posttoday
คิดให้ดี-วิธีกำจัด Co2

คิดให้ดี-วิธีกำจัด Co2

17 มิถุนายน 2554

ปี 2552 ทุกประเทศในโลกนี้ร่วมกันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2

ปี 2552 ทุกประเทศในโลกนี้ร่วมกันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2

ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกประมาณ 29,600 ล้านตัน ส่วนปี 2553 ทุกประเทศในโลกนี้ปล่อย CO2 ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกประมาณ 30,600 ล้านตัน

ตัวเลขของ CO2 ที่แตะ 30,600 ล้านตัน เป็นตัวเลขที่นักวิทยาศาสตร์ที่ติดตามภาวการณ์เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนวิตกกังวลอย่างไม่ธรรมดา

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า โลกที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมคือ โลกช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่วนหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมทุกคนทราบกันดีว่าโลกของเราร้อนขึ้น จากวันนั้นถึงวันนี้ราว 1 องศาเซลเซียส

ถ้าจะให้โลกของเรามีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส เทียบกับก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม พวกเราทุกคนมีสิทธิปล่อย CO2 รวมกันต้องไม่เกิน 32,000 ล้านตัน ในปี 2563

นั่นหมายความว่า จากนี้ไปอีก 9 ปี ในแต่ละปีเราจะต้องปล่อย CO2 เพิ่มขึ้นปีละไม่เกิน 155.6 ล้านตันเท่านั้น เกินจากนี้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสแน่นอน

ปัจจุบัน จีน กลายเป็นอันดับหนึ่งไปแล้วที่ปล่อย CO2 มากที่สุด แซงหน้าอเมริกาไปแล้วอย่างไม่เห็นฝุ่น นั่นเป็นเพราะการเติบโตในทุกๆ ด้านของจีน

นักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งบอกว่า ในอดีตนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนเมืองจีน สิ่งแรกๆ เลยที่จะสัมผัสได้คือ มลพิษที่ปกคลุมตามเมืองใหญ่ๆ แต่ในระยะหลังอย่างเช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว มีอากาศที่ดีขึ้น เพราะมีการย้ายอุตสาหกรรมที่มีผลพิษออกไปอยู่นอกเมืองเกือบหมด

ขณะเดียวกัน จีน ก็มีความพยายามที่จะลด CO2 ให้ได้ จึงสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดเล็กและมีค่าความสกปรกสูงจำนวนมาก และหันไปผลิตกระแสไฟฟ้าจากกังหันลมจนแซงเดนมาร์กไปแล้ว นอกจากนี้จีนยังเร่งสร้างโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์อย่างขนานใหญ่อีกด้วย

จีนยังกำหนดเป็นนโยบายที่จะใช้พื้นที่รกร้างว่างเปล่า 2 ใน 3 ของประเทศผลิตกระแสไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ โดยมีฐานหลักอยู่ที่เมืองซือจุ่ยชาน เมื่อสร้างเสร็จคาดว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน หรืออาจจะใหญ่ที่สุดในโลกก็เป็นได้

ในอีกด้านหนึ่งของความพยายามที่จะลด CO2 ให้ได้ จีนยังมุ่งสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เผาไหม้ด้วยอุณหภูมิและความดันเหนือจุดวิกฤต ซึ่งระบบนี้โรงไฟฟ้าถ่านหินจะปล่อยควันพิษ รวมทั้งซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมาน้อยมาก แต่ระบบนี้ก็ไม่มีสามารถหยุดยั้ง CO2 ได้ เพราะยังมี CO2 จำนวนมหาศาลที่ลอยสู่ชั้นบรรยากาศ

ทุกวันนี้เป้าหมายหลักของจีนก็คือ ต้องมีเศรษฐกิจโตขึ้นอย่างน้อยปีละ 8% เพราะถ้าจะเติบโตถดถอย อาจจะมีความยุ่งยากในการปกครอง จึงไม่แปลกที่รัฐบาลจีนจำต้องมีการสร้างงานเพื่อคงตัวเลข 8% ไว้ให้ได้นั่นเอง

การจำเป็นที่จะต้องคงตัวเลข 8% ไว้นี่เอง จึงยากมากที่จะทำให้จีนลด CO2 ลงได้

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ยังมองโลกในแง่ดีว่า ด้วยเทคโนโลยีในเรื่องของพลังงานทดแทน เทคโนโลยีในเรื่องของการประหยัดพลังงานที่จีนใช้กับการสร้างเมือง จะส่งผลให้อัตราการปล่อย CO2 ต่อคนของประเทศจีนลดลง และเมื่อไหร่ที่อัตราส่วนนั้นลดลง นั่นคือข่าวดีของชาวโลกครับ

ความพยายามในการลดภาวะโลกร้อน โดยการพยายามที่จะไม่ให้ CO2 ลอยไปสู่ชั้นบรรยากาศนั้น มีความพยายามของนักวิทยาศาสตร์บางแห่งต้องการนำ CO2 ลงไปยังใต้ดินแทนการปล่อยไปสู่ชั้นบรรยากาศ

ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังคิดค้นเทคโนโลยีที่สามารถดึง CO2 ออกจากไอเสียของโรงไฟฟ้าถ่านหิน แล้วนำไปฝังกลบในเหมืองเก่าๆ หรือใต้ท้องทะเลลึก ด้วยวิธีนี้คาดว่าจะช่วยให้โลกเราเดินทางไปสู่หายนะจากภาวะโลกร้อนช้าลง นั่นคือ การสรุปของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้

แต่จริงหรือไม่ผมมิทราบได้

ที่แคนาดา นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ค้นพบสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากๆ ที่อาศัยอยู่ใต้พื้นพิภพ ลึกที่สุดเท่าที่เคยสำรวจพบสิ่งมีชีวิต

เขาเรียกสิ่งมีชีวิตในกลุ่มของแบคทีเรีย อาศัยอยู่ใต้พื้นทะเลของแคนาดา ความลึกถึง 1.7 กิโลเมตร อุณหภูมิประมาณ 100 องศาเซลเซียส การค้นพบครั้งนี้เป็นไปด้วยความตื่นเต้น เพราะด้วยอุณหภูมิสูงขนาดนั้น แต่มันกลับสามารถปรับตัวให้ตัวเองมีชีวิตรอด

นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่า ลึกลงไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตร ก็น่าจะยังมีสิ่งมีชีวิตอยู่เช่นเดียวกัน

ดังนั้น การที่นักวิทยาศาสตร์จะลดภาวะโลกร้อนโดยการเอา CO2 ไปฝังใต้ทะเล เป็นไปได้หรือไม่ว่าน่าจะกระทบกับสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งถูกค้นพบ และถ้ามันพูดได้ มันคงอยากตั้งคำถามกับเราอย่างไม่ต้องสงสัย

ขนาดมันอุตส่าห์หนีไปอยู่ใต้ทะเลที่ความลึกถึง 1.7 กิโลเมตร ทนความร้อนขนาด 100 องศาเซลเซียสแล้ว มันยังหนีไม่พ้นมนุษย์เลยเหรอเนี่ย 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท