
สุวดี ชลาดล สดใสมั่นใจสไตล์สาวอักษรฯ
“สุวดี ชลาดล” สปอร์ตเกิร์ลตัวจริง
“สุวดี ชลาดล” สปอร์ตเกิร์ลตัวจริง
โดย...อัคร เกียรติอาจิณ
เที่ยงคืนครึ่ง ทุกวันอังคาร อาจจะเป็นเวลาที่หลายคนคงหลับปุ๋ยใต้ผ้านุ่ม แต่สำหรับเรายังไงก็หลับไม่ลงจริงๆ
เพราะอะไรน่ะเหรอ...ก็ดาวสุดสวยคนนี้นี่ละที่ทำให้เราต้องกลายเป็นคนนอนดึก (ซะงั้น) เพื่อคอยนั่งจ้ออยู่หน้าช่อง 7 สี รอดูสารพันเรื่องกีฬาน่ารู้ที่เธอนำมาฝากไว้ในรายการ “เจาะสนาม@มิดไนท์”
แต่วันนี้เราจะไม่คุยกับเธอช่วงเวลานั้นหรอก เดี๋ยวแย่งกันง่วงหาวเสียเปล่าๆ สู้บุกไปถึงที่สิงสถิตของเธอท่าจะสนุกกว่ากันเยอะเลย
“หนูรออยู่ที่หน้าตึกคณะอักษรฯ จุฬาฯ นะคะ” พิธีกรคนที่เราพูดถึง ส่งเสียงเจื้อยแจ้วมาบอก
“สุวดี ชลาดล” หรือ “มินต์” ยืนโบกไม้โบกมือเป็นสัญญาณว่านั่นคือเธอ แดดยามบ่ายอบอ้าว แต่รอยยิ้มของมินต์ก็ช่วยให้เรารู้สึกเย็นสบาย และพร้อมจะเริ่มต้นคุยกับเธอ
nสาวไทยหัวใจซากุระ
เราให้ฉายานี้แก่มินต์ “แจป เลิฟเวอร์” เพราะรู้ดีคงไม่มีใครเหมาะสมอีกแล้ว
มินต์ชื่นชอบความเป็นญี่ปุ่นทุกสิ่งอย่าง และความชื่นชอบของเธอก็ไม่ธรรมดาเสียด้วยสิ ลึกซึ้งขนาดที่เอาดีเป็นความสามารถเฉพาะตัวได้เลย
คนทั่วไปอาจมองว่า บ้านักร้อง คลั่งดารา ตามแฟชั่น เห่ออาหาร ฯลฯ เป็นเรื่องไร้สาระ แต่มินต์กลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะสำหรับเธอนั่นคือจุดเริ่มต้นของการศึกษาวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างจริงจัง
“เป็นคนที่ชอบความเป็นญี่ปุ่นมานานแล้วค่ะ ยิ่งภาษานี่ยิ่งชอบมาก...ก โอ้โห...ตั้งแต่ตอนเรียน ป.6 นู่นมั้งคะ มันเริ่มจากชอบมาโกโตะ นักร้องวงลูซิเฟอร์ เขาคือแรงบันดาลใจของหนูเลยนะ ฟังเพลงเขาแล้วชอบ ความหล่อไม่ต้องพูดถึง มันแน่นอนอยู่แล้ว (หัวเราะเสียงดัง) พอดีไปอ่านบทสัมภาษณ์ในนิตยสารเล่มหนึ่ง เขาบอกว่ามีเพลงที่เขารู้สึกอินกับมันมากๆ หนูก็ค้นหาว่าเพลงนั้นชื่ออะไร เจอแต่เป็นภาษาญี่ปุ่น ทำไงละอยากรู้ความหมาย หนูก็ต้องไปซื้อดิกชันนารีญี่ปุ่นมาแกะทีละตัว ทั้งๆ ที่ไม่มีพื้นฐานเลย หลังจากนั้นก็ซื้อหนังสือมาเรียนเอง จนสามารถสื่อสารได้”
จากความสนใจด้านภาษาญี่ปุ่นเป็นทุนเดิม เมื่อตอนสอบเอนทรานซ์ มินต์จึงไม่พลาดที่จะเลือกคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่น และเธอก็ได้สมดั่งใจหมาย
“ก่อนที่จะเอนทรานซ์ได้ที่อักษรฯ จุฬาฯ นี่หนูเคยไปแคมป์เยาวชน แล้วก็เคยเป็นนักเรียนทุน เอเอฟเอสที่ญี่ปุ่น ยิ่งชอบมาก...ก ค่ะ และเป็นความชอบที่หนูรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่แฟชั่นนะ แต่ต้องศึกษามันจริงๆ กลับมาก็คุยกับคุณแม่ว่าจะเรียนภาษาญี่ปุ่นนี่ละ คุณแม่คุณพ่อก็สนับสนุนเต็มที่”
การเรียนภาษาญี่ปุ่นนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเธออย่างมาก เพราะต้องอาศัยความจำและการ ฝึกฝนที่หนักหน่วง เพื่อให้ 4 ทักษะ ฟัง พูด เขียน อ่าน เชี่ยวชาญเหมือนเจ้าของภาษา สำคัญสุด คือต้องใจรัก หากผ่านด่านนี้ไปได้ภาษาญี่ปุ่นก็ง่ายนิดเดียว
“ตอนปี 1 นี่ต้องแบ่งเวลาให้ได้ แรกๆ ก็ต้องค่อยๆ ปรับตัว เรียนมาก่อน แต่ก็ไม่ควรทิ้งกิจกรรม ต้องทำควบคู่กันไป เนื้อหามันดูเหมือนง่ายนะ แต่พอเอาเข้าจริงยากและหนักค่ะ ขยันอย่างเดียวไม่พอต้องกล้าที่จะนำความรู้ที่เรียนมาใช้ด้วย คนที่อยากเรียนเริ่มแบบหนูก็ได้ จากฟังเพลงดูหนังอ่านการ์ตูนนี่ละ เดี๋ยวมันก็ซึมซับและจำได้เองแหละ แล้วค่อยต่อยอดไปเรียนชั้นสูง พอเรียนแล้วก็ต้องหมั่นเอาความรู้ออกมาใช้ อย่าเก็บไว้เพราะความไม่กล้าจะทำให้เราไม่เก่งได้
โชคดีที่หนูมีโอกาสได้ทำงานเป็นล่ามแปลภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยให้กับบริษัทนำเข้าของเล่นจากญี่ปุ่น ตั้งแต่ตอน ม.6 หลังจากนั้นก็มีมาเรื่อยๆ เข้าปี 1 ปี 2 จนถึงตอนนี้ไม่เคยขาดเลย แต่งานมันจะยากขึ้น ละครเวที คอนเสิร์ต ซึ่งหนูต้องทำการบ้านหนักกว่าเดิมเพราะมันเป็นเรื่องเฉพาะ ศัพท์แสงก็เป็นเรื่องเฉพาะ ต้องแปลให้ถูกต้องที่สุด เพื่อเขาจะได้แฮปปี้ และมันจะดีกับหนูตรงที่ได้คอนเนกชันต่อ”
สปอร์ตเกิร์ลตัวจริง
นอกจากจะชื่นชอบภาษาและวัฒนธรรม ญี่ปุ่นแล้ว มินต์ก็เป็นวัยรุ่นสาวคนหนึ่งที่หลงใหลในเรื่องของกีฬา
เริ่มจากกีฬาที่เธอเล่นก่อน มีหลายอย่างมินต์เคยทดสอบสมรรถภาพมาแล้ว เช่น โปโลน้ำ วอลเลย์บอล แต่ที่เธอทำได้ดีและอยู่ในระดับน่าพอใจคือ กอล์ฟ
“กอล์ฟนี่เป็นกีฬาประจำครอบครัวของหนูค่ะ คุณพ่อสอนให้เล่นตั้งแต่เด็กๆ ประมาณ 5 ขวบมั้ง เชิงออกบังคับเลยนะ แรกๆ ก็ไม่เข้าใจบังคับทำไม มันเหนื่อยมันร้อน โอ้ย...ตอนนั้นไม่ชอบมากๆ พอได้จับเรื่อยก็เริ่มรู้สึกสนุก และจริงๆ กอล์ฟเป็นกีฬาที่สนุกมากค่ะ มันเป็นกีฬาที่สอนเรื่องการวางแผน ให้เรา สอนให้เราคิดอย่างรอบคอบและเป็นระบบ หลุมแรกตีไม่ดี ไม่เป็นไร แต่ทำไมล่ะถึงตีไม่ดี มันจะสอนให้คิดแบบเนี้ย และหลุมต่อไปต้องดีกว่าเดิม ยิ่งทำเบอร์ดีได้ยิ่งมีความสุข และมันก็เป็นกีฬาที่สอนให้เราแข่งกับตัวเอง ไม่ต้องไปแข่งกับคนอื่นหรอก สกอร์จะดีก็อยู่ที่ตัวเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับคนอื่นเลย”
วันว่างของมินต์และครอบครัวจึงหมดไปกับการออกรอบตีกอล์ฟในสนามที่คุ้นเคย ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ครื้นเครงเฮฮาตามประสาพ่อแม่และลูกๆ
ด้วยที่มินต์ชื่นชอบกีฬานี่เอง ทำให้ตอนเธอประกวดผู้ประกาศหน้าใหม่ของวิกหมอชิต และเข้ารอบ 7 คนสุดท้าย มีผู้ใหญ่หลายคนเล็งเห็นแววอันเฉิดฉายด้านนี้ จึงเลือกเธอมาชิมลางพิธีกรรายการ “เจาะสนาม@มิดไนท์” ร่วมกับรุ่นพี่อย่าง “อาย- ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร” กับ “ซี-ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์”
“ตอนแรกก็ยังไม่ได้ทำเต็มตัวหรอกค่ะ เป็นแค่พิธีกรเฉพาะกิจ ทำสกู๊ปข่าวพิเศษก่อน ก็สนุกดีเพราะเป็นงานที่หนูชอบอยู่แล้ว คือได้พูดๆ แล้วก็พูด (หัวเราะ) จู่ๆ วันหนึ่งพี่ฝ่ายรายการเส้นทางบันเทิงนี่ละบอกมีรายการใหม่เกี่ยวกับกีฬา สนใจไหม หนูก็ เออ...ลองดูก็ได้ค่ะ เพราะส่วนตัวหนูก็ชอบเล่นกีฬาอยู่แล้ว ไปแคสต์ก็ผ่านเลย”
“เจาะสนาม@มิดไนท์” ถือเป็นครั้งแรกที่มินต์ได้ทำพิธีกรเต็มตัว ซึ่งเธอยอมรับกับเราว่าค่อนข้างกดดัน เพราะรายการนี้มีมานาน โดยคัมภีร์กีฬา ผู้ล่วงลับ “ย.โย่ง-เอกชัย นพจินดา” เป็นผู้บุกเบิกไว้ สิ่งที่พิธีกรหน้าใหม่อย่างมินต์ต้องทำคือเตรียมตัวให้พร้อม ข้อมูลต้องเจ๋ง อัพเดตทุกสถานการณ์
“ทำการบ้านเยอะมากค่ะ จากเดิมแค่ดูกอล์ฟ หรือกีฬาทั่วไปที่เราสนใจ หนูต้องดูกีฬาเกือบทุกชนิด ฟุตบอล บาสเกตบอล เทนนิส ต้องจำชื่อนักกีฬาให้ได้ อยู่ทีมชาติไหนหรือทีมอะไร ใส่เสื้อเบอร์อะไร กระทั่งเรื่องส่วนตัวก็ต้องรู้ไว้ เพื่อเวลาที่มาจัดรายการแล้วจะได้นำมาประยุกต์ใช้ และที่ต้องรู้จริงๆ คือกติกาการเล่น กีฬาชนิดไหนไม่รู้ก็โทร.ถามเพื่อนผู้ชาย แล้วก็พี่ชายของหนู เพราะมาทำ รายการกีฬาถ้าไม่รู้เรื่องกีฬานี่ไม่ได้เลยนะ”
เรียนรู้เพื่อก้าวสู่ล่าม (มืออาชีพ)
แม้จะเรียนยังไม่จบแต่ดูเหมือนมินต์ก็มีจ๊อบเป็นล่ามให้ทำอยู่อย่างต่อเนื่อง เธอว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน แต่คนคนนั้นต้องกล้าที่จะก้าวออกมาเรียนรู้ด้วยตัวเอง โลกกว้างยังพร้อมเปิดรับเสมอ ที่ว่างยังเหลือสำหรับคนที่มุ่งมั่นและมั่นใจ
“การที่เรามีอะไรพิเศษมากกว่าคนอื่น เป็นเรื่องดีอยู่แล้วละค่ะ เป็นกำไรชีวิตที่จะพาเราไปสู่โอกาสดีๆ ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตาม มันย่อมโดดเด่นแน่นอน คนที่เลือกเขาก็จะเลือกเราเป็นอันดับต้นๆ อย่างภาษาญี่ปุ่นมันคือกำไรชีวิตของหนูที่ทำให้หนูได้ลองทำได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ ซึ่งคนอื่นอาจไม่เคย หรือไม่มีโอกาสได้ลองทำ หรือเรียนรู้”
ถามถึงประสบการณ์ล่าม (สมัครเล่น) ที่มินต์จดจำไม่เคยลืมเลือน สาวน้อยครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเล่ายาวว่าต้องเป็นสมัยปี 1 มีโอกาสเป็นล่ามแปลสดบนเวทีแถลงข่าวการแสดงคอนเสิร์ตของแบนด์ดังขวัญใจวัยรุ่น...อาราชิ
“พี่ๆ สื่อมวลชนมากันเยอะมาก หนูเองก็ตื่นเต้นสุดๆ เพราะปกติจะแปลเอกสาร หรือไม่ก็ติดต่อทางอินเทอร์เน็ต แต่นี่ทุกสื่อไม่ว่าหนังสือพิมพ์ ทีวี นิตยสาร กำลังใจจดจ่อกับคำพูดที่หลุดออกจากปากของหนู ซึ่งตอนนั้นหนูเพิ่งเรียนอยู่ปี 1 แต่หนูก็พยายามบอกตัวเองว่าต้องทำได้สิ”
นับเป็นการเริ่มต้นงานที่ให้อะไรมากมายสำหรับเธอ ถ้าเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน เรียกว่ามินต์ไปไวและได้เปรียบกว่าใครๆ และเธอก็ยังบอกนี่คือโอกาสสำคัญในชีวิต เมื่อมันวิ่งเข้ามาก็ไม่เคยปล่อยให้หลุดลอยไป
“เวลาทำงานจริงๆ มันจะต่างจากตอนที่เรียนมากค่ะ อย่างหนูตอนที่รับจ๊อบเป็นล่ามก็ยังเรียนอยู่ พี่ๆ ทีมงานหลายคนก็คิดว่าจะทำได้เหรอ ไม่แปลกหรอกที่เขาจะคิดแบบนั้น เพราะเรายังเรียนอยู่นี่ ไม่มีประสบการณ์ แต่สิ่งนี้มันกลับดีสำหรับหนูนะ เราต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราทำได้ ไม่ใช่อย่างที่เขาคิด”
ทุกวันนี้มินต์ยังรับจ๊อบเป็นล่ามในงานอีเวนต์ต่างๆ ควบคู่ไปกับการเป็นนิสิตชั้นปีที่ 4 โดยเธอใช้เวลาว่างจากห้องเรียนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพื่อสั่งสมความรู้ให้ตัวเองแกร่งและเก่งยิ่งขึ้น ที่สำคัญเธอมองไกลถึงอนาคตหลังเรียนจบว่าไม่ต้องเสียเวลานั่งนับหนึ่งใหม่ แต่พร้อมจะลุยงานต่อเช่นที่ใจฝันอย่างมืออาชีพ







