
ขบวนการค้าสัตว์ป่าเงินทุนหนาฆ่าไม่ตาย
รู้กันดีว่ามูลค่าของขบวนการนอกกฎหมายในเมืองไทยที่มหาศาลที่สุดเป็นของ “แก๊งค้ายาเสพติด”
รู้กันดีว่ามูลค่าของขบวนการนอกกฎหมายในเมืองไทยที่มหาศาลที่สุดเป็นของ “แก๊งค้ายาเสพติด”
โดย วัสยศ งามขำ
แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าธุรกิจนอกกฎหมายที่มีมูลค่ารองลงมาคือ องค์กรอาชญากรรมรูปแบบใด และหากตำรวจอย่าง พ.ต.ท.อรรถพล สุดสาย ไม่เฉลย พวกเราก็คงไม่รู้เลยว่า “ขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่า” นี่แหละที่สร้างรายได้เป็นเบอร์สองรองลงมาจากขบวนการค้ายานรก
“ขบวนการที่สร้างมูลค่าเงินนอกกฎหมายมาเป็นที่สอง คือลักลอบค้าสัตว์ป่า หลายคนไม่รู้ รวมทั้งตำรวจ ก็เลยไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนัก ทั้งที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองว่าเป็นเป้าหมายที่อยู่ในขบวนการค้าสัตว์ป่า” พ.ต.ท.อรรถพล สารวัตรประจำ กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เผยให้ฟังชัดๆ
ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามขบวนการค้าสัตว์ป่ามากนัก แต่หลังจากที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ปรับโครงสร้างใหม่ ทำให้นายตำรวจอย่าง พล.ต.ต.มิสกวัน บัวรา ผู้บังคับการ บก.ปทส. ให้ความสำคัญกับการติดตามดมกลิ่นขบวนการนี้อย่างต่อเนื่อง
และนั่นทำให้ สารวัตรฯ อรรถพล เข้าไปสู่การสืบสวนจับขบวนการนี้อย่างเต็มตัว จนคล้ายกลายเป็นนักสืบสัตว์ “เอช เวนทูรา” (Ace Ventura) แม้ว่าปัจจุบันเขาจะมีทีมงานนักสืบอยู่น้อยนิดก็ตาม
เขาเปิดฉากเล่าให้ฟังว่า ข้อมูลจากองค์กรเอกชนที่ต่อต้านการค้าสัตว์ป่าในเอเชียอาคเนย์ พบว่า บ้านเราเป็นช่องทางหนึ่งที่ขบวนการค้าสัตว์ป่าใช้เป็นช่องทางผ่าน โดยมีเป้าหมายคือตลาดใหญ่ในประเทศจีน เนื่องจากมีความเชื่อในการบริโภคสัตว์ที่ต้องเรียกว่า “สัตว์ประหลาด” คนทั่วไปไม่กินกัน เพราะคนเหล่านี้เชื่อว่าสัตว์บางประเภทมีฤทธิ์เป็นยาที่ทั้งบำรุงกำลัง บางประเภทก็กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ นั่นจึงทำให้จีนเป็นตลาดการค้าสัตว์ป่าแบบมโหฬาร และยากที่จะหยุดยั้งในการนำเข้า โดยเฉพาะ “ตัวนิ่ม” และ “เสือโคร่ง”
ปัจจุบันสัตว์ทั้งสองชนิดเหลืออยู่น้อยเต็มทีในประเทศไทย แต่ยังคงมีมากในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่ขบวนการค้าสัตว์จะต้องใช้เมืองไทยเป็นทางผ่านเพื่อไปถึงปลายทาง โดยที่ผ่านมามีการขนย้ายส่งสัตว์เหล่านี้กันหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางทะเล ทางอากาศยาน และทางบก
“ปกติแล้วพวกนี้จะใช้รถกระบะบ้าง หรือรถห้องเย็น ลักลอบขนสัตว์มาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือไม่ก็ จ.สตูล ก่อนที่จะข้ามแม่น้ำโขงไปยังประเทศลาว เข้าเวียดนาม ทะลุไปถึงประเทศจีน” สารวัตรฯ อรรถพล กล่าวและยอมรับว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะจับกุมขบวนการนี้ เพราะส่วนใหญ่มักจะมีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็น บางหน่วยงานรับเงินสินบน เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่ขบวนการใหญ่เหมือนพวกค้ายาเสพติด โดยที่ไม่รู้เลยว่ามันก็สร้างรายได้มูลค่ามหาศาลให้กับขบวนการนี้ วิธีการเดียวที่จะจับได้คือการใช้สายลับ แต่ก็น้อยครั้งนักที่สายลับจะเข้าถึง
พ.ต.ท.อรรถพล เปิดแฟ้มให้ดูว่า ปกติแล้วขบวนการค้าสัตว์ป่าโดยเฉพาะตัวนิ่มและซากเสือโคร่งจะข้ามแม่น้ำโขงไปยังลาวหลายร้อยช่องทางตลอดริมฝั่งน้ำ แต่ที่นิยมและพบมากกว่าจุดอื่นๆ คือ ที่ อ.เมือง บุ่งคล้า รัตนวาปี โพนพิสัย จ.หนองคาย และ จ.บึงกาฬ เนื่องจากแนวชายฝั่งโขงยังคงเป็นป่าง่ายต่อการหลบเจ้าหน้าที่
ทั้งนี้ ขบวนการจะแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่มากนักก็สามารถนำตัวนิ่มหรือเสือข้ามแม่น้ำโขงได้แล้ว ซึ่งนั่นก็หมายความว่าการดมกลิ่นที่ผ่านมาก็ไม่เกิดอะไรขึ้นหากตำรวจทำงานช้าเพียงนิด
“ทุกวันนี้ขบวนการพยายามปรับเปลี่ยนวิธีการขนส่ง จากเดิมที่ขนครั้งละเยอะๆ โดยใช้รถหกล้อ ระยะหลังก็พรางตาเจ้าหน้าที่ด้วยการใช้รถยนต์ แต่ใช้หลายคัน ทำให้ตำรวจไม่รู้สึกผิดสังเกต” สารวัตรฯ อรรถพล ยังบอกว่า เมื่อการขนส่งยากขึ้น ราคาของสัตว์พวกนี้ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย เสือโคร่งทุกชิ้นส่วนเป็นเงินทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่ฟันไปยังเลือดก็ยังมีคนซื้อไปกิน ในขณะที่ตัวนิ่มราคาขยับขึ้นมาไม่เบา จากที่ขนมาจากภาคใต้กิโลกรัมละ 400 บาท เมื่อข้ามแม่น้ำโขงไปได้จะมีราคาสูงถึง 6,000 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาชิ้นส่วนของเสือโคร่งขึ้นอยู่กับออร์เดอร์ที่สั่ง ราคาของหนังเสือขึ้นอยู่กับลายและขนาด แต่ต่ำๆ ก็มีราคาเป็นแสน เขี้ยวส่วนใหญ่จะขายในเมืองไทย เพื่อเอาไปทำเป็นวัตถุมงคล ราคาเบื้องต้นจะอยู่ที่ชิ้นละ 1-2 หมื่นบาท
ขณะที่อวัยวะเพศที่คนจีนเชื่อว่ากินแล้วจะดึ๋งดั๋งปึ๋งปั๋งพลังม้านั้นต้องสั่งจองเป็นพิเศษ เนื่องจากตัวเดียวมีอันเดียว ราคาจะอยู่ที่ชิ้นละ 3-5 หมื่นบาท ส่วนเนื้อและกระดูกขายรวมกันอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 5,000-6,000 บาท ส่วนเลือดขึ้นอยู่กับราคาที่ต่อรองกัน โดยจะเอาไปทำยาดอง แทบไม่น่าเชื่อเสือโคร่งบางตัวราคาเป็นล้านบาททีเดียว
ในขณะที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนจังหวัดหนองคาย ให้ข้อมูลว่า ขบวนการค้าสัตว์พวกนี้จะทำกันเป็นทีม น้อยครั้งที่จะถูกจับได้ การขนย้ายจะใช้วิธีคล้ายกับขบวนการค้ายาเสพติด คือ จะมีรถนำทางคอยสังเกตดูด่านตรวจ
หากพบด่านก็จะส่งสัญญาณให้หลบออกนอกเส้นทาง และหากมาถึงจุดที่นัดส่งมอบของแล้วก็จะชะลอรถและโยนกระสอบที่ใส่สัตว์เหล่านี้ลงข้างทาง โดยจะมีคนงานอีกชุดที่มารอรับสินค้าและเก็บไปลงเรืออย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะแยกย้ายกันหลบหนี
ด้าน พล.ต.ต.ชัยทัต รุ่งแจ้ง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ บอกว่า รู้ถึงความเคลื่อนไหวของขบวนการค้าสัตว์ป่าเหล่านี้มานานแล้ว แต่ปัญหาของการจับกุมคือขบวนการนี้สามารถนำสัตว์ข้ามแม่น้ำโขงได้มากมายหลายช่องทาง ยากแก่การป้องกัน ปัจจุบันตำรวจบึงกาฬมีมาตรการที่รัดกุมขึ้นคือ ให้ตำรวจทุกโรงพักตั้งด่านตรวจรวมวันละ 14 จุด ตลอดแนวลำน้ำโขงที่ติดกับ จ.บึงกาฬ ราว 120 กิโลเมตร ด่านตรวจจะปรับเปลี่ยนไปเรื่อยตามความเหมาะสม วิธีการนี้อาจจะหยุดขบวนการนี้ได้ หรือไม่ก็ทำให้ขบวนการทำงานยากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังไม่ให้ความสำคัญ โดยยกเรื่องนี้มาเป็นนโยบายในการปราบปรามเช่นเดียวกับยาเสพติด การจับกุมก็มีอุปสรรค เพราะความเชื่อของมนุษย์ที่เกี่ยวกับการบริโภคอาหารและยาชูกำลัง หรือยาเสริมสมรรถภาพทางเพศยังเป็นสิ่งจูงใจให้ซื้อหามารับประทาน ขณะที่ผู้ค้าก็เสี่ยงกับเงินก้อนโตหากรอดพ้นสายตาเจ้าหน้าที่ หรือหากเจ้าหน้าที่รับสินบนเสียเอง







