
ไข่มุก...อัญมณีแห่งธาตุน้ำ
หากเปรียบเทียบให้ “ทับทิม” เป็นราชาแห่งอัญมณี “ไข่มุก”
หากเปรียบเทียบให้ “ทับทิม” เป็นราชาแห่งอัญมณี “ไข่มุก”
โดย..สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์กรหาชน)
หากเปรียบเทียบให้ “ทับทิม” เป็นราชาแห่งอัญมณี “ไข่มุก” ก็ควรค่าในตำแหน่งของราชินีเช่นกัน เพราะไม่เพียงแต่ความงดงามเท่านั้น ยังให้ความรู้สึกที่ดูนุ่มนวล อ่อนโยน และแฝงไว้ด้วยความสง่างามอีกด้วย
ไข่มุกนับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นไว้อย่างประณีตงดงาม ไข่มุกเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ในสมัยโบราณเชื่อว่าไข่มุกเป็นของที่มีค่าสูง ตามนิยายปรัมปราเล่าสืบต่อกันมาว่าไข่มุกมาจากหยาดน้ำตาของเทพธิดาที่หลั่งออกมาให้แก่มวลมนุษย์และตกลงไปสู่ท้องทะเล และกลายมาเป็น “ไข่มุก” เม็ดงาม
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไข่มุกไม่ได้เกิดจากหยาดน้ำตาของเทพธิดา แต่เกิดมาจาก “หอยมุก” ซึ่งจากหลักการของวิทยาศาสตร์นั่น เนื่องจากในธรรมชาติมีสิ่งแปลกปลอมมากมาย เมื่อสิ่งแปลกปลอมนี้พัดเข้าไปในตัวหอยมุก จึงก่อให้เกิดความระคายเคือง หอยมุกจะหลั่งสารที่เป็นชั้นมุกออกมา ซึ่งเรียกว่า Nacre เพื่อเคลือบสิ่งแปลกปลอมนั้น ยิ่งชั้นไข่มุกมีความหนามากเท่าใด ไข่มุกก็จะมีความวาวมากขึ้น และมีความสวยงามมากขึ้นเท่านั้น โดยปกติแล้วโดยทั่วไปไข่มุกจะมีสีขาวเหลือบสีรุ้งเล็กน้อยจนถึงสีขาวนวล แต่อย่างไรก็ตามไข่มุกก็มีสีอื่นๆ มากมาย อย่างเช่น สีชมพู สีเงิน สีครีม สีเหลือง สีทอง สีเทา และสีดำ โดยสีต่างๆ ของไข่มุก เกิดขึ้นกับชนิดของหอยมุก และสภาพแวดล้อมในบริเวณที่อยู่อาศัยนั่นเอง
และนับตั้งแต่โบราณมาไข่มุกก็ยังได้ชื่อว่าเป็นอัญมณีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบันอย่างที่เราเคยเห็นจากบุคคลสำคัญมากมาย ทั้ง มิเชล โอบามา หรือแม้กระทั่งควีนอลิซาเบธแห่งอังกฤษ แต่ถ้าอ้างอิงไปในอดีตนั้น เราจะเห็นได้ว่าไข่มุกถือว่าเป็นแฟชั่นเครื่องประดับของชนชั้นสูงเลยทีเดียว เห็นได้จากบทกวีของโฮเมอร์ กวีเอกของกรีกโบราณ (1,200-850 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ได้บรรยายเรื่องของไข่มุกไว้ว่า เทพธิดายูโน มีเครื่องประดับเป็นต่างหูไข่มุก จึงนับได้ว่าไข่มุกเป็นเครื่องประดับเก่าแก่ของสตรีชาวโรมัน ซึ่งถ้าย้อนไปในประวัติศาสตร์ เห็นได้ว่าพระนางคลีโอพัตราได้ละลายไข่มุกล้ำค่าราคาสูงลิบลงในเหล้าองุ่นแล้วดื่มเพื่อแสดงถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อมาร์ก แอนโธนี นอกจากนี้พระนางยังทรงต่างหูไข่มุกอยู่เสมอ หรือแม้แต่สตรีผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ดังเช่น พระนางซูสีไทเฮานั้น ก็มีหลักฐานบันทึกมากมายว่าโปรดเครื่องประดับไข่มุกเป็นอย่างยิ่ง
แต่ในการใช้เครื่องประดับมุกในประเทศไทยนั้น แท้จริงน่าจะเริ่มต้นเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5 ตามแบบอย่างเจ้านายสตรีที่นิยมเสื้อผ้าตามแบบฝรั่ง จึงนำเอาไข่มุกมาประยุกต์ให้เข้ากับเสื้อผ้า “ไข่มุก” จำนวนมากจึงได้เข้ามามีบทบาทเป็นเครื่องประดับยอดนิยม อันเป็นแฟชั่นในยุคนั้นได้อย่างเหมาะเจาะ ไม่ว่าจะเป็นสร้อยไข่มุกยาว ต่างหูไข่มุก แหวนไข่มุก
ปัจจุบันความนิยมของการใช้เครื่องประดับมุกก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเครื่องประดับมุกรูปแบบใหม่ อันแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ของเหล่าดีไซเนอร์แบรนด์ดัง ก็ยังคงสามารถครองใจผู้ที่ชื่นชอบเครื่องประดับมุกได้ไม่เสื่อมคลาย







