
ร่อนเร่ลุ่มน้ำโขงกับคาราวาน GMS
ตั้งแต่ออกจากหนองคายเมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย.
ตั้งแต่ออกจากหนองคายเมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย.
โดย.. วิกรม กรมดิษฐ์
คณะคาราวานข้ามไปลาวตอนกลางและภาคกลางของเวียดนาม คาราวานเราใช้เวลาอยู่แห่งละสองสัปดาห์ การเดินทางไปยังเมืองต่างๆ นั้น สภาพถนนหนทางนั้นเป็นหลุมเป็นบ่ออย่างต่อเนื่องและคับแคบผ่านภูเขาสูงชัน โค้งไปโค้งมา เมื่อขับรถลงเขาไม่มีจังหวะพักเลยเรียกว่าพวงมาลัยรถต้องหมุนตลอดเวลา โดยเฉพาะเส้นทางจากพูคูนไปสู่หลวงพระบางและจากแยกพูคูนไปเชียงขวางจัดว่าอันตรายมาก ใช้ความเร็วได้เพียง 20-30 กม./ชั่วโมงเท่านั้น
พอผ่านชายแดนเวียดนามเข้าจีนเป็นถนนไฮเวย์วิ่งสบาย ทำความเร็วได้ดี คุ้มกับค่าทางด่วนที่เรียกเก็บตามระยะทาง วันแรกที่ข้ามผ่านด่านผิงเซียง (Pingxaing) เพื่อมาพักระหว่างทางที่เมืองหนิงหมิง (Ning Ming) จากเมืองหนิงหมิงเรามุ่งหน้าเข้าเมืองหนานหนิง พอลงทางด่วนซูเปอร์ไฮเวย์ก็ต้องตะลึงกับค่าทางด่วนที่เรียกเก็บคัน Leader Bus เจอไปเกือบ 400 หยวน (อัตราแลกเปลี่ยน 5 บาทต่อ 1 หยวน ) ส่วนคันอื่นๆ ก็ลดหลั่นกันไป บางด่านเขาเรียกเก็บตามน้ำหนักของรถ บางด่านนับตามจำนวนที่นั่งแตกต่างกันไป
ที่เมืองหนานหนิง ผมเห็นสิ่งก่อสร้างมากมายอย่างเหลือเชื่อ ถนนใหญ่มีตึกสูงใหญ่ทันสมัยมาก จะว่าไปแล้วแทบทุกเมืองมีการก่อสร้างตึกใหม่มากมาย แต่เขาก็พยายามจัดเขตเมืองเก่าและเมืองใหม่ให้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน รวมถึงการกำหนดเขตเพื่อการพักผ่อนของประชาชนด้วย ที่ผมชื่นชอบมากคือระหว่างสองข้างทางตั้งแต่ชายแดนเป็นต้นมา รัฐบาลท้องถิ่นปลูกต้นไม้ไว้มากมายดูเขียวไปหมด ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือในชนบท บางแห่งมีต้นเฟื่องฟ้าที่มีสีต่างๆ ปลูกแซมไว้ตลอดทำให้ดูมีสีสันดีมาก หรือแม้แต่ถนนในเมืองสายเล็กๆ ก็จะมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาใบไม้เขียวครึ้มสร้างความร่มรื่นให้กับคนที่ใช้ถนน ตกเย็นมีชาวจีนออกมาตั้งโต๊ะเล็กๆ ล้อมวงกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย แม้ว่าช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจีนโตขึ้นทุกปีและมีการขยายตัวอย่างเหลือเชื่อ แต่เขาก็ให้ความสำคัญกับการปลูกต้นไม้อย่างจริงจัง
ตลอดเวลาเกือบ 1 เดือนที่ผมนั่งรถอยู่ในมณฑลกว่างซี – มณฑลยูนนาน ประเทศจีน แทบจะทุกแห่งที่ผมผ่านไปผมไม่เห็นว่าจะมีพื้นที่ดินผืนไหนที่ถูกทิ้งให้ว่างเปล่าโดยไม่มีการปลูกพืชเลย แทบจะทุกตารางเมตรล้วนใช้ไปเพื่อการเกษตรทั้งหมด นาทุกแปลง ข้าวโพดทุกไร่ล้วนขึ้นงอกงามสีเขียวชอุ่ม ผมมองไม่เห็นว่ามีนาหรือไร่แปลงไหนที่มีหญ้าขึ้นรกเลย แสดงถึงว่าเจ้าของไร่มีความขยันเอาใจใส่ดูแลไร่สวนเป็นอย่างดี แต่ในทางกลับกันคือผมไม่ค่อยเห็นคนทำงานในไร่นาสักเท่าไร จนอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมทุกอย่างจึงงอกงามและไม่มีหญ้าขึ้น
คงไม่ต้องแปลกใจอีกต่อไปแล้วว่าทำไมประเทศจีนถึงได้เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมากมายขนาดนี้ ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการอนุรักษ์ธรรมชาติด้วยการปลูกป่าทดแทนและคำนึงถึงปัญหาภาวะโลกร้อน เช่น งดใช้ถุงพลาสติกเมื่อไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ว่าขนาดใหญ่หรือเล็ก ถ้าใครต้องการถุงต้องเสียสตางค์ซื้อ คนที่มาจับจ่ายส่วนใหญ่จะนำถุงหรือตะกร้ามากันเอง พวกเราเวลาเข้าเมืองไปช็อปปิ้งต้องปรับตัวเช่นกัน นำที่ใส่ของไปกันเอง ในเมืองหนานหนิงได้ออกกฎระเบียบให้ใช้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมันเพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศและรณรงค์ให้เป็นเมืองแห่งการอนุรักษ์พลังงานอย่างแท้จริง
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจมากจากการเดินทางบนถนนไฮเวย์ในประเทศจีนนั้นต้องยกให้เป็นเรื่องของการเจาะอุโมงค์ ผมทราบมาว่าที่นี่มีอุโมงค์ที่ยาวที่สุดกว่า 10 กม. แต่ผมได้นั่งรถผ่านอุโมงค์ที่ยาวเกือบ 4 กม. เส้นทางจากเมืองคุนหมิงลงมาทางเมืองผู่เอ๋อร์ (Pu Er) และก่อนหน้านั้นตอนขับรถระหว่างมณฑลกว่างซีกับมณฑลยูนนานก็มีอุโมงค์อีกมากมายรู้สึกได้ว่าถึงแม้จะต้องวิ่งบนภูเขา หากถนนสามารถวิ่งทะลุภูเขาในอุโมงค์ก็ไม่เสียเวลา บ้านเราจะไม่ค่อยมีอุโมงค์เท่าไหร่ คนจีนมีองค์ความรู้ในการขุดเจาะอุโมงค์เก่งมากหรืออาจเรียกว่าเก่งที่สุดในโลกก็ว่าได้ ที่สำคัญงบประมาณในการก่อสร้างแบบใช้อุโมงค์ทะลุภูเขาหรือสะพานเชื่อมต่อระหว่างภูเขานั้นค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ก็คุ้มค่าในระยะยาว เพราะปลอดภัยประหยัดเวลาและค่าน้ำมันทำให้คนใช้ไม่ต้องหมดเวลาไปกับการขับรถปีนไหล่เขา
ถ้าไม่เกินไปผมอยากจะยกให้จีนเป็นประเทศที่มีเครนก่อสร้างมากที่สุดในโลกไปแล้ว ตอนนี้จีนกำลังสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงโดยใช้ระบบเช่นเดียวกันนี้คืออุโมงค์และสะพานเชื่อมทางรถไฟ ซึ่งจะต้องเป็นรางรถไฟระดับเดียวกัน มิฉะนั้นรถไฟความเร็วสูงจะวิ่งเร็วไม่ได้ ผมได้ยินว่าระยะทาง 1 กม. จะใช้เงินค่าก่อสร้างระหว่าง 400-700 ล้านหยวน (1 หยวน = 5 บาท) ซึ่งถือว่าแพงหูฉี่เลย ตอนนี้ต้องคารวะจีนจริงๆ ที่ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมีประสิทธิภาพไปเสียทุกอย่าง ทราบมาว่าสิ้นปีนี้จีนจะมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
หากจะว่าไปแล้วสองมณฑลที่ผมกำลังเดินทางอยู่นี้ถือว่าเป็นบ้านนอกเหมือนภาคอีสานของไทย ที่เรียกได้ว่าไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร เมื่อเปรียบกับมณฑลทางตอนเหนือขึ้นไป แต่ผมกลับพบเห็นรถราคาแพงๆ วิ่งกันเกลื่อนถนน ที่สำคัญนั้นรถที่ประกอบในจีนไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อออดี้หรือโฟล์คสวาเกนมีให้เห็นมากเป็นพิเศษ ทราบมาว่าราคาประมาณคันละ 1.5 ล้านกว่าบาทเท่านั้น (รถออดี้) วิ่งกันมากจริงๆ ผมเห็นรถบีเอ็มดับเบิลยูรุ่น 7 ก็ไม่น้อย ต้องยอมรับว่าตอนนี้จีนมีคนมีฐานะดีเป็นจำนวนมาก มีคนมีรถและเป็นรถหรูราคาแพงมากจนเหลือเชื่อ ผมนึกไม่ออกว่าอีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรบ้างหากคนจีนพร้อมใจกันซื้อรถ ถนนที่มีอยู่คงไม่เพียงพอเป็นแน่แท้ หรือรัฐบาลอาจต้องออกมาตรการพิเศษมาควบคุมปริมาณรถก็เป็นได้ เพราะไม่ใช่แต่เรื่องของรถยนต์เท่านั้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้เชื่อมโยงกับการใช้พลังงานทดแทน การอนุรักษ์ทรัพยากร ปัญหาภาวะโลกร้อน
ในอนาคตข้างหน้าการเชื่อมโยงการคมนาคมของประชาชนในภูมิภาคแห่งนี้คงจะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อชีวิตความเป็นอยู่ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ซึ่งทุกอย่างหากพัฒนาไปพร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคู่ไปกับธรรมชาติก็จะสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมในอนาคต ไม่ต้องมาแก้ไขกันเช่นปัจจุบัน มนุษย์ต้องการความเจริญและเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ความเจริญต้องไปคู่กับธรรมชาติที่เป็นชีวิตของคนเรา มิฉะนั้นเมื่อถึงวันหนึ่งเราอาจจะมีเงินทองแต่ไม่มีบ้านอยู่ก็เป็นได้







