
รู้จักรายจ่ายของตัวเอง
รู้จักรายจ่ายของตัวเองแม้เงินจะซื้อทุกอย่างในชีวิตไม่ได้ แต่เงินก็ซื้อหลายๆ อย่างในชีวิตได้
รู้จักรายจ่ายของตัวเองแม้เงินจะซื้อทุกอย่างในชีวิตไม่ได้ แต่เงินก็ซื้อหลายๆ อย่างในชีวิตได้
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์
รู้จักรายจ่ายของตัวเองแม้เงินจะซื้อทุกอย่างในชีวิตไม่ได้ แต่เงินก็ซื้อหลายๆ อย่างในชีวิตได้ ที่สำคัญคือมันให้โอกาสเราในการเป็นผู้เลือก และใช้ชีวิตอย่างที่เลือก เงินซื้อได้ไม่ทั้งหมดก็จริง แต่ถ้าพูดกันตามจริงเงินก็ซื้อได้เป็นส่วนใหญ่ สำหรับผู้เขียนแล้วเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตก็จริง แต่อย่างน้อยมันก็เป็นหนึ่งในท็อปไฟว์
ศิลปะของคนใช้เงินเป็น คือรู้ว่าจะใช้ซื้ออะไร ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของคนจน ซึ่งใช้จ่ายเงินเหมือนกระเชอก้นรั่ว คนที่ชอบบ่นว่าสิ้นเดือนไม่มีเงินเหลือ ชอบบ่นว่าค่าใช้จ่ายบัตรเครดิตทำไมถึงได้สูงปรี๊ด (อย่าลืมรีบไปรีไฟแนนซ์นะ) พวกนี้คือพวกไม่รู้จักนิสัยในการใช้จ่ายของตัวเอง ไม่รู้จักตัวเอง และไม่มีเป้าหมายการออม ถ้าไม่อยากเป็นแบบนี้ ก็ต้องทำในสิ่งตรงกันข้าม
ทำความเข้าใจกับตัวเองผ่านรายจ่าย ก่อนอื่นขอให้ลองสำรวจตัวเองว่า มีการใช้จ่ายทำนองนี้บ้างหรือไม่
1.มื้อเที่ยงกินข้าวแกงจานละ 20 บาท ไม่ใส่ไข่ดาวนะ จะได้ประหยัด แต่ขากลับก่อนขึ้นออฟฟิศ ขอแวะซื้อกาแฟแบรนด์นอกถ้วยละ 100 กว่าบาท แหม...ก็มันติดกาแฟอ่ะ จริงๆบนออฟฟิศก็มีบริการกาแฟฝาแดงให้ชงฟรีนะ แต่ไม่อยากกินเพราะรสชาติไม่คุ้นลิ้น
2.ช็อปปิ้งที่ตลาดนัดข้างตึกทุกวัน ถือเป็นการผ่อนคลายความเครียด และรักษาสมดุลชีวิต ซื้อเสื้อผ้าถูกๆ ใส่ แค่ตัวละ 159 บาท แต่สัปดาห์หนึ่งต้องซื้อไม่ต่ำกว่าสี่ซ้าห้าตัว จะได้เอาไปสลับแบบสลับสีกับเสื้อกระโปรงที่มีอยู่แล้ว (เต็มตู้เสื้อผ้าที่บ้าน) ถามว่าเสียดายเงินไหมก็ไม่นะ ตัวละไม่กี่สตางค์...เศษเงินอ่ะ...ขำขำ
3.จากบ้านนั่งมอเตอร์ไซค์ออกมาที่ถนนใหญ่ ต่อแท็กซี่มาลงเรือ ขึ้นจากเรือแล้วไปรถไฟฟ้า ต่อจากรถไฟฟ้าขึ้นแท็กซี่เข้าออฟฟิศ รวมค่าเดินทางไปกลับวันละไม่ต่ำกว่า 400 บาท
4.เนื้อตัวเหนียวกว่าคนทั่วไป ต้องให้คนอื่นอาบน้ำให้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1,500-3,000 บาท แถมต้องเตรียมเงินไว้คอยทิปอีกครั้งละ 300 บ้าง 500 บ้าง (กลัวถูกหาว่าไม่ป๋าไง)
5.สังคมจัดสุดสุด เย็นวันนี้สังสรรค์กับเพื่อนกลุ่มนี้ เย็นพรุ่งนี้สังสรรค์กับเพื่อนกลุ่มโน้น ศุกร์สุดสัปดาห์มีนัดรียูเนียนกับเพื่อนสมัยเรียนมัธยมประถมอนุบาล ฯลฯ ตกค่าสังสรรค์วันเว้นวัน เหยียบสัปดาห์หนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 บาท
6.วันหยุดก็ไม่หยุด ไม่อยากพักผ่อนที่บ้าน แต่ตะลอนๆ ออกไปไม่เว้น ชอบเปิดโลกกว้าง ดูหนังฟังเพลง ไปเล่นกอล์ฟ โยนโบว์ลและอื่นๆ ถ้าไม่ค่ำถ้าไม่มืดไม่กลับบ้าน
7.คลั่งเทคโนโลยีและเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด รุ่นใหม่ออกต้องตามติด เพราะกลัวเอาต์! เปลี่ยนมือถือหรือ PDA ทุก 3 เดือน ซื้อโน้ตบุ๊กใหม่ ซื้อคอมพ์ใหม่ทุกครั้งที่มีงานสินค้าไฮเทค
8.บอกใครๆ ว่าชอบอ่านหนังสือ แต่จริงๆ แล้วชอบดูแต่รูป ซื้อแมกกาซีน วารสารไทยเทศมาจนเต็มบ้านเต็มห้อง แต่ไม่เคยเปิดอ่าน (พลิกดูแต่รูปมีคนอย่างนี้จริงๆ)
9.ชอบกินอาหารหรูๆ อย่างต่ำก็ต้องเดลิเวอรีสั่งมากินที่บ้าน
10.สมัครบัตรเครดิตเรื่อยไป ประมาณว่าอยากได้ของแถม (บางยี่ห้อก็แจกมาได้แค่ตุ๊กตาสตึๆ แต่ก็มีคนอยากได้แฮ่ะ) สมัครไปเถอะ เดี๋ยวค่อยบอกเลิกทีหลัง แต่ขอโทษเถอะ เงินเดือนแค่หมื่นสองหมื่น แต่วงเงินบัตรรวมกันทั้งหมดมากกว่ารายได้รวมกันสามปีเสียอีก (ไม่รู้ผ่านอนุมัติมาได้ยังไงเนี่ย)
สรุปแล้วคือการไม่ประมาณตน ตัวเอง(มีปัญญา) จ่ายแค่ไหน ก็ควรวางแผนบริหารจัดการรายจ่ายให้เหมาะสม หมั่นเตือนตัวเองและทำบัญชีค่าใช้จ่าย ขอแนะนำการบันทึกรายจ่ายง่ายๆ แบบ Spread Sheet ในคอมพิวเตอร์ ขอให้ทำทุกวันโดยแบ่งเป็นหมวดๆ อย่างชัดเจน เช่น หมวดอาหาร หมวดค่าขนส่ง หมวดงานสังสรรค์ หมวดท่องเที่ยวและสันทนาการ หมวดเสื้อผ้าเครื่องประดับ หมวดภาษีสังคม (นานาซองทั้งหลาย) ฯลฯ
ที่สำคัญคือต้องลงบันทึกทุกวัน หรือในทันทีที่ทำได้ ทุกรายจ่ายที่จ่ายจริงจดเลย เล็กน้อยแค่ไหนก็จำไว้ว่าต้องจด เช่น ให้เงินขอทานหน้าปากซอย 5 บาท หยอดกระป๋องมูลนิธิหมาพิการ 17 บาท ใส่ซองผ้าป่า 200 บาท เงินหาย 500 บาทฯลฯ หลักการคือตามจริง และขอให้บันทึกต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน แล้วใช้โปรแกรม Spread Sheet เพื่อดูแพตเทิร์นการจ่าย หรือแบบแผนการใช้เงินของตัวเองว่าสุรุ่ยสุร่ายในหมวดใดสูงสุด รองลงมาๆๆๆ หรือหมวดไหนที่มีปัญหา วิธีนี้เราจะเช็กตัวเองได้ และสกัดกั้นการจ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างน้อยก็จะรู้จักรายจ่ายของตัวเอง จับต้องได้ว่าใช้จ่ายด้านไหนเกินตัว จากนั้นวางแผนทางการเงิน ค่าใช้จ่ายที่ควรลดมากที่สุดคือค่าใช้จ่ายผันแปร (ค่าดูหนัง, ค่าเอนเตอร์เทน เป็นต้น) ส่วนค่าใช้จ่ายคงที่ส่วนใหญ่เป็นภาระหนี้สิน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ก็ควรมองหาโอกาสที่จะทำให้ลดลง
บันทึกรายจ่ายเพื่อการรู้จักตนเอง อย่างน้อยของอย่างน้อยที่สุด ก็พอจะเห็นแววว่า จะพัฒนาหรือเปลี่ยนไปในทางที่รวยได้ยังไง ถึงจะ(ยัง)ไม่รวย แต่ก็ไม่จนไปกว่านี้ !







