
ลักกีอินเลิฟ-ลักกีอินเกม
หากย้อนกลับไปตอนที่ แอนดี เมอร์เรย์ (มือ 4 โลก/สกอตแลนด์)
หากย้อนกลับไปตอนที่ แอนดี เมอร์เรย์ (มือ 4 โลก/สกอตแลนด์)
โดย.....เด็กสวนฯ
อุตส่าห์เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ศึกเทนนิสแกรนด์สแลมแรกของฤดูกาล “ออสเตรเลียน โอเพน” เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แล้วต้องอกหักพ่ายแพ้ให้แก่ โนวัก โจโควิช (2/เซอร์เบีย) 3 เซตรวดแบบสู้ไม่ได้เลย มันทำให้หนุ่มจากแดนวิสกี้ถึงกับเสียเซลฟ์หมดความมั่นใจในตัวเองไปเลยทีเดียว และนับแต่นั้นมาฟอร์มก็รูดลงเรื่อยๆ โดยร่วงแค่รอบต้นๆ ไปหลายรายการทีเดียว
เนื่องจากปีที่แล้วก็เพิ่งปราชัย โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ (3/สวิส) 3 เซตรวดในรอบชิงที่แดนจิงโจ้มาแล้วเช่นกัน แถมก่อนหน้านี้เคยเข้าชิงแกรนด์สแลมสุดท้ายของซีซัน “ยูเอส โอเพน” เมื่อปี 2008 มาแล้วด้วย และก็แพ้ เฟเดอเรอร์ เจ้าเก่า 3 เซตรวดเหมือนกัน
เท่ากับว่า เมอร์เรย์ วัย 24 เข้าชิงระดับแกรนด์สแลมมาถึง 3 ครั้ง ทำได้แค่เป็นท่านรอง (แชมป์) เท่านั้น ยังไม่สามารถผงาดชูโทรฟีบิ๊กทัวร์นาเมนต์ได้เลย
ที่สำคัญคือ เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวที่เติบโตมาด้วยกันอย่าง ราฟาเอล นาดาล (1/สเปน) วัย 25 และ โจโควิช วัย 24 เท่ากัน ต่างก็ไปทิ้งห่างเขาไปเยอะแล้ว โดย นาดาล ไม่เพียงแย่งมือ 1 โลกมาจาก เฟเดอเรอร์ ยังครองแชมป์แกรนด์สแลมได้ครบทั้ง 4 รายการ แถมกวาดไปถึง 10 สมัย (ออสเตรเลียน 2009/เฟรนช์ โอเพน 2005-2008, 2010-2011/วิมเบิลดัน 2008, 2010/ยูเอส โอเพน 2010)
ขณะที่ โจโควิช แม้เพิ่งซิวแชมป์ออสเตรเลียนฯ มา 2 สมัย (2008, 2011) แต่การที่สามารถปราบ นาดาล บนคอร์ตดินที่นักหวดแดนกระทิงถนัดได้ถึง 2 รายการติดๆ ในศึกระดับมาสเตอร์สซีรีส์อย่าง มาดริด โอเพน และ โรม มาสเตอร์ส นั้น ถือว่าทำเอา นาดาล รู้สึกอายไม่น้อยเลยกับฉายา “ราชาคอร์ตดิน” ที่ผู้คนพากันขนานนามให้ ก่อนจะมากู้หน้าคว้าแชมป์เฟรนช์ฯ สมัยที่ 6 ด้วยการเอาชนะ เฟเดอเรอร์ ในรอบชิงฯ
ณ ตอนนี้รู้สึกว่า เมอร์เรย์ ที่จะนำทัพมือท็อป 10 โลกอย่าง โรบิน โซเดอร์ลิง (5/สวีเดน) และ กาเอล มงฟิลส์ (8/ฝรั่งเศส) มาลงเล่นศึกพีทีที ไทยแลนด์ โอเพน 2011 ณ อิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี (24 ก.ย.2 ต.ค.) กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟอร์มเก่งกลับมา หลังคว้าแชมป์เปิดซีซันคอร์ตหญ้า “เอกอน แชมเปียนชิพ” ที่กรุงลอนดอน, อังกฤษ ด้วยการแซงเอาชนะ โจวิลเฟรด ซองกา (ฝรั่งเศส) 21 เซต ในรอบชิงฯ ซึ่งทำให้เรียกความมั่นใจกลับมามหาศาล จนกล้าประกาศขอประเดิมแชมป์แกรนด์สแลมแรกให้ตัวเองซะที ในศึกใหญ่คอร์ตหญ้า “วิมเบิลดัน” ปีนี้ (20 มิ.ย.3 ก.ค.)
การเล่น วิมเบิลดัน ในกรุงลอนดอน ก็เหมือนกับ เมอร์เรย์ ลงแข่งในบ้านตัวเองเช่นกัน เพราะยังไงก็สหราชอาณาจักรด้วยกันอยู่แล้ว เสียงเชียร์ “แอนดี แอนดี” มีเพียบแน่
และไม่ใช่แค่กำลังใจจากแฟนหวดลูกสักหลาดเจ้าถิ่นเท่านั้นที่จะช่วยหนุนให้เขาฟอร์มในสนามดีขึ้นไปอีก แต่ช่วงนี้ฟอร์มนอกคอร์ต เมอร์เรย์ ก็ยังถึงพีกเช่นกัน
แน่นอนคงไม่พ้นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของเขากับ คิม เซียร์ส วัย 23 ลูกสาวของ ไนเจล โค้ชของ แดเนียลา ฮันตูโชวา นักหวดสาวสวยจากสโลวาเกีย ซึ่งรู้จักกันในคอร์ตตอนศึกยูเอส โอเพน 2005 โน่นแน่ะ
ตอนนี้ความรักของทั้งคู่กำลังเบ่งบานจนเป็นที่อิจฉาตาร้อนของบรรดาผู้ที่พบเห็น โดยทัวร์นาเมนต์ล่าสุด สาวคิมมาเคียงคู่กับหนุ่มแอนดีตลอด พร้อมคอยให้กำลังใจติดขอบสนามจนกระทั่งคว้าแชมป์ สงสัยห่างกันแค่เวลาแฟนหนุ่มลงเล่นเท่านั้นเองมั้ง แถมยังออกอาการลุ้นจัดระหว่างที่ เมอร์เรย์ กำลังหวดด้วย
ในที่สุดทั้งสองก็ควงกันไปฉลองแชมป์เอกอนฯ สมัยที่ 2 ของ เมอร์เรย์ แบบสุดสวีตที่ภัตตาคาร “โนบุ” กลางกรุงลอนดอน ก่อนจะไปฉลองกันแบบตัวต่อตัวไม่มีรุม เอ้ยไม่ใช่...ไม่ต้องแคร์สายตาชาวบ้าน ณ บ้านพักสุดหรูของยอดนักหวดแถวย่านเซอร์เรย์
หากจำกันได้ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทั้งคู่เคยตกลงที่จะแยกถอยห่างจากกัน เนื่องจาก เมอร์เรย์ เอาแต่ทุ่มเทกับการตระเวนแข่งยังต่างประเทศจนตอนนี้กวาดแชมป์หวดอาชีพมาแล้ว 17 รายการ แต่พอมีเวลาอยู่ด้วยกันนี่ซิ พ่อหนุ่มหัวหยอยดันยังทำหน้าเอ๋อ (อันนี้ว่าเองนะ) เล่นแต่วิดีโอเกมเหมือนกับเด็กๆ จน คิม ถึงกับน้อยอกน้อยใจขอไปดีฝ่า
ครั้นเมื่อทั้งคู่เริ่มกลับมาคืนดีสานรักกันต่อเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา เมอร์เรย์ คงเริ่มเป็นผู้ใหญ่ขึ้น สงสัยคงคึกขึ้นด้วย จึงเริ่มหันมาเอาใจแฟนมากขึ้น และแล้วฝ่ายสาวก็เก็บเสื้อผ้าไปอยู่ด้วยซะเลย
“ไม่ว่าผลงานบนคอร์ต (เทนนิส) ของผมจะเป็นอย่างไร แต่ขอบอกเลยว่า เรื่องความรักของผมนั้น มันกลับมามีชีวิตชีวากว่าเดิมซะอีก” เมอร์เรย์ กล่าว
ยังไงก็บันยะบันยังบ้างนะ เดี๋ยวจะมีชีวิตใหม่เกิดมาก่อนเวลาที่เหมาะสม
ลักกีอินเลิฟ...น่ะ เห็นกันแล้ว แต่หากจะให้ลักกีอินเกม...สุดๆ ต้องเอาแชมป์วิมเบิลดันมาให้ได้นะ เมอร์เรย์...จะรอดู







