
ซีพีเอฟหันใช้พลังงานแสงอาทิตย์
การใช้พลังงานเชื้อเพลิงในปริมาณมหาศาล กลายเป็นปัญหาสะสมที่ส่งผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันภาครัฐและเอกชนต่างหันมาตระหนักและให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์พลังงานกันมากขึ้น นำไปสู่การเสาะแสวงหาพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานลม พลังงานน้ำ หรือการผลิตไบโอแก๊ส ฯลฯ ล้วนเป็นหนทางสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นมูลเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน
การใช้พลังงานเชื้อเพลิงในปริมาณมหาศาล กลายเป็นปัญหาสะสมที่ส่งผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันภาครัฐและเอกชนต่างหันมาตระหนักและให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์พลังงานกันมากขึ้น นำไปสู่การเสาะแสวงหาพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานลม พลังงานน้ำ หรือการผลิตไบโอแก๊ส ฯลฯ ล้วนเป็นหนทางสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นมูลเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟก็เป็นองค์กรหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม จึงได้คิดค้นพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง มีการนำของเสียประเภทมูลสัตว์ภายในฟาร์มเลี้ยงสัตว์มาผลิตเป็นไบโอแก๊ส รวมถึงการผลิตไบโอแก๊สจากระบบบำบัดน้ำเสียภายในโรงงาน ผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว ล่าสุด โรงงานแปรรูปเนื้อไก่มีนบุรี ก็ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้โครงการผลิตน้ำร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบผสมผสาน สำหรับผลิตน้ำร้อนป้อนเข้าหม้อไอน้ำทดแทนการใช้น้ำมันเตา
วิธีการก็คือ นำน้ำอุณหภูมิปกติ (30 องศาเซลเซียส) มาทำให้ร้อนขึ้นเป็น 60 องศาเซลเซียส ด้วยวิธีแลกเปลี่ยนความร้อนจากแสงอาทิตย์ผ่านชุด Solar Collector จำนวน 195 แผง มีพื้นที่รับแสง 2.56 ตารางเมตร/แผง คิดเป็นพื้นที่รับแสงรวม 499.2 ตารางเมตร จะทำให้ได้น้ำร้อนที่ผลิตจากชุด Solar Collector ประมาณ 20ล้านลิตร/ปี
โครงการนี้เกิดจากหลักการที่ว่า “อย่ามองของเสียเป็นเพียงขยะ เพราะมันมีพลังงานแฝงอยู่” ดังนั้นจึงนำน้ำร้อนที่ได้จากชุดแลกเปลี่ยนความร้อนจากปล่องไอเสียของหม้อไอน้ำที่อุณหภูมิ 210 องศาเซลเซียส มาแลกเปลี่ยนกับน้ำที่อุณหภูมิปกติ (30 องศาเซลเซียส) ให้สูงขึ้นเป็น 60 องศาเซลเซียสนั้น สามารถผลิตน้ำร้อนได้ 10 ล้านลิตร/ ปี รวมปริมาณน้ำร้อนที่ผลิตได้ทั้ง 2 ระบบ คิดเป็น 30 ล้านลิตร/ปี โดยปริมาณน้ำร้อนทั้งหมดนี้จะนำไปใช้เป็นน้ำป้อนเข้าหม้อไอน้ำในกระบวนการผลิต สามารถลดการนำเข้าน้ำมันเตาที่เคยใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไอน้ำได้ถึง 146,283 ลิตร/ปี คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 2.7 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 432 ตันคาร์บอนไดออกไซด์/ปี หรือเทียบเท่าการปลูกป่า 2.4 ไร่
พร้อมกันนี้ โรงงานแปรรูปเนื้อไก่มีนบุรีของซีพีเอฟได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทตัวแทนของประเทศไทยเข้าร่วมโครงการบัญชีบริหารสิ่งแวดล้อม (Environments Management Accounting : EMA) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยวิธีนำข้อมูลทางด้านบัญชีมาวิเคราะห์ขบวนการเพื่อหาจุด Hot Spot หรือจุดที่มีการใช้พลังงานสูง แล้วนำมาจัดทำโครงการเพื่อลดการใช้พลังงานต่างๆ ภายในบริษัทต่อไป
นับเป็นวิธีที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศแถบยุโรป โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนจากมหาวิทยาลัย Luenburg ประเทศเยอรมนี เข้ามาเป็นที่ปรึกษาโครงการ ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนีผ่านทาง Asian Society For Environmental Protection (ASEP) และโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนเงินลงทุนส่วนหนึ่งจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน
นี่เป็นเพียงผลงานของโรงงานแห่งเดียวในประเทศไทยเท่านั้น ลองคิดดูว่า หากทุกโรงงาน ทุกองค์กรต่างไม่หยุดนิ่งและมุ่งมั่นที่จะคิดค้น สรรหา รวมถึงลงมือปฏิบัติต่อการอนุรักษ์พลังงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ก็จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดการใช้พลังงานสิ้นเปลืองได้อีกมากโข และจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและเศรษฐกิจของบ้านเราได้มหาศาลทีเดียว







