
รุ่นใหม่ปะทะรุ่นเก่า
กลับจากเมืองจีน หลังจากได้นั่งลงคุยกับเพื่อนสนิทชาวจีนไต้หวันที่ไปอยู่เซี่ยงไฮ้ในตอนนี้
กลับจากเมืองจีน หลังจากได้นั่งลงคุยกับเพื่อนสนิทชาวจีนไต้หวันที่ไปอยู่เซี่ยงไฮ้ในตอนนี้
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
หนูดีก็รู้สึกสะดุดใจเรื่องหนึ่ง ที่จริงๆ ก็รู้สึกมานานแล้วว่าเป็นเรื่องอคติของคนรุ่นหนึ่งต่อคนอีกรุ่นหนึ่งหรือเปล่า หรือว่ามันเป็นความจริงที่ใครๆ ก็เห็นกัน นั่นก็คือการที่ “คนรุ่นที่แล้ว” จะไม่ค่อยไว้ใจ “เด็กรุ่นใหม่” สักเท่าไร
จริงๆ ก็เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่บ่นมาทุกยุคทุกสมัยนะคะ ว่าเด็กวัยรุ่นหรือเด็กยุคใหม่ ไม่ดีเท่ายุคที่แล้ว (หรือยุคของคนพูด) หนูดีเองได้ยินเป็นประจำ โดยเฉพาะเวลารับสมัครงาน คนจะบอกว่า “เด็กจบปริญญารุ่นใหม่ไม่ค่อยอดทน อยู่แป๊บเดียวก็ออก” แทบจะเป็นประโยคยอดฮิต คลาสสิกมากในกลุ่มนายจ้างหรือเจ้าของบริษัท พอหนูดีลองมองๆ ดูก็ท่าจะจริงเสียด้วย หากเราเปรียบเทียบกับคนยุคก่อน ซึ่งทำงานบริษัทหนึ่งตลอดอายุการทำงานเลยทีเดียว หรืออย่างมากที่สุดก็เปลี่ยนไปเกิน 23 แห่ง
เพื่อนจีนของหนูดีที่เป็นจีนไต้หวันนั้น มีอคติกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ค่อนข้างมาก หนูดีเองฟังเพื่อนก็ต้องฟังหูไว้หู เพราะเพื่อนที่ครอบครัวเป็นเจ้าของกิจการเองในไต้หวัน และมาเปิดโรงงานในจีน ประกาศแบบไม่กลัวโดนคนจีนเขม่นว่า พวกเรามีคำกล่าวว่า ถ้าจะจ้างใคร “คนไต้หวันไว้ใจได้ดี แต่คนจีนใช้งานได้ดี”
หมายความว่า ถ้าจะจ้างคนจีนเข้ามาทำงานด้วย ให้รู้ไว้ว่าต่อให้เขาอยู่กับเราอีก 10 ปี แต่ถ้ามีโอกาสใหม่ๆ หรือเงินดีๆ เข้ามา เขาก็ไป แถมไปไม่ไปเปล่า จะเอาสิ่งที่เราสอนติดไปด้วย มาทำธุรกิจแข่งกับเราอีก แต่เพื่อนก็สรุปให้ฟังว่า “แต่เด็กไต้หวันรุ่นใหม่ๆ ก็ไว้ใจไม่ได้เหมือนกัน ไม่เหมือนพวกรุ่นเก่าๆ” เอาเป็นว่า ไม่ว่าในไทย ในจีน ในอเมริกา “เด็กรุ่นใหม่” นี่ชื่อเสียงแย่พอๆ กัน
เคยมีงานวิจัยหนึ่งในอเมริกา ทำการสำรวจกับเด็กอเมริกันยุคนี้ พบว่าเด็กๆ ที่กำลังจะจบออกมาเป็นแรงงานยุคใหม่นั้น จะเปลี่ยนอาชีพเฉลี่ยแล้ว 5 อาชีพตลอดอายุขัยการทำงาน ที่น่าตกใจคือ “5 อาชีพ” นะคะ ไม่ใช่ “5 องค์กร” และเด็กจำนวนมากอาจจะไม่ใช่ปริญญาที่ร่ำเรียนมาเลยก็ได้
แบบนี้จะมองว่า “เด็กรุ่นใหม่” ไม่อดทน ไม่ซื่อสัตย์ ไว้ใจไม่ได้ เปลี่ยนแปลงง่าย ก็พูดได้ยากนะคะ ในเมื่อสังคมรุ่นใหม่สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้พวกเขามากมาย ทั้งการเดินทางที่ราคาถูกลงและปลอดภัยมากขึ้น การให้ทุนการศึกษาแบบข้ามประเทศ โดยเฉพาะการจ้างงานที่แข่งกันให้เงินเดือนและสวัสดิการดีๆ สำหรับคนมีฝีมือ หากใครไม่ฉวยโอกาสดีๆ ให้ตัวเอง กลับจะถูกมองว่าไม่ฉลาดด้วยซ้ำ
หนูดีกลับมองว่า หลายครั้ง “เด็กรุ่นใหม่” มีความตั้งใจที่ดี ความพยายามที่ดี และสิ่งที่เขาควรมีคือ “แบบอย่างที่ทำตัวตามได้แบบสนิทใจ” และสิ่งสุดท้ายที่เขาอยากได้คือ “เสียงบ่นและตำหนิ” แต่เชื่อไหมคะว่า หลังจากการเลือกตั้งครั้งนี้ หนูดีกลับไม่ห่วงเด็กรุ่นใหม่ เท่ากับห่วง “ผู้ใหญ่รุ่นก่อนๆ” ที่กำลังจะก้าวเข้ามาอยู่เต็มพื้นที่สื่อ ให้เด็กๆ ได้เห็นอยู่หน้าจอโทรทัศน์ ตามหนังสือพิมพ์ ตามนิตยสารแบบเลี่ยงไม่พ้น เราจะบ่น “เด็กรุ่นใหม่” ได้อย่างยุติธรรมแค่ไหน ถ้ารุ่นพวกเราไม่พยายามแสดงในสิ่งที่สมควรกระทำให้เขาเห็นก่อน
เราห้ามเด็กอาชีวะไม่ให้ยกพวกตีกัน ในขณะที่ผู้ใหญ่ก็ทะเลาะกันไม่จบ แม้กระทั่งหนูดีเองก็ต้องสอนให้เด็กอนุบาลรู้จักแบ่งของเล่น ไม่แกล้งกัน แต่ในโลกของผู้ใหญ่ใครจะสอนเขาได้ โดยหลักแล้วก็คงต้องรอให้พฤติกรรมนั้นไปขัดกับกฎหมายเข้าจังๆ จึงจะได้รับการสั่งสอนโดยกฎหมายได้ แต่พวกเราก็รู้กันดีว่า มีเรื่องมากมายที่ “ผิดศีลธรรมแน่ๆ แต่ไม่ผิดกฎหมายสักข้อ” มาถึงตรงนี้ หนูดีชักกังวลน้อยลงกับเด็กรุ่นใหม่แล้วละค่ะ
เลือกตั้งเสร็จกันแล้ว หนูดีเลยถือโอกาสนำแนวคิด “ผู้ใหญ่รุ่นก่อน (มากๆ)” คือ แนวคิดของท่านเหลาจื่อ มาแบ่งให้อ่านกันค่ะ จะอ่านให้สนุกๆ สำหรับการใช้ชีวิต หรืออ่านให้ลึกซึ้งก็ได้ และใครจะอ่านให้ออกแนวการเมืองก็ได้ ไม่ว่ากันค่ะ
ทุกสิ่งเริ่มจากเรื่องเล็กๆ
คิดจะสร้างผลงานอย่าก่อกรรม
หากจัดการปัญหา อย่าได้ก่อปัญหาเพิ่ม
อย่ายินดี หวั่นไหวในลาภยศ
ทำสิ่งจืดชืดไร้รส ให้มีรสชาติขึ้นมาได้
ใหญ่เกิดจากเล็ก มากเริ่มจากน้อย
คนอื่นโหมความแค้นเข้าใส่กัน เราใช้คุณธรรมทดแทนกัน
คิดจะพิชิตความยากลำบาก ต้องเริ่มจากสิ่งง่ายก่อน
ประกอบกิจการใหญ่กว้างไกลให้ปรากฏเป็นจริง
ต้องเริ่มจากกิจการเล็กๆ ก่อน
เรื่องที่ยากลำบากในโลกหล้า ต้องเริ่มจากง่ายๆ ก่อนแน่นอน
กิจการใหญ่ๆ ในโลกนี้ ต้องเริ่มจากกิจการง่ายๆ ก่อนแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ จึงมิบังอาจยกตนข่มท่าน
ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจใหญ่ๆ ของท่าน จึงประสบความสำเร็จ
ตกปากรับคำง่ายๆ จะสูญเสียความน่าเชื่อถือ
เรื่องที่ดูง่ายๆ ต้องมีอุปสรรคนานัปการแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ จึงปฏิบัติต่อเรื่องง่ายๆ เหมือนเป็นเรื่องยากลำบาก
ดังนั้น จึงไม่พบความยากลำบากตลอดกาล
เต๋าเชื่อว่างานยิ่งใหญ่ต้องเริ่มต้นจากงานเล็กๆ คนยิ่งใหญ่ก็เริ่มต้นจากการเป็นคนเล็กๆ ก่อนเสมอ ทุกอย่างในโลกนี้มีจุดเริ่มต้นทั้งสิ้น แต่ส่วนใหญ่เราเห็นภาพกิจการที่ประสบความสำเร็จแล้ว และเราก็อยากได้ภาพนั้น “ทันที” แต่เบื้องหลังของภาพแห่งความสำเร็จส่วนใหญ่ใช้เวลาก่อสร้างกันเป็นสิบปีทั้งนั้น แม้กิจการหนึ่งอาจจะสำเร็จได้ใน 1 ปี แต่จริงๆ แล้วผู้ก่อตั้งนั้นก็ต้องสร้างนิสัยของตัวเอง เรียนรู้ศาสตร์วิชามาหลายปีก่อนหน้านั้น
“บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ปฏิบัติต่อเรื่องง่ายๆ เหมือนเป็นเรื่องยากลำบาก” หมายความว่า ให้ความใส่ใจกับทุกรายละเอียดเสมอ ไม่ดูถูกว่านั่นเป็นเพียง “งานเล็ก” เพราะเมื่อใส่ใจกับทั้งงานใหญ่งานเล็ก ให้ความสำคัญเท่าเทียมกัน ไม่ดูถูกงานไหนเลย ผลตอบแทนก็คือ ผู้ยิ่งใหญ่นั้นก็จะไม่พบเรื่องยากลำบากตลอดกาล
อ่านกลอนนี้แล้วก็หวังว่านักการเมืองของเรารุ่นนี้จะ “คิดจะสร้างผลงาน อย่าก่อกรรม” ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และหนูดีว่า ไม่ว่า “เด็กรุ่นใหม่” หรือ “ผู้ใหญ่รุ่นก่อน” ถ้าระดับคุณธรรมเท่าเทียมกันได้ เชื่อมต่อกันทางความคิดได้ กาลเวลาที่กั้นอยู่ระหว่างกัน ไม่ว่าแค่ 2030 ปี หรือเกือบ 3,000 ปี แบบเรากับกลอนข้างบนนี้ ก็ไม่มีความหมาย และไม่มีใครจะต้องห่วงใครเลยค่ะ
&<2288;







