพียงเรื่องของค่าจ้างและภาษีที่สูงกว่าเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาไทยก็เคยเป็นฐานในการผลิต การส่งออกและการนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นขนาดใหญ่ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากประการใดหากญี่ปุ่นจะย้ายฐานการผลิตมาที่นี่ และสิ่งที่น่าสังเกตคือในปีนี้ บริษัทที่ได้รับนัดมากที่สุดจากญี่ปุ่นคือบริษัทนิคมอุตสาหกรรม
ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยมีความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 600 ปี ซึ่งที่ผ่านมาทั้งสองประเทศมีความร่วมมือและความช่วยเหลือกันมาโดยตลอด และจากเหตุการณ์ภัยพิบัติที่ผ่านมา ประเทศไทยคือประเทศลำดับต้นๆ ที่ส่งทีมแพทย์และเงิน รวมถึงสิ่งของบริจาคให้กับผู้ประสบภัยในญี่ปุ่น ซึ่งที่ผ่านเมื่อครั้งที่ประเทศไทยประสบกับภัยพิบัติจากคลื่นยักษ์สึนามิ ประเทศญี่ปุ่นก็ได้ส่งความช่วยเหลือมาให้ประเทศไทยมากมาย และในโอกาสนี้คุณเซอิจิ โคจิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้บอกกับเราว่า ถึงแม้ว่าท่านจะยังไม่ชำนาญในการใช้ภาษาไทย แต่ท่านก็พยายามบอกกับเราถึงความช่วยเหลืออันดีที่มีระหว่างสองประเทศว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้คือ “มิตรแท้ในยามยาก” และ “ในนามของรัฐบาลญี่ปุ่น ขอขอบคุณและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือญี่ปุ่น”
จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นกรณีศึกษาให้กับเราได้เป็นอย่างดี ในเรื่องของการเอาชนะวิกฤตการณ์ต่างๆ ซึ่งญี่ปุ่นพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า ภัยพิบัติคือสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ความสามัคคี ความมีระเบียบวินัย และความมีจิตสาธารณะ คือสิ่งสำคัญที่สุดที่สามารถควบคุมไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงมากขึ้น และยังทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าคลื่นยักษ์จะมีพลังทำลายสิ่งปลูกสร้างลงไปได้ แต่คลื่นยักษ์ก็ไม่สามารถทำลายอัตลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่นลงไปได้







