
ฝันเป็นจริง VS มือหนึ่งไม่ใช่เป้า
วงการเทนนิสโลก ณ ตอนนี้ ถือว่าฝ่ายผู้หญิงนั้นค่อนจะข้างเปิดกว้างทีเดียว
วงการเทนนิสโลก ณ ตอนนี้ ถือว่าฝ่ายผู้หญิงนั้นค่อนจะข้างเปิดกว้างทีเดียว
โดย...พิธานอนันต์ พูลสมบัติ
ไม่มีใครที่จะโดดเด่นจนครองความยิ่งใหญ่ได้แบบเด็ดขาด หรือแม้แต่สาวมือท็อป 4 โลก ก็ไม่ได้มีภาษีเหนือกว่าบรรดามือรองทั้งหลาย เรียกว่าก่อนการแข่งขันนั้น โอกาสที่ใครจะคว้าแชมป์แต่ละรายการ หรือแม้แต่ชูโทรฟีในระดับแกรนด์สแลม ก็คาดเดากันยากจริงๆ มันช่างเปิดกว้างซะเหลือเกิน
ดูได้จากศึกแกรนด์สแลมแรกของฤดูกาลนี้ แชมป์ตกเป็นของอดีตมือ 1 โลก คิม ไคลจ์สเตอร์ส จากเบลเยียม พอแกรนด์สแลมที่ 2 คนชูถ้วยกลายเป็น หลี่นา สาวจีนที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเทนนิสเอเชียคนแรกที่ผงาดครองแชมป์แกรนด์สแลม
และแล้วในศึกแกรนด์สแลมที่ 3 “วิมเบิลดัน” ที่ชิงเงินรางวัลรวม 14.6 ล้านปอนด์ (ราว 730 ล้านบาท) คู่ชิงชนะเลิศประเภทหญิงเดี่ยวก็ไม่ใช่มือท็อป 4 โลกทั้งคู่ แต่เป็น มาเรีย ชาราโพวา (มือวาง 5/รัสเซีย) กับ เพตรา ควิโตวา (8/สาธารณรัฐเช็ก) โดยนางฟ้าจากแดนหมีขาวมีดีกรีเหนือกว่าตรงที่เป็นอดีตมือ 1 โลก และแชมป์เก่าปี 2004 ซึ่งผลออกมาเป็นอย่างไร ใครเป็นฝ่ายคว้าแชมป์ไปครอง ก็คงรู้กันไปเรียบร้อยแล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม 3 แกรนด์สแลมปีนี้ที่ผ่านมา ก็ถือว่าแชมป์เปลี่ยนหน้าตลอด ทั้งนี้คงเป็นเพราะอดีตมือ 1 โลกทั้งหลายต่างอยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก เริ่มจาก 2 ศรีพี่น้องตระกูลวิลเลียมส์ วีนัส กับ เซเรนา ก็เพิ่งกลับมาลงเล่นได้ไม่ถึงเดือน โดยผู้พี่อย่างวีนัส แชมป์แกรนด์สแลม 7 สมัย (วิมเบิลดัน 2000, 2001, 2005, 2007, 2008 / ยูเอส โอเพน 2000, 2001) วัย 31 เจ็บกล้ามเนื้อท้องมาตั้งแต่ศึกออสเตรเลียนฯ ส่วนเซเรนา แชมป์แกรนด์สแลม 13 สมัย (ออสเตรเลียน โอเพน 2003, 2005, 2007, 2009, 2010 / เฟรนช์ โอเพน 2002 / วิมเบิลดัน 2002, 2003, 2009, 2010 / ยูเอส โอเพน 1999, 2002, 2008) วัย 29 พักยาวมาเป็นปีนับแต่ซิวแชมป์วิมเบิลดันปีที่แล้ว เนื่องจากโดนแก้วบาดที่เท้า แล้วต่อด้วยป่วยเป็นโรคลิ่มเลือดในปอดเข้าไปอีก
ขณะที่ “ซูเปอร์มัม” คิม ไคลจ์สเตอร์ส คุณแม่ลูกหนึ่งวัย 28 ที่เคยประกาศรีไทร์เมื่อปี 2007 แล้วหวนรีเทิร์นอีกครั้งในปี 2009 ก็ทำท่าดีกลับมารั้งมือ 2 โลก พร้อมกับเป็นเจ้าของแชมป์แกรนด์สแลม 4 สมัย (ออสเตรเลียน โอเพน 2011 / ยูเอส โอเพน 2005, 2009, 2010) แต่ดันมาเจ็บข้อเท้าจนต้องขอถอนตัวจากศึกวิมเบิลดันครั้งนี้ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะขออำลารอบที่ 2 หรือจะกลับมาท็อปฟอร์มได้อีกรึเปล่า
ด้านอดีตสาวมือ 1 โลกอีก 3 คน ไม่ว่าจะเป็น ดินารา ซาฟินา (รัสเซีย) วัย 25 ก็หาฟอร์มเก่งไม่เจออีกเลย จนรูดลงไปรั้งอันดับ 64 โลก ส่วน 2 สาวจากเซอร์เบีย คือ เยเลนา แยนโควิช วัย 26 และ อนา อิวาโนวิช วัย 23 ก็ฟอร์มไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยนัก ทำให้ตกลงไปอันดับ 15 และ 18 โลก ตามลำดับ โดยอิวาโนวิชดีกว่าก็ตรงที่เคยคว้าแชมป์แกรนด์สแลมมาแล้ว 1 ครั้ง ในเฟรนช์ โอเพน 2008
สำหรับ แคโรไลน์ วอซเนียกกี (เดนมาร์ก) มือ 1 โลกปัจจุบัน วัย 20 ก็มักเก่งในรายการอื่นๆ แต่พอมาถึงศึกแกรนด์สแลมก็มักพลาดท่าเสียทีจนไปไม่ถึงดวงดาวซักกะที ทำให้ยังคงต้องไล่ล่าความสำเร็จต่อไป เพื่อลบข้อครหา “เจ้าของบัลลังก์หญิงโลกแต่ไร้โทรฟีแกรนด์สแลมประดับบารมี” ซึ่งเธอเองก็คงคับอกคับใจอยู่จนทุกวันนี้ที่ยังไม่สามารถปลดล็อกตัวเองได้เสียที
ว่าถึงเรื่องฝ่ายหญิงซะนาน ขอเข้าเรื่องฝ่ายชายเลยดีกว่า เพราะเท่าที่ทราบกันดี รายการใหญ่ๆ ช่วงนี้ โดยเฉพาะศึกแกรนด์สแลม ยังไงแชมป์ประเภทชายเดี่ยวก็มักหนีไม่พ้นมือท็อป 4 โลก ซึ่งแตกต่างจากประเภทหญิงเดี่ยวโดยสิ้นเชิง ประกอบด้วย ราฟาเอล นาดาล (1/สเปน) วัย 25 โนวัก โจโควิช (2/เซอร์เบีย) วัย 24 โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ (3/สวิตเซอร์แลนด์) วัย 29 และ แอนดี เมอร์เรย์ (4/สกอตแลนด์) วัย 24
โจโควิช...กับฝันที่เป็นจริง
หลังจากได้ทราบกันแล้วว่าแชมป์วิมเบิลดันปีนี้พร้อมเงินรางวัล 1.1 ล้านปอนด์ (ราว 55 ล้านบาท) จะเป็นการแย่งชิงกันระหว่าง “แชมป์เก่า” นาดาล ดีกรีเจ้าของแกรนด์สแลม 10 สมัย (ออสเตรเลียน โอเพน 2009 / เฟรนช์ โอเพน 20052008, 20102011 / วิมเบิลดัน 2008, 2010 / ยูเอส โอเพน 2010) กับ โจโควิช แชมป์แกรนด์สแลม 2 สมัย (ออสเตรเลียน โอเพน 2008, 2011)
โนเล เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศศึกแกรนด์สแลมคอร์ตหญ้าได้เป็นครั้งแรก หลังลงเล่นรอบรองชนะเลิศ เอาชนะ โจวิลเฟรด ซองกา (มือวาง 12/ฝรั่งเศส) 76 (7/4), 62, 67 (9/11), 63 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่ ราฟา ทำลายความฝันเจ้าถิ่นชาวสหราชอาณาจักร ด้วยการแซงชนะ เมอร์เรย์ 57, 62, 62, 64
หนุ่มเซิร์บที่ฟอร์มร้อนแรงสุดๆ ในปีนี้ โดยชนะถึง 47 แมตช์ และแพ้แค่แมตช์เดียวให้เฟเดอเรอร์ ในรอบตัดเชือกศึกเฟรนช์ โอเพน กำลังเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์ให้ตัวเอง ด้วยการขอคว้าแชมป์วิมเบิลดันเป็นครั้งแรก เพราะมันเป็นความฝันของเขามาตั้งแต่เด็กแล้ว
“มันยากที่จะบรรยายความรู้สึกของผมออกมาในตอนนี้ นี่เป็นหนึ่งในความรู้สึกที่ดีที่สุดของผมกับการเล่นเทนนิสเลยทีเดียว ผมฝันมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้นเล่นเทนนิสตอนอายุ 4 ขวบ ความฝันของผมกำลังจะเป็นจริง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ารอบชิงฯ วิมเบิลดัน ผมทำงานหนักมาตลอดทั้งชีวิตเพื่อสิ่งนี้ ดังนั้นการเล่นในวันอาทิตย์นี้ (3 ก.ค.) เป็นเรื่องที่สุดยอดมาก ผมคงต้องฉลองแน่นอน แต่ยังมีอีกเกมที่ต้องลงเล่น” โจโควิช ที่เคยเข้าถึงรอบรองชนะเลิศมา 2 ครั้ง (ปี 2007, 2010) กล่าว
นอกจากนี้ เขายังพูดถึงการผงาดขึ้นเป็นมือ 1 โลก ว่า แน่นอน มันเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากในชีวิตและอาชีพของเขา เนื่องจากกำลังจะเป็นนักเทนนิสที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีกว่าที่นักเทนนิสมือ 1 โลกชายไม่ใช่เฟดเอ็กซ์ (ขึ้นมือ 1 วันที่ 2 ก.พ. 2004) หรือราฟา (เป็นมือ 1 วันที่ 18 ส.ค. 2008)
“เด็กๆ ทุกคนต่างก็มีความฝันที่อยากจะได้บางสิ่งบางอย่างในชีวิต เรามักมีชีวิตอยู่กับความฝันเหล่านี้ ผมเองได้รับแรงสนับสนุนจากครอบครัว รวมทั้งผู้คนรอบข้างที่ทำให้ผมมีโอกาสได้ไปถึงฝั่งฝัน หลังจากได้เห็นโรเจอร์และราฟา ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และพวกเขาไม่เปิดโอกาสให้ผมเป็นมือ 1 โลกบ้างเลย”
ขณะที่ ซองกา ก็ยอมรับความพ่ายแพ้ พร้อมกับยกย่องโจโควิชที่กวาดไปแล้วถึง 7 แชมป์ในปีนี้ ว่าเป็นนักเทนนิสที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้ และบางทีอาจเก่งที่สุดอีกด้วย
นาดาล...ยันมือ 1 ไม่ใช่เป้า
“เอล มาทาดอร์” นาดาล ไม่แพ้ในศึกวิมเบิลดันมา 20 แมตช์ติดต่อกันแล้ว นับแต่พ่ายเฟเดอเรอร์ เมื่อปี 2007 โดยเข้ารอบชิงฯ คราวนี้เป็นครั้งที่ 5 พร้อมด้วยสถิติ เฮดทูเฮด ที่เหนือกว่าโจโควิช โดยเจอกันมาทั้งหมด 27 ครั้ง นาดาล ชนะ 16 โจโควิช ชนะ 11 แต่หากเทียบฟอร์มล่าสุดจาก 4 ครั้งที่ดวลกันในปีนี้ นักหวดกล้ามโตจากแดนกระทิงแพ้เรียบเลย
“ผมเคยพูดมาตลอดว่า แม้ผมจะเป็นมือ 3 หรือ 4 แล้วขึ้นเป็นมือ 1 โลก มันไม่ใช่เป้าหมายของผม สำหรับผมแล้วเป้าหมายใหญ่คือการได้ลงแข่งขันด้วยสภาพร่างกายที่ดีพร้อม แม้วันนี้ผมจะเสียมือ 1 ให้กับคนที่เล่นได้อย่างน่าเหลือเชื่อมากในช่วงครึ่งปีแรก เขา (โนวัก) ก็สมควรขึ้นเป็นมือ 1 คนใหม่แทน เราควรที่จะแสดงความยินดีกับเขาด้วย เพราะทำผลงานได้น่าประทับใจมาก” นาดาล กล่าว
นอกจากนี้ เขายืนยันหนักแน่นด้วยว่า ยังคงมีความสุขกับทุกอย่างที่ได้ทำลงไป และยังมีโอกาสที่จะกลับไปเป็นมือ 1 อีกสัก 23 ครั้ง แต่ก็อดแสดงความเสียใจกับเมอร์เรย์ไม่ได้ที่ต้องร่วงรอบตัดเชือก โดยบอกว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับหนุ่มแดนวิสกี้ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในแมตช์นี้ท่ามกลางแฟนๆ เจ้าถิ่นจำนวนมาก พร้อมกับอวยพรให้เมอร์เรย์ได้พบกับสิ่งที่ดีที่สุดในช่วงที่เหลือของปีนี้
ส่วนเรื่องทำลายสถิติแชมป์แกรนด์สแลมสูงสุด 16 สมัยของเฟเดอเรอร์ (ออสเตรเลียน โอเพน 2004, 2006, 2007, 2010 / เฟรนช์ โอเพน 2009 / วิมเบิลดัน 2003-2007, 2009 / ยูเอส โอเพน 2004-2008) นั้น นาดาล บอกว่า ยอดนักหวดสวิสยังมีโอกาสที่จะทำเพิ่มได้อีก
“16 สมัยเหรอ? ผมคิดถึงแค่แชมป์ 10 สมัยที่ผมมีอยู่ที่บ้าน ผมไม่ได้มี 11 12 หรือ 15 สมัย แล้วยิ่ง 16 สมัย มันยังไกลมาก ผมเชื่อว่าโรเจอร์ก็คงไม่หยุดตัวเลขอยู่แค่นั้น ขอบอกอย่างจริงๆ เลยว่า ยังแฮปปี้กับ 10 สมัยที่ได้มา”
ส่วนผู้ผิดหวังอย่างเมอร์เรย์ หลังแฟนๆ เจ้าถิ่นคอยนักเทนนิสสหราชอาณาจักรคว้าแชมป์วิมเบิลดันมา 70 กว่าปีแล้ว และยังต้องรอต่อไป ก็บอกว่าเคยเอาชนะนาดาลได้ในยูเอส โอเพน และออสเตรเลียน โอเพน ซึ่งต้องเล่นด้วยความอดทน แต่การดวลแร็กเกตกับสุดยอดนักเทนนิส ต้องเล่นให้แตกต่างจากทุกครั้ง เพราะพวกเขาสามารถเปลี่ยนเกมได้ตลอด ดังนั้นต้องปรับตัวให้ทัน
ศึกวิมเบิลดันนัดชิงฯ วันนี้ รักใครชอบใครก็ตามเชียร์เอาเอง เป็นห่วงก็แต่ราฟาที่เท้าซ้ายมีอาการเจ็บจนต้องฉีดยาลงแข่งนั้น อย่าเดี้ยงกลางคันจนต้องยอมแพ้โนเลก็แล้วกัน เดี๋ยวงานจะกร่อยหมดสนุกซะเปล่าๆ







