
คิดให้ดี-วิธีกำจัด Co2
ปี 2552 ทุกประเทศในโลกนี้ร่วมกันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2
ปี 2552 ทุกประเทศในโลกนี้ร่วมกันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2
ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกประมาณ 29,600 ล้านตัน ส่วนปี 2553 ทุกประเทศในโลกนี้ปล่อย CO2 ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกประมาณ 30,600 ล้านตัน
ตัวเลขของ CO2 ที่แตะ 30,600 ล้านตัน เป็นตัวเลขที่นักวิทยาศาสตร์ที่ติดตามภาวการณ์เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนวิตกกังวลอย่างไม่ธรรมดา
นักวิทยาศาสตร์บอกว่า โลกที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมคือ โลกช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่วนหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมทุกคนทราบกันดีว่าโลกของเราร้อนขึ้น จากวันนั้นถึงวันนี้ราว 1 องศาเซลเซียส
ถ้าจะให้โลกของเรามีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส เทียบกับก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม พวกเราทุกคนมีสิทธิปล่อย CO2 รวมกันต้องไม่เกิน 32,000 ล้านตัน ในปี 2563
นั่นหมายความว่า จากนี้ไปอีก 9 ปี ในแต่ละปีเราจะต้องปล่อย CO2 เพิ่มขึ้นปีละไม่เกิน 155.6 ล้านตันเท่านั้น เกินจากนี้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสแน่นอน
ปัจจุบัน จีน กลายเป็นอันดับหนึ่งไปแล้วที่ปล่อย CO2 มากที่สุด แซงหน้าอเมริกาไปแล้วอย่างไม่เห็นฝุ่น นั่นเป็นเพราะการเติบโตในทุกๆ ด้านของจีน
นักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งบอกว่า ในอดีตนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนเมืองจีน สิ่งแรกๆ เลยที่จะสัมผัสได้คือ มลพิษที่ปกคลุมตามเมืองใหญ่ๆ แต่ในระยะหลังอย่างเช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว มีอากาศที่ดีขึ้น เพราะมีการย้ายอุตสาหกรรมที่มีผลพิษออกไปอยู่นอกเมืองเกือบหมด
ขณะเดียวกัน จีน ก็มีความพยายามที่จะลด CO2 ให้ได้ จึงสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดเล็กและมีค่าความสกปรกสูงจำนวนมาก และหันไปผลิตกระแสไฟฟ้าจากกังหันลมจนแซงเดนมาร์กไปแล้ว นอกจากนี้จีนยังเร่งสร้างโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์อย่างขนานใหญ่อีกด้วย
จีนยังกำหนดเป็นนโยบายที่จะใช้พื้นที่รกร้างว่างเปล่า 2 ใน 3 ของประเทศผลิตกระแสไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ โดยมีฐานหลักอยู่ที่เมืองซือจุ่ยชาน เมื่อสร้างเสร็จคาดว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน หรืออาจจะใหญ่ที่สุดในโลกก็เป็นได้
ในอีกด้านหนึ่งของความพยายามที่จะลด CO2 ให้ได้ จีนยังมุ่งสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เผาไหม้ด้วยอุณหภูมิและความดันเหนือจุดวิกฤต ซึ่งระบบนี้โรงไฟฟ้าถ่านหินจะปล่อยควันพิษ รวมทั้งซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมาน้อยมาก แต่ระบบนี้ก็ไม่มีสามารถหยุดยั้ง CO2 ได้ เพราะยังมี CO2 จำนวนมหาศาลที่ลอยสู่ชั้นบรรยากาศ
ทุกวันนี้เป้าหมายหลักของจีนก็คือ ต้องมีเศรษฐกิจโตขึ้นอย่างน้อยปีละ 8% เพราะถ้าจะเติบโตถดถอย อาจจะมีความยุ่งยากในการปกครอง จึงไม่แปลกที่รัฐบาลจีนจำต้องมีการสร้างงานเพื่อคงตัวเลข 8% ไว้ให้ได้นั่นเอง
การจำเป็นที่จะต้องคงตัวเลข 8% ไว้นี่เอง จึงยากมากที่จะทำให้จีนลด CO2 ลงได้
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ยังมองโลกในแง่ดีว่า ด้วยเทคโนโลยีในเรื่องของพลังงานทดแทน เทคโนโลยีในเรื่องของการประหยัดพลังงานที่จีนใช้กับการสร้างเมือง จะส่งผลให้อัตราการปล่อย CO2 ต่อคนของประเทศจีนลดลง และเมื่อไหร่ที่อัตราส่วนนั้นลดลง นั่นคือข่าวดีของชาวโลกครับ
ความพยายามในการลดภาวะโลกร้อน โดยการพยายามที่จะไม่ให้ CO2 ลอยไปสู่ชั้นบรรยากาศนั้น มีความพยายามของนักวิทยาศาสตร์บางแห่งต้องการนำ CO2 ลงไปยังใต้ดินแทนการปล่อยไปสู่ชั้นบรรยากาศ
ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังคิดค้นเทคโนโลยีที่สามารถดึง CO2 ออกจากไอเสียของโรงไฟฟ้าถ่านหิน แล้วนำไปฝังกลบในเหมืองเก่าๆ หรือใต้ท้องทะเลลึก ด้วยวิธีนี้คาดว่าจะช่วยให้โลกเราเดินทางไปสู่หายนะจากภาวะโลกร้อนช้าลง นั่นคือ การสรุปของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้
แต่จริงหรือไม่ผมมิทราบได้
ที่แคนาดา นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ค้นพบสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากๆ ที่อาศัยอยู่ใต้พื้นพิภพ ลึกที่สุดเท่าที่เคยสำรวจพบสิ่งมีชีวิต
เขาเรียกสิ่งมีชีวิตในกลุ่มของแบคทีเรีย อาศัยอยู่ใต้พื้นทะเลของแคนาดา ความลึกถึง 1.7 กิโลเมตร อุณหภูมิประมาณ 100 องศาเซลเซียส การค้นพบครั้งนี้เป็นไปด้วยความตื่นเต้น เพราะด้วยอุณหภูมิสูงขนาดนั้น แต่มันกลับสามารถปรับตัวให้ตัวเองมีชีวิตรอด
นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่า ลึกลงไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตร ก็น่าจะยังมีสิ่งมีชีวิตอยู่เช่นเดียวกัน
ดังนั้น การที่นักวิทยาศาสตร์จะลดภาวะโลกร้อนโดยการเอา CO2 ไปฝังใต้ทะเล เป็นไปได้หรือไม่ว่าน่าจะกระทบกับสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งถูกค้นพบ และถ้ามันพูดได้ มันคงอยากตั้งคำถามกับเราอย่างไม่ต้องสงสัย
ขนาดมันอุตส่าห์หนีไปอยู่ใต้ทะเลที่ความลึกถึง 1.7 กิโลเมตร ทนความร้อนขนาด 100 องศาเซลเซียสแล้ว มันยังหนีไม่พ้นมนุษย์เลยเหรอเนี่ย







