
ธัมมานุสติ...แด่หลวงพ่อมหาทองยอด(ตอน๑)
ปุจฉา : ในวาระการละจากไปของหลวงพ่อมหาทองยอด หรือท่านเจ้าคุณพระเทพโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา
ปุจฉา : ในวาระการละจากไปของหลวงพ่อมหาทองยอด หรือท่านเจ้าคุณพระเทพโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : ในวาระการละจากไปของหลวงพ่อมหาทองยอด หรือท่านเจ้าคุณพระเทพโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา อินเดีย จึงขอกราบคารวะด้วยธัมมานุสติ เพื่ออุทิศบุญกุศลสมทบถวาย...ในธรรมส่องโลก
วิสัชนา : ขอเจริญพรสาธุชนผู้มีความศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๓๐ พ.ค. ๒๕๕๔ ประมาณบ่าย ๓ โมงเศษ อาตมาได้เดินทางไปกราบขอขมา ณ สรีระศพของหลวงพ่อมหาทองยอด หรือท่านเจ้าคุณพระเทพโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ตามสังฆประเพณี โดยได้น้อมรดน้ำถวายด้วยจิตคารวะในคุณความดีของหลวงพ่อทองยอด ซึ่งบัดนี้ได้วางร่างอันปราศจากจิตวิญญาณไว้ให้เห็นแจ้งประจักษ์ในกฎความจริงของธรรมชาติ ซึ่งเป็นแก่นแท้แห่งธรรมที่ประกาศสัจธรรม อันไม่มีอะไรๆ สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ เป็นธรรมฐิติ... เป็นธรรมนิยาม ที่ตั้งอยู่ ดำรงอยู่อย่างนี้ในทุกกาลสมัย
พระพุทธศาสนาของเราได้วางหลักความจริงดังกล่าวไว้เป็นธงในการเรียนรู้หรือศึกษาปฏิบัติ สั่งสอนให้สืบสาวค้นคว้าเข้าไปหาความจริงในขั้นอริยสัจดังกล่าว ซึ่งจะต้องยอมรับกฎธรรมชาติที่ว่า “สรรพสิ่งทั้งหลายมีความเกิดเป็นธรรมดา ย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา... เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป” เมื่อเข้าถึงขั้นความจริงดังกล่าวอันเป็นสัจธรรมแท้แล้ว ให้ค้นคว้าให้ลงลึกเข้าไปหาแก่นธรรม
เพื่อยกระดับความรู้เข้าไปให้ถึงขั้นอริยสัจ โดยการพิจารณาให้เห็นลักษณะความทุกข์ที่ปรากฏมีอยู่ในความเกิดและความดับ เพื่อเห็นแจ้งในปัจจยาการที่ก่อให้เกิดความทุกข์ ดังที่สรุปรวมลงว่า ในความทุกข์ที่ปรากฏมีอยู่ตามสภาพธรรมนั้น ตัวทุกข์แท้จริงที่ทำให้เกิดความทุกข์ คือ อุปาทานขันธ์ นั้นเอง ซึ่งกล่าวได้ว่านี่แหละคือสมุทัยของความทุกข์ ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕ หรือความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนนั้นเอง
ความยึดมั่นถือมั่นอันก่อให้เกิดภพชาติ จึงเป็นเรื่องที่ควรสาวสืบกลับไปหาต้นเหตุว่า ธรรมอันใดหนอที่เป็นปัจจัยก่อให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น!? ธรรมอันนั้นควรละให้ดับ เพราะเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ ซึ่งได้แก่ ตัณหา หรือความทะยานอยาก ดังที่ปรากฏในพระธรรมคำสั่งสอน...
การพิจารณาให้รู้แจ้งตามสัจธรรมที่ปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติดังกล่าว อันได้แก่ ความเกิดขึ้น ดำรงอยู่ แปรปรวน และแตกดับ จึงเป็นแนวทางการศึกษาปฏิบัติ ซึ่งมุ่งหมายไปสู่ความรู้แจ้งในความดำรงอยู่ของความจริงในธรรมชาตินั้น การประกอบความเพียรโดยการพิจารณาอย่างแยบคาย เพื่อเข้าให้ถึงขั้นความจริงสูงสุดนั้น กลายเป็นกระบวนการเรียนรู้ในพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า “การเจริญวิปัสสนาญาณ”
ดังนั้น ในความหมายของการเกิดและการดับ ซึ่งเป็นธรรมคู่ปกติของโลกวิสัย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา สำหรับปุถุชนบุคคลที่ยังมีกมลสันดานหยาบ อันห่อหุ้มหมักหมมไปด้วยอาสวะกิเลสทั้งหลาย จึงนำไปสู่ความโศกเศร้าเสียใจคับแค้นใจ เมื่อพลัดพรากจากสิ่งที่รัก พบกับสิ่งที่ไม่รัก หรือไม่สมปรารถนา ทั้งนี้เพราะความประมาทในธรรมของบุคคล จนตกอยู่ใต้อำนาจของความไม่รู้ ที่ควบคุมให้มีพฤติจิตอันมืดมนเมามาย จนก่อให้เกิดอำนาจแห่งความต้องการ ที่ปรารถนาอย่างไม่มีเหตุผล มีความโกรธเคืองคับแค้นเป็นนิจกาล
ยากที่จะแก้ไขปรับปรุงได้ มีจิตที่หลงผิดไร้ปัญญา มัวเมาจนยากที่จะควบคุม ปฏิเสธกฎความจริงตามธรรมชาติที่มีอยู่เป็นปกติในทุกกาลสมัย เป็นธรรมคู่โลกที่เรียกว่า โลกธรรม อันได้แก่ ความไม่เที่ยง แปรปรวน บีบเค้นบีบคั้นหากยึดถือ และว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน... มีความสืบเนื่องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งหมายถึงเกิดขึ้นและดับไปตามสภาพเหตุปัจจัยนั้นๆ สุดท้าย สุญญโต คือ ว่างเปล่า...
ดังรูปกายของหลวงพ่อมหาทองยอด ที่นอนทอดร่างอย่างไร้จิตวิญญาณ ซึ่งได้พรากสูญไปจากรูปกายนั้นแล้ว ดุจท่อนไม้แลท่อนฟืน ไม่ว่าใครๆ จะมากราบไหว้หรือร้องเรียกหา ก็หาได้รับรู้ใดๆ ได้แล้ว คงเหลือไว้ให้เห็นเพียงสมมติ เพื่อเป็นแบบอย่าง เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแด่พระสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่จะได้มุ่งหน้าดำเนินชีวิตไปบนเส้นทางอันถูกต้อง ตรงธรรม ตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







