posttoday
สัญญาณอันตราย

สัญญาณอันตราย

01 มิถุนายน 2554

ช่วงนี้หันไปทางไหนก็เจอเรื่องราว “การเมืองๆ” ไปแทบทุกทิศ

ช่วงนี้หันไปทางไหนก็เจอเรื่องราว “การเมืองๆ” ไปแทบทุกทิศ

โดย..หนูดี – วนิษา เรซ

ช่วงนี้หันไปทางไหนก็เจอเรื่องราว “การเมืองๆ” ไปแทบทุกทิศ คุยกับใคร ไม่ว่าไปทำงานหรือคุยกับเพื่อนรัก ก็ไม่พ้นเรื่องนี้ไปได้ ชักหนักๆ หัว วันนี้มาพักยกจากการอ่านเรื่องการเมืองสักคอลัมน์ แล้วอ่านอะไรที่แปลกไปจากสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้บ้างดีกว่านะคะ ไม่กล้าชวนคุยเรื่องการเมืองละค่ะ หนูดีว่า ช่วงนี้พวกเราชัก “โอเวอร์โดส” กันแล้ว

เมื่อสัปดาห์ก่อน หนูดีชวนคุยเรื่อง “เปิดเทอมใหม่ หัวใจสีชมพู” เป็นเรื่องราวรักๆ กันไป ไหนๆ ก็เปิดประเด็นเรื่องนี้ไปแล้ว เลยคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านหลายๆ ท่านที่เป็นสุภาพสตรี (หรือแม้กระทั่งสุภาพบุรุษ) หากหนูดีจะชวนคุยเรื่องนี้ต่อแบบลึกลงไปอีกนิด เพื่อจะได้ทราบกระบวนการทางจิตวิทยาของการเลือกคู่ในยุคปัจจุบันมากขึ้น ในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทมาก เราไม่ต้องรอจดหมายรักเป็นหลายๆ สัปดาห์ เพราะแค่คิดถึงก็บีบีได้เลย หรือไม่ต้องเดาประวัติคนอะไรกันมากมาย เพราะแค่ “กูเกิล” เบาๆ ข้อมูลเกี่ยวกับคนคนหนึ่งขึ้นมาให้อ่านกันแทบจะตาลาย แน่นอนว่า กระบวนการเลือกคู่ในแก่นแท้ ย่อมไม่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ถ้าสภาพแวดล้อมเปลี่ยน กฎของเกมก็เปลี่ยนไปเหมือนกันค่ะ

มาถึงเรื่องราวของกระบวนการ “เดต” หรือ “การเลือกคู่” ของคนยุคนี้กันต่อ เรื่องนี้พูดแล้วก็ยาว เพราะมีงานวิจัยสนุกๆ เยอะแยะมากมายให้เลือกศึกษา สมัยหนูดีเรียนเรื่องครอบครัวศึกษานั้น มีศาสตราจารย์ท่านหนึ่งเด็ดขาดมาก โด่งดังในเรื่องการ “ทำนายโอกาสในการหย่าร้างของคู่สมรส” ซึ่งในงานวิจัยของเขานั้น จะให้คู่สมรสมานั่งคุยกันต่อหน้ากล้องวิดีโอประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นศาสตราจารย์ท่านนี้จะทำการวิเคราะห์ภาษากาย ภาษาพูด เสียง สำเนียง วิธีการมองกัน เนื้อหาที่พูดคุย แล้วสามารถทำนายได้เลยว่าเขาจะหย่า หรือไม่หย่ากันภายในประมาณ 15 ปีข้างหน้า และอัตราการทำนายที่ถูกต้องหรือคะ อยู่ที่...100 เปอร์เซ็นต์ค่ะ สมัยหนูดีเรียน ท่านได้ทำวิจัยมาแล้วกว่า 10 ปี ยังไม่เคยทายผิดแม้แต่หนเดียว เป็นความมหัศจรรย์ของวงการจิตวิทยามาก พวกเรานักเรียนก็ศึกษาวิธีการกันใหญ่เลยนะคะว่า ดูตรงไหนน่ะ เป็นที่สนุกสนาน ส่วนใหญ่ท่านจะดูจากวิธีที่คู่สมรสสัมผัสร่างกายกัน การมองตา เนื้อหาที่พูดคุยว่า คล้อยตามหรือขัดแย้งกันแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่จะมาจากสิ่งที่ไม่ใช่ภาษาพูดค่ะ มันน่าทึ่งจริงๆ เลยนะคะ แม่นยิ่งกว่าหมอดูเสียอีก

การจะมีชีวิตสมรสที่ประสบความสำเร็จ ถ้อยทีถ้อยอาศัย ดูแลกันดีนั้น มาจากขั้นแรกที่สุดคือ “กระบวนการสรรหาและสัมภาษณ์” คล้ายๆ การสัมภาษณ์รับคนเข้ามาทำงานในบริษัทนั่นละค่ะ ถ้าเราดูที่อัตราการว่าจ้างผิดๆ แล้ว ก็คงเข้าใจว่า ในกระบวนการเลือกคนเข้ามาทำหน้าที่ “คู่ชีวิต” ก็มักจะมีการเลือกผิดในอัตราที่แทบไม่แตกต่างกันเลย ซึ่งใครที่เก่งเรื่องนี้ก็โชคดีไป แต่คนส่วนมากในสังคมนั้นมักอกหักซ้ำแล้วซ้ำเล่า และที่น่ากลัวที่สุดนะคะ ก็คือ คนเหล่านี้มักจะพบคน “แบบเดิมๆ” แค่เปลี่ยนตัวและชื่อเท่านั้นเอง คือ สมมติว่า ถ้าเป็นผู้ชายก็มักเจอผู้หญิงแบบคล้ายๆ กันที่ทำให้เขาอกหัก หรือถ้าเป็นผู้หญิงก็มักเจอผู้ชายแบบเดิมกับคนที่แล้วที่ทำให้เธอเสียน้ำตา

ในโลกของงานวิจัยนั้น มีการทำวิจัยเรื่อง “Dating Pattern” กันอย่างกว้างขวาง แต่การนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้อย่างแพร่หลายในสังคมทั่วไปยังมีน้อยอยู่ค่ะ ซึ่งน่าเสียดาย เพราะการเลือกคู่ผิด ก็ทำให้เราเสียเวลา เสียเงิน และที่สำคัญ “เสียความมั่นใจอันได้มายาก” ของตัวเองไปไม่น้อยกว่าการเลือกคนผิดมาทำงานในออฟฟิศหรอกค่ะ ข้อมูลเหล่านี้ รู้ไว้ไม่ได้ทำให้เราคบคนยากขึ้น แต่มันทำให้เราสามารถเลือกคบคนบนพื้นฐานของความปลอดภัยและความเข้ากันได้ระยะยาวมากขึ้นมากกว่าค่ะ

สัญญาณอันตรายเวลาที่เราจะทำความรู้จักกับใครใหม่ๆ อุปนิสัยแรกที่ถือกันว่าอันตรายอันดับต้นๆ คือ “การพูดไม่จริง” หรือการโกหกนั่นเองค่ะ แม้ในทางจิตวิทยาจะมี “ดีกรีความรุนแรงของการโกหก” ต่างๆ กันไป และมีการให้คะแนนความอันตรายด้วย แต่สำหรับหนูดีคิดว่า การโกหกนั้นไม่มีดีกรีค่ะ โกหกคือโกหก ง่ายๆ แบบนั้นเลย แต่ไหนๆ วันนี้เราพูดเรื่องนี้กันแล้ว ก็ขอเล่าถึงการโกหกหลักๆ 3 ประเภทที่นักจิตวิทยามักพบบ่อยเวลาศึกษาผู้คน คือ 1.การโกหกเพื่อรักษาความรู้สึก เช่น การบอกเพื่อนว่าผมทรงใหม่ดูดีนะ ทั้งๆ ที่ในใจเรารู้สึกตรงกันข้าม การโกหกระดับนี้ถือว่าเบามากค่ะ คนนิสัยดีในสังคมส่วนใหญ่ก็ทำกันทั้งนั้น

ส่วนแบบที่สองคือ การโกหกเพื่อกล่าวโทษคนอื่นในสิ่งที่เป็นความผิดของตัวเอง เช่น หากเราเดตกับใครแล้วอีกฝ่ายเล่าเรื่องแฟนเก่าให้ฟัง โดยการกล่าวโทษว่า ที่เลิกกันนั้นอีกฝ่ายเป็นคนผิดเต็มๆ อันนี้ เราก็คงต้องเช็กเองแล้วค่ะว่า จริงหรือไม่ และแม้กระทั่ง “จริง” มันสมควรแค่ไหนที่เขาเอาอีกฝ่ายที่เคยรักกันมาพูดถึงแบบนั้น

อย่างสุดท้ายที่เจอบ่อยที่สุดในโลกการเดต (และแม้กระทั่งในโลกการทำงาน มีใครเคยสัมภาษณ์คนที่เขียนในช่อง “ความสามารถพิเศษ” ว่า ร้องเพลง และพอรับเข้ามาทำงานพบว่า เวลาไปคาราโอเกะกัน เขาร้องเพลงไม่ได้เรื่องเลยไหมคะ) คือ การโกหกเพื่อสร้างภาพลักษณ์ หรือให้ข้อมูลที่ไม่จริงเพื่อทำให้ตัวเองดูดีขึ้น

แน่นอนว่า การโกหกเป็นเส้นทางลัดที่สุดในการได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการด้วยการลงทุนน้อยที่สุด แม้เราจะรู้ดีว่าการพูดความจริงนั้นดีที่สุด แต่ตราบใดคนยังอยากลงทุนน้อยเพื่อให้ได้สิ่งดีที่สุด การโกหกก็จะยังอยู่คู่โลกต่อไป สัปดาห์หน้ามาดูในรายละเอียด รวมถึงวิธีการจัดการที่จิตแพทย์มักแนะนำหากพบว่า คนที่เราคบอยู่เป็นคนพูดไม่จริงด้วยค่ะ  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท