
ภาวิณี วิริยะชัยกิจ สาวบัญชีดีกรีนางเอก
ภาวิณี วิริยะชัยกิจ นางเอกน้องใหม่จากหนังฝันโคตรโคตร
ภาวิณี วิริยะชัยกิจ นางเอกน้องใหม่จากหนังฝันโคตรโคตร
โดย อัคร เกียรติอาจิณ
ยิ้มหวานๆ ของเธอทำให้หัวใจเรากระชุ่มกระชวยขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ท่าทางเป็นกันเองของเธอทำให้หัวใจเราอบอุ่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
"ภาวิณี วิริยะชัยกิจ" หรือ "มิลค์" ปรากฏตัวในวันฟ้าโปร่ง ไม่มีฝนตั้งเค้าให้รู้สึกเหงาหงอย เธอเพิ่งนั่งรถทัวร์จาก จ.ขอนแก่น ถึงกรุงเทพฯ ตอนเช้าตรู่ เพื่อเตรียมเข้าร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวหนังเรื่องแรกของเธอ "ฝันโคตรโคตร"
ก่อนที่เธอจะขึ้นเวที เรามีโอกาสคว้าตัวเธอมาไต่ถามสารพันเรื่องราว (ส่วนใหญ่เป็นเรื่องฮาๆ) และที่ไม่พลาดเด็ดขาด (เพราะตอนนี้ใครๆ ต่างก็อยากรู้กันทั้งนั้น) นั่นคือการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยกับการเป็นนางเอกน้องใหม่ในโลกมายา
เด็กหอชอบ (เรียน) บัญชี
มิลค์เป็นคนขอนแก่นโดยแท้ เธอเว้าอีสานได้คล่องปร๋อ บ้านเกิดเธออยู่ อ.ภูเวียง ห่างจากตัวเมืองราว 70 กิโลเมตร แต่มิลค์ก็ไม่ได้เรียนจบที่นั่น เพราะเธอคือศิษย์เก่าโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย
สมัยเข้ามาเรียนมัธยมในตัวเมือง มิลค์ใช้ชีวิตเป็นเด็กหอใกล้ๆ โรงเรียน จนมาถึงเดี๋ยวนี้ที่คณะวิทยาการจัดการ วิชาเอกบัญชี ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยขอนแก่น เธอก็ยังสมัครเป็นสมาชิกหอพักสาวสวย (โสดสนิท) ของมหาวิทยาลัยร่วมกับเพื่อนพ้องน้องพี่อีกหลายคน
"มันเริ่มชินแล้วละค่ะ เพราะมิลค์อยู่หอมาตั้งแต่สมัยมัธยม ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก แค่เปลี่ยนบรรยากาศจากหอนอกมาเป็นหอใน สนุกไหม...ก็ยังสนุกนะ ชีวิตเหมือนเดิมทุกอย่าง มิลค์คิดว่าการเป็นเด็กหอมันจะสนุกตรงที่ได้เจอเพื่อนๆ ได้คุย ได้เมาท์กัน ทำให้ไม่เหงา หรือถ้า เหงาก็มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ช่วยคลายเหงาได้"
นี่คือข้อดีของการเป็นเด็กหอที่มิลค์ได้เรียนรู้ ไม่หมดเท่านั้น เธอพบว่ากิจกรรมดีๆ สุดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นในคณะและมหาวิทยาลัยก็ล้วนต่อยอดมาจากการเป็นเด็กหอทั้งสิ้น
"ถ้าไม่ได้อยู่หอในมิลค์ว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ หรอกค่ะ กิจกรรมเชียร์ กิจกรรมรับน้อง แม้แต่กิจกรรมของคณะ หรือกิจกรรมกับเพื่อนๆ ที่เอกบัญชี การอยู่หอให้อะไรเยอะมาก แต่ที่มิลค์ได้จากมันคือการใช้ชีวิตแบบอิสรเสรี ต้องดูแลจัดการตัวเอง ทุกอย่าง ซึ่งมันจะฝึกเรื่องการมีระเบียบวินัยให้เราด้วย"
เด็กหอคนนี้ยอมรับกับเราอย่างตรงไปตรงมาว่า ที่เรียนบัญชีเพราะชอบคำนวณ และทำคะแนนได้ดีเมื่อครั้งสมัยมัธยม พอถึงเวลาเอนทรานซ์เธอจึงมุ่งมั่นตัดสินใจเลือกวิชาเอกบัญชี โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือนักตรวจสอบบัญชี
"เป็นคนที่ชอบตัวเลขมากค่ะ คำนวณนี่ชอบมาก ตอนเรียนมัธยมก็ฝันนะว่าถ้ามีโอกาสจะต้องเลือกบัญชี โดยที่มีคุณป้ากับคุณอาเป็นแรงบันดาลใจ เพราะตอนนี้ท่านสามารถก้าวมาเป็นนักตรวจสอบบัญชีระดับสูงได้แล้ว มิลค์ก็เลยอยากเป็นเหมือนกับคุณป้า คุณอาบ้าง"
อีกไม่นานเกินรอเราคงได้เห็นนักตรวจสอบบัญชีสุดสวยชื่อมิลค์เดินตามรอยฝันของตัวเอง จนประสบความสำเร็จในภารกิจสำคัญที่รออยู่เบื้องหน้า โดยมีครอบครัวคอยให้การสนับสนุน
"คนในครอบครัวมีอิทธิพลต่อมิลค์มาก ความแข็งแกร่งที่มิลค์มีได้วันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะครอบครัวของมิลค์ เขาจะปล่อยให้มิลค์ได้เรียนรู้ชีวิตเอง ไม่มีการบังคับ แต่ก็ไม่ได้ ตามใจ มันคือการให้อิสระทางความคิดมากกว่า การตัดสินใจทุกอย่างเมื่อมิลค์เห็นว่าดี ครอบครัวก็เห็นด้วย ทุกคนจะบอกแค่ว่าให้ทำตัวดีๆ ละกัน"
เดินตามฝันแบบคนคิดบวก
การก้าวสู่โลกมายาของมิลค์ ใบเบิกทางแรกคงต้องยกเครดิตให้ตำแหน่งแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ Spy Girl 2008 ที่เธอชนะเลิศมาอย่างสวยงาม
พิธีกรรายการอินสไพร์เรชันทิป กับเอ็มวีเพลง "เกลียดเพลงรัก" ของวงดนตรีวัยรุ่น PANCAKE คือผลงานถัดมา มันได้ส่งชื่อมิลค์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จนกระทั่งเธอ ก็เข้าตากับบทนางเอกหนังโรแมนติก-ดรามา "ฝันโคตรโคตร" (เล่นประกบ พิง ลำพระเพลิง)
"การทำงานบันเทิงเป็นอีกหนึ่งความฝันของมิลค์เลยนะ มิลค์พูดกับตัวเองตลอดว่าถ้ามีโอกาสจะต้องลอง อย่างตอนปี 1 เคยไปประกวดมิสทีนไทยแลนด์ 2006 ไม่ได้ตำแหน่งหรอก แค่เข้ารอบสุดท้าย แต่มิลค์ก็ปลื้มสุดๆ แล้วล่ะ วันนั้นมิลค์คิดว่าตัวเองทำเต็มที่แล้ว และกรรมการเขาคงมองเห็นอะไรในตัวคนอื่นๆ มากกว่าเรา พอมาประกวด Spy Girl ได้ตำแหน่ง ก็ดีใจค่ะ เพราะมันคือสิ่งที่มิลค์ทุ่มเทกับมัน มิลค์รู้สึกว่าบางที ชีวิตคนเรามันอยู่ที่จังหวะจริงๆ ถ้ามันถึงเวลาของเรา มันก็จะใช่เองแหละ"
เช่นเดียวกับการถูกเลือกให้สวมบทนางเอกหนังเรื่องแรกนี้ มิลค์ ก็มองว่าทุกอย่างคือจังหวะชีวิตที่ชะตา ลิขิตไว้ โดยที่เธอต้องแลกกับหลายๆ อย่างที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย ตั้งแต่ตารางเรียนที่ปรับเปลี่ยนใหม่ แผนชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม จนถึงการพิสูจน์ให้คนรอบข้างไม่ว่าจะเป็นครอบครัว หรือเพื่อนๆ รวม ทั้งมหาวิทยาลัยได้ประจักษ์ว่าเธอพร้อมแล้วสำหรับการโลดแล่นบนถนนบันเทิงในชุดนักศึกษา
"กดดันไหม ไม่นะ เพราะมิลค์พยายามจะไม่ไปกดดันตัวเอง แต่มันท้าทายมากกว่า โชคดีที่ครอบครัวมิลค์เข้าใจ ทุกคนให้กำลังใจ โดยบอกสั้นๆ ว่าให้ทำเต็มที่ ส่วนเพื่อนๆ ก็จะแฮปปี้กับสิ่งที่เราทำ ทุกคนตั้งตารอดูหนังกัน อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยก็แนะนำเรื่องการจัดตารางเรียน มิลค์ว่าการเรียนบัญชีมันช่วยให้มิลค์เป็นคนรอบคอบขึ้น คิดก่อนทำ รู้จักวางแผนคิวงาน วางแผนชีวิตให้ลงตัวได้"
ช่วงที่หนังใกล้เข้าฉาย มิลค์ต้องเดินทางจากขอนแก่น-กรุงเทพฯ แบบวันเว้นวัน โดยวิธีนั่งรถทัวร์คนเดียวทุกครั้ง คนอื่นอาจมองว่ามันทำไมยากลำบากจัง แต่สำหรับมิลค์กลับมองอีกอย่าง เธอว่าไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ แม้แต่ วงการบันเทิงที่สวยหรูก็ยังต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยหนัก
"มิลค์จะมีคำตอบชัดเสมอ ในเมื่อเรา เลือกที่จะมายืนจุดนี้ ก็ต้องยอมรับกับมันให้ได้ อยู่กับมันอย่างมีความสุข เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสทำอีกนานแค่ไหน เมื่อโอกาสมาถึง ก็ไม่ควรปล่อยมันไป ต้องทำมันให้สุดความสามารถ เวลาที่เหนื่อยมากๆ มันเลยทำให้มิลค์มีกำลังใจสู้ต่อ นี่ไม่ใช่แค่การทำงานอย่างเดียวนะ แม้แต่การเรียนหรือการใช้ชีวิตมิลค์ก็คิดแบบนี้เหมือนกัน"







