
ชีวิตในมุมอับแสง
คอเพลงตัวยงคงรู้จักชื่อร็อกสตาร์ “เอียน เคอร์ติส” กันดีอยู่แล้ว เพราะเขาคือ ไอดอลแห่งยุค 1970 ที่โด่งดัง
คอเพลงตัวยงคงรู้จักชื่อร็อกสตาร์ “เอียน เคอร์ติส” กันดีอยู่แล้ว เพราะเขาคือ ไอดอลแห่งยุค 1970 ที่โด่งดัง
โดย...อัคร เกียรติอาจิณ
คอเพลงตัวยงคงรู้จักชื่อร็อกสตาร์ “เอียน เคอร์ติส” กันดีอยู่แล้ว เพราะเขาคือ ไอดอลแห่งยุค 1970 ที่โด่งดังขนาดวัยรุ่นอยากเจริญรอยตามเขา ในฐานะนักร้อง สุดโจ๋ผู้หลงใหลวรรณกรรม
แต่อีกมุมหนึ่งของชีวิต นักร้องคนนี้ก็ได้สะท้อนถึงด้านมืดที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นความเจ้าชู้ ขี้ยา รวมทั้งการฆ่าตัวตายอย่างเป็นปริศนาในวัยเพียง 20 ต้นๆ
เรื่องราวของนักร้องนำวงจอย ดิวิชัน ถูกหยิบมาเล่าใหม่ผ่านสายตาของผู้กำกับชาวดัตช์ “แอนตัน คอร์บิน” (Devotional ปี 1993 / One Night in Paris ปี 2002) ที่สำคัญยังเป็นหนังขาว-ดำทั้งเรื่องอีกด้วย
นับเป็นความกล้าและบ้าบิ่นทีเดียวกับการทำหนังขาว-ดำในยุคนี้ เพราะนอกจากจะกำลังอยู่บนความเสี่ยงหลายๆ อย่าง เช่น การถ่ายทำ งบประมาณ และที่มองข้ามไม่ได้คือรายได้
แต่สำหรับผู้กำกับวัย 53 คนนี้ กลับทำลายกำแพงสูงหนานั้นสำเร็จ โดยอาศัยความที่เคยเป็นช่างภาพมาต่อยอด หนังเด่นด้วยมุมกล้อง สื่ออารมณ์ตัวละคร ขณะเดียวกันก็บอกนัยสำคัญของเรื่องได้อย่างกลมกลืน
สีขาว-ดำไม่ใช่จุดด้อยที่หลายคนคาดการณ์ ตรงกันข้ามการเป็นหนังขาว-ดำกลับทำให้เรื่องราวชีวิตของร็อกสตาร์ทรงพลังและน่าติดตามยิ่งขึ้น
บรรยากาศหนังชวนรำลึกถึงยุคที่คุณพ่อยังหนุ่ม คุณแม่ยังสาว แฟชั่นเซตซิกซ์ตีส์ถูกนำมาใช้เป็นสีสันของหนัง ถ้าเป็นหนังสีคงได้อารมณ์จี๊ดจ๊าดกว่านี้ แต่ถึงอย่างนั้นสีขาว-ดำก็ทำให้สนุกไปอีกแบบ โดยเฉพาะการเล่นกับจินตนาการ
หนังฉายภาพชีวิตของเอียน เคอร์ติส ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วงการดนตรี และจบท้ายด้วยความโศกเศร้าเมื่อเขาต้องจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ โดยได้ร็อกเกอร์หนุ่มตัวจริงชาวเมืองผู้ดี “แซม ไรลีย์” แห่งวง 10,000 ทิงส์ มารับบทพังก์ร็อกเจ้าของตำนาน
เป็นการแสดงบทนำครั้งแรกในชีวิตของแซม ไรลีย์ (Law & Order : Criminal Intent ปี 2005 / 24 Hour Party People ปี 2002 เป็นแค่ตัวประกอบ) แต่เขาก็ไม่สร้างความผิดหวังเลย คาแรกเตอร์เด็กหนุ่มชอบทำตาขวาง ดื่มจัด สูบจัด มีโลกส่วนตัวสูง ทำให้เขา เป็นเสมือนตัวแทนของเอียน เคอร์ติส ที่ กลับชาติมาเกิด ยิ่งฉากร้องเล่นเต้นบนเวที แซม ไรลีย์ ยอดเยี่ยมมากๆ แทบไม่ต่างกับการดูคอนเสิร์ต เพราะสนุกเหลือร้าย ก็สมแล้วละที่เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายมาครองถึง 2 เวที คือ เทศกาลหนังนานาชาติชิคาโก และเทศกาลหนังนานาชาติเอดินเบอระ
ขณะที่ตัวผู้กำกับและหนังก็ไม่น้อยหน้า เมื่อสามารถกวาดกล่องไปนอนกอดเยอะทีเดียว เช่น เทศกาลหนังอิสระของอังกฤษ ชนะในสาขาผู้กำกับ เทศกาลหนังเมืองคานส์ พิชิตรางวัลโกลเดน คาเมรา เทศกาลหนังนานาชาติเอดินเบอระ ได้ในสาขาผู้กำกับหน้าใหม่ เทศกาลหนังเมืองฮัมบูร์ก ชนะเลิศสายหนังวิพากษ์สังคม และเทศกาลหนังกรุงลอนดอน คว้าสาขาผู้กำกับที่น่าจับตามอง
ใครที่อยากเดินบนเส้นทางดนตรี หนังเรื่องนี้ถือเป็นแรงบันดาลใจได้ดี และเอียน เคอร์ติส คือคนต้นแบบที่เป็นเสมือนตะเกียงส่องนำทาง
ไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับเด็กหนุ่มที่ไม่ได้เกิดมารวย โตมาก็ได้เรียนกีตาร์ เรียนเปียโนตั้งแต่เล็กๆ หรือมีบรรพบุรุษเป็นศิลปิน จนซึมซับอยากเป็นเหมือนคนในครอบครัวบ้าง
เมื่อเงื่อนไขไม่เข้าข่ายสักอย่าง คงมีเพียงพรสวรรค์เท่านั้นที่จะช่วยให้การเป็นนักดนตรีถึงฝั่งฝันได้ เอียน เคอร์ติส ก็เช่นกัน เขาเริ่มจากความรักกับพรสวรรค์ทั้ง 2 อย่าง คือ แรงผลักดันกันและกัน เมื่อบวกกับความขยัน ไม่ย่นย่อต่อขวากหนาม ฝันที่ไกลก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม
การทำความฝันให้สำเร็จเป็นรูปธรรม คือสุขอันยิ่งใหญ่และไม่มีอะไรเปรียบปาน แต่บางคนก็อาจมีเวลาสัมผัสความสุขสั้นเกินไป เพราะมัวแต่หลงมัวเมากับความสุข จนมองข้ามที่จะรักษามันไว้อย่างยั่งยืน
บางมุมที่หนังนำเสนอชีวิตของเอียน เคอร์ติส ในตอนที่เขาอิ่มเอมกับความสุข ชื่อเสียง เงินทอง ผู้หญิง ต่างหลั่งไหลเข้ามาโดยมิได้นัดหมาย ช่างเป็นภาพที่น่าอิจฉา แต่พอหนังตัดภาพที่นักร้องหนุ่มตกอยู่ในสถานการณ์ต่างๆ ประดังเกิดพร้อมกัน คอนเสิร์ตเจ๊ง ทะเลาะกับเพื่อนร่วมวง เมาแอ๋ทุกวัน มีปากเสียงกับภรรยา ฯลฯ นั่นคือภาพแสนโศกาผสมอารมณ์สมน้ำหน้า
ชื่อหนัง Control ก็อาจตีความถึงชีวิต 2 ด้านของเอียน เคอร์ติส ความจริงมันควบคุมได้ ไม่ว่าตัวเอง หรือสถานการณ์ แต่สุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ไม่สามารถควบคุมอะไรสักอย่างไว้ได้เลย
หรือว่าการตายอย่างเป็นปริศนาของร็อกสตาร์ขวัญใจวัยรุ่น อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่เจ้าตัวสามารถควบคุมได้ หนังทิ้งคำถามนี้ไว้ให้คนดูคิดต่อ พร้อมกับเฟดเรื่องราวทั้งหมดหายไปในเงามืด







