
“วรพจน์ พันธุ์พงศ์” วางปากกาเปิดใจ
หลังถูกโยนคำถามเกี่ยวกับตัวตนและอุดมการณ์ทางการเมือง เขาตอบดุดันภายใต้อารมณ์คุกรุ่นอันหลงเหลือจากสงครามกลางเมืองที่จบลงอย่างเจ็บปวดรวดร้าว ท่ามกลางควันไฟ เลือดเนื้อ และคราบน้ำตาประชาชน
หลังถูกโยนคำถามเกี่ยวกับตัวตนและอุดมการณ์ทางการเมือง เขาตอบดุดันภายใต้อารมณ์คุกรุ่นอันหลงเหลือจากสงครามกลางเมืองที่จบลงอย่างเจ็บปวดรวดร้าว ท่ามกลางควันไฟ เลือดเนื้อ และคราบน้ำตาประชาชน
โดย.. อินทรชัย พาณิชกุล
“เราไม่ใช่คนเสื้อแดง เราอ่อนแอเกินกว่าที่จะเป็นคนเสื้อแดง”
ประโยคกร้าวบนรอยยิ้มไหม้เกรียมของนักเขียนหนุ่มผู้เงียบขรึม วรพจน์ พันธุ์พงศ์
กว่า 20 ปี บนถนนหนังสือและสนามข่าว คงไม่มีช่วงเวลาใดที่จะขมขื่นมากไปกว่านี้อีกแล้ว ในวันที่สังคมไทยแตกแยกทางความคิดครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดวรพจน์และเพื่อนนักเขียนอีกหลายนาม ถูกพิพากษาตราหน้าว่าเป็นนักเขียนเสื้อแดง โดนเข่นฆ่าทำลายล้างด้วยคมปากและปากกา
“การเป็นคนเสื้อแดงต้องเข้มแข็ง ทุกวันนี้การใส่เสื้อแดงประกาศตัวเดินไปตามถนน โอกาสที่จะถูกกระทืบมีเยอะ แต่พวกเขากล้าหาญ เราชื่นชมการกล้าหาญนั้น เราชอบคนที่กล้าจะแสดงความคิดเห็น กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองเป็น
ใครจะด่าว่ายังไง มันก็เป็นเรื่องคนอื่นเขาพูด แต่เราคิดว่าตัวเองเป็นสื่อมวลชนอิสระ ไร้ค่าย ไร้สังกัด เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น บ้านเมืองมีปัญหา เราก็คิดว่าควรศึกษาทั้งสองขั้วการเมือง ไม่ว่าจะเสื้อเหลือง เสื้อแดง วิเคราะห์ความแตกแยกทางความคิด ด้วยการเอาตัวเข้าแลก กระโจนลงไปฝังตัวกับเขา ไปคุย ไปฟังเสียงประชาชน”
เป็นความจงใจของเขาที่ต้องการถ่ายทอดข้อเท็จจริง หลังลงไปศึกษาและใช้จ่ายวันเวลาร่วมกับมวลชนคนเสื้อแดงนานนับปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่บ้านเมืองตกอยู่ใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อนร้อยเรียงเรื่องราวเป็นข้อเขียนในรูปแบบกวีนิพนธ์ ความเรียง และภาพถ่าย จนเป็นที่มาของผลงานเล่มล่าสุดที่ชื่อว่า “สถานการณ์ฉุกเฉิน” สำนักพิมพ์บางลำพู
หนังสือที่เปรียบดั่งบันทึกของคนเสื้อแดง คนที่ไม่เคยมีพื้นที่ข่าวสารในสังคม เปรียบดั่งเวทีให้กลุ่มผู้ชุมนุม ผู้ที่ไม่เคยมีตัวตนในสื่อมวลชนกระแสหลัก เพื่อให้พวกเขา ซึ่งเป็นประชาชนคนตัวเล็กๆ นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือไอ้พวกก่อการร้ายเผาเมือง (ในความรู้สึกของคนอีกกลุ่ม) ได้เล่าเรื่องราวความคิดเห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2553-2554
“เราเฝ้ามองมาตลอด จนถึงวันนี้คนเสื้อแดงก็ยังคงเสียประโยชน์ในเรื่องข้อมูลข่าวสารอยู่ดี รัฐบาลสร้างกระแสมาตลอดว่า คนเสื้อแดงสร้างความรุนแรง ป่วนเมือง แม้กระทั่งเหตุการณ์เมษาเลือด ปี 2552 หรือวันล้อมปราบเดือน พ.ค. 2553 ซึ่งมีการฆ่าครั้งใหญ่เกิดขึ้นกลางเมือง แต่กลับไม่ได้รับการพูดถึง หรือให้ความสำคัญเท่ากับการสร้างข่าวเผาบ้านเผาเมือง”
ย้อนกลับไปสมัยครั้งที่ขึ้นรถไฟเดินทางไกลร่วมพันกิโลเมตร ลงไปยัง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลางดงระเบิดดงปืน ต่อมากับม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกลุ่มคนเสื้อเหลือง จวบจนการเคลื่อนไหวและทรงอิทธิพลในม็อบคนเสื้อแดง ทุกสนามวรพจน์ตัดสินใจโดดลงไปค้นหาความจริงด้วยตัวเอง
“เราเป็นสื่อมวลชนสายเอาตัวเข้าแลก ไม่ใช่สายห้องแอร์ สายห้องสมุด หรือสายคิดเอาเอง ไม่ว่าจะไฟใต้ ม็อบพันธมิตรฯ การชุมนุมของคนเสื้อแดง ถ้าชั่วโมงนั้นเรารู้สึกว่าข้อมูลตามสื่อต่างๆ ถูกเสนอเพียงด้านเดียว การจะสรุปหรือเชื่ออะไรง่ายๆ มันดูชุ่ยและน่าทุเรศไปหน่อย เราจึงเข้าไปศึกษา ไปเฝ้ามอง วิเคราะห์ให้รอบด้านให้ลึกซึ้งด้วยตาตัวเอง
ยิ่งเมื่อมีการฆ่าเกิดขึ้น สำหรับเรา สื่อมวลชนควรทำหน้าที่เอียงข้างประชาชนที่ถูกฆ่าด้วยซ้ำ คุณไม่มีสิทธิลอยตัว มีคนตายกลางเมือง ในนามนักเขียนคนหนึ่ง เราไม่สามารถนอนอยู่ที่บ้านได้ เมื่อโลกนี้มีกติกา มีกฎหมาย สื่อต้องค้นหาความจริง จะให้ตายอย่างสูญเปล่าไม่ได้ คนไม่ใช่นกหนูปูปลา
เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง เรายอมรับว่ามีการเผาจริง แต่คุณเห็นคาตาหรือว่าคนเสื้อแดงเผา คดียังดำเนินอยู่ ใครฆ่า ใครสั่งการ อย่าเพิ่งสรุป สรุปอย่างนี้มันหยาบคายเกินไป แล้วจะมาเป็นสื่อทำไม ไปเป็นหมอดูดีกว่า”
ผลจากการลงไปคลุกคลีอย่างถึงเนื้อถึงตัว ทั้งร่วมลงชื่อคัดค้านการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ถูกตัดสินว่าเป็นนักเขียนเสื้อแดง แฟนหนังสือโทร.มาตัดพ้อต่อว่า จนถึงขั้นตัดขาดมิตรภาพลงอย่างไร้เยื่อใย
“เซ็งนิดหน่อยที่โดนพิพากษาแบบนี้ แต่เข้าใจได้ ก็ต้องต่อสู้ไป สัจธรรมของโลกนี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนแบบไหน ก็ต้องมีคนรักจำนวนหนึ่ง และคนเกลียดอีกจำนวนหนึ่ง แต่ในเมื่อเราเชื่อว่าทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เราก็ยอมที่จะเปลืองตัว ยินดีที่จะปะทะ ทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ
วันนี้ทะเลาะกัน วันหน้าถ้าได้คุยกัน ถกเถียงกัน เข้าใจกัน เราอาจกลับมาเป็นเพื่อน อาจกลับมารักกันก็ได้ วันนี้เขาไม่เข้าใจ พรุ่งนี้ก็ยังมี วันมะรืนก็มี เราอยากขอให้เปิดใจและรับฟังข้อมูล คุณรักเราในแบบที่เราเป็นมิใช่หรือ ถ้าคุณสงสัยคนรักของคุณ คุณก็ศึกษาสิ ไถ่ถาม พูดคุยกัน อย่าด่วนพิพากษา”
ถ้อยคำจากหัวใจฝากไปยังมิตรรักแฟนหนังสือ นักเขียนหนุ่มไม่เรียกร้อง ไม่ฟูมฟาย เพราะเขาเชื่อว่า คนเราแตกต่างทางความคิด ขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งกันได้ แต่ทุกคนควรมาพูดคุย ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันด้วยสติปัญญา อย่างประโยคหนึ่งที่เขาเขียนไว้ว่า
...การศึกษาและความพยายามเข้าใจกัน คือหนทางสู่แสงสว่างและความสงบสันติ...







