
แอ่งน้ำเน่า... สะท้อนเงา (โทรมๆ) สังคมไทย
หนังและละครของไทยหลายๆ เรื่องปฏิเสธไม่ได้ที่จะไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ไม่ดีจากผู้ชมคนดู (บางคน บางกลุ่ม)
หนังและละครของไทยหลายๆ เรื่องปฏิเสธไม่ได้ที่จะไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ไม่ดีจากผู้ชมคนดู (บางคน บางกลุ่ม)
โดย...ทีมแซ่ด
หนังและละครของไทยหลายๆ เรื่องปฏิเสธไม่ได้ที่จะไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ไม่ดีจากผู้ชมคนดู (บางคน บางกลุ่ม) หรือแม้กระทั่งใครต่อใครที่พยายามจะจัดระเบียบสังคมไทยให้บริสุทธิ์ผุดผ่องว่า “น้ำเน่า” บ้างว่า “ไม่สร้างสรรค์สังคม” บ้าง
อย่างไรก็ตาม “ละครน้ำเน่า” ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าคนไทยทุกระดับชั้นก็โปรดที่จะดูนักดูหนาแบบเกาะติด ไม่ยอมพลาด “สักตอน” โดยเฉพาะ “ตอนอวสาน” ที่ถ้าไม่ได้ดู “ชีวิตเหมือนจะอวสาน” ไปกับละคร
ขนาดว่าพระจะเทศน์ 1 ทุ่ม ก็ยังอุตสาหะนิมนต์ให้ท่านขยับเวลามา 6 โมงเย็น กลัวว่าจะไม่ทันละครที่ว่าเล้ยยย... (หรือว่าไม่จริง ก็ต้องถามพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี)
ละคร “น้ำเน่า” ว่าตามนิยามของคนไทย (อาจไม่ทั้งหมด) ก็น่าจะเป็นหนัง ละคร ประเภทรักๆ ใคร่ๆ แล้วก็...ต้องมีฉากตบตี แย่งชิง หึงหวงภรรยาสามีชาวบ้านเป็นระยะในเรื่อง ซึ่งเมื่อคนไทยดูหนังแนวนี้แล้วก็มักพูดติดปากเป็นที่ระรื่นหูว่าหนังน้ำเน่า ละครน้ำเน่า
ละครแนวนี้จะดีหรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้มองหรือผู้ชม และเราคงไม่กล่าวโทษหรือหาเรื่องว่าอะไรดี อะไรไม่ดี แต่อยากจะบอกว่าในความเป็น “ละครน้ำเน่า” ใช่ว่าจะเกินความเป็นจริงของสังคมไทยแต่อย่างใด เพราะส่วนใหญ่เราเชื่อว่าผู้สร้างหรือคนเขียนบทก็ถ่ายทอดมาจาก “ความเป็นจริง” ของสังคม และอย่างน้อยก็สะท้อนว่ามีเรื่อง “แบบนี้” เกิดขึ้นในสังคม
พูดถึงเรื่องนี้จะพูดเองลอยๆ คงไม่ได้ คงต้องไปฟังบุคคลที่คลุกคลีอยู่กับวงการภาพยนตร์และละครจึงจะให้คำตอบได้ และเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีการจัดเสวนาหัวข้อ “สะท้อนเงาสังคมไทยในแอ่งน้ำเน่า” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ก็ได้เชิญบุคคลบันเทิงหลายคนมาสะท้อนความเห็นเกี่ยวกับหนังและละครไทยในยุคนี้ว่าจะสะท้อนภาพของสังคมไทยขนาดไหน
เริ่มต้นที่เจ้าของบทประพันธ์มงกุฎดอกส้ม “ถ่ายเถา สุจริตกุล” สะท้อนความแรงของละคร “ดอกส้มสีทอง” ที่เพิ่งอำลาจอช่อง 3 ไปไม่นานว่า ตอนประพันธ์เรื่องนี้เคยคิดว่าจะมีผลกระเทือนเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าพอเป็นละครจะออกมาขนาดนี้...
นักประพันธ์ชื่อดังย้ำชัดว่า ความหยาบคาย ไม่มีสัมมาคารวะของเรยาที่ออกมาทางละคร ไม่ได้อยู่ในหนังสือที่ตัวเองเขียน เพียงแค่บอกว่าตัวละคร “เรยา” ไม่ดี หรือแค่หงุดหงิดใส่แม่...ก็เท่านั้น
ไม่ได้เขียนว่า “เรยา” ต้องต่อว่าแม่ หรือให้แม่มานวดให้สักหน่อย (แต่เมื่อแปลงเป็นละคร ไม่อยากเชื่อใช่ไหมล่ะว่าเขาทำได้ขนาดนี้...!)
เจ้าของบทประพันธ์ “มงกุฎดอกส้ม” ร่ายต่อว่า ที่ผ่านมาเราไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ แต่เขี่ยปัญหาให้พ้นหน้าไป แต่ลึกๆ แล้วก็รู้ว่าเป็นความผิดของใคร
“เหมือน ‘เรยา’ ในตอนที่แม่ถูกรถชนตาย ลึกๆ แล้วเรยารู้ว่าเป็นความผิดของเธอ แต่กลับบอกว่าแม่ไม่ดี เดินไม่ดูรถดูถนนถูกรถชนตาย” นักประพันธ์คนดังทิ้งประเด็นให้คิด
เจ้าของบทประพันธ์คนเดิมไม่วายที่จะพูดถึงตัวละครเอกของเรื่องอย่าง “เรยา” ว่า ในการประพันธ์ได้พยายามเอาตัวเองไปใส่ตัวละคร ทั้งความคิด การพูด และการกระทำ จึงได้ผ่านสมองมาแล้ว ทำอย่างไรให้ผู้ชายอยู่กับเรา (เรยา) ทะเลาะกับภรรยา
“ขอบอกว่าตัวละครตัวนี้มีความเป็นมนุษย์มาก ไม่ได้ดีเลิศไปเสียทุกอย่าง แต่เป็นคนเลวที่พยายามมีเหตุผลให้ตัวเอง แม้ว่าคนรอบข้างจะไม่เห็นด้วยก็ตาม”
วิภาวี เจริญปุระ นักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง “จัน ดารา” ก็ได้สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับละครไทยไว้น่าสนใจว่า พระจันทร์ยังสวยสดงดงามอยู่ในทุกๆ ที่แม้ในน้ำเน่า แต่คงเป็นเรื่องยากที่เวลาจะทำละครสักเรื่องแล้วต้องเชิญกระทรวงวัฒนธรรมมาดู ซึ่งแต่ละคนควรจะต้องมีวิจารณญาณในการเขียนบท
“ละครอาจทำได้เยอะกว่าการเขียนหนังสือ โดยเฉพาะละคร ‘ดอกส้มสีทอง’ ทำได้เกินกว่าบทประพันธ์นวนิยาย ยิ่งห้ามคนก็ยิ่งอยากดู”
นักแสดงสาวไม่ลืมที่จะพูดถึง “จัน ดารา” ภาพยนตร์ที่เธอแสดงและเคยได้รางวัล ที่ฉายแล้วสร้างความฮือฮามาก ว่า เป็นหนังที่สะท้อนสังคมไทยอีกมุมหนึ่งที่ผู้ชายมีภรรยาหลายคน
เธอในฐานะนักแสดงและมีลูก กล่าวว่า เวลาสื่อสารเรื่องนี้กับลูกค่อนข้างระวัง ก็จะเล่าในมุมที่ไม่ล่อแหลม โดยเฉพาะฉากโป๊ และเรื่องที่ผู้ชายมีเมียเยอะให้เขาเข้าใจ
ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ หรือ “กอล์ฟ” ผู้สร้างและนักแสดงจากภาพยนตร์ Insects in the Backyard ซึ่งนำเสนอชีวิตของกะเทยในสังคมไทยที่มีเมียมีลูกจริงๆ แต่กลับถูกห้ามฉาย ก็ได้สะท้อนความเป็นจริงของหนังเรื่องนี้ว่า ความจริงต้องการให้สังคมได้ความรู้และความฉลาดเพื่อเท่าทันสื่อเท่านั้น แต่ก็ถูกห้ามฉาย โดยส่วนตัวถ้าให้ฉายก่อนถูกแบนอาจมีคนเข้าดูไม่ถึง 50 คน แต่เมื่อถูกห้ามฉายคนก็ยิ่งพูดถึงและอยากดู เหมือนยิ่งห้ามก็ยิ่งยุ
“ผู้ใหญ่บอกโสเภณีผิดกฎหมาย แต่บ้านของโสเภณีใหญ่กว่าบ้านเราอีก หนังเรื่องนี้อยากให้ดูเจตนาของทั้งเรื่องว่าต้องการสอนอะไร ไม่อยากให้นำองค์ประกอบจุดเดียวมาวิจารณ์” เจ้าของผลงานหนังสั้น “I’m Fine. สบายดีค่ะ” สะท้อน Insects in the Backyard กับความเป็นจริงในสังคม
ด้าน ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล หรือ “คุณชายอดัม” กล่าวว่า จะเห็นว่าหนังหรือละครเรื่องเดียวกัน แต่คนดูก็ต่างมุมมอง บางคนอาจมองเป็นศิลปะ แต่อีกคนอาจมองเป็นหนังโป๊ (มันเป็นอย่างงั้น)
“ตอนนี้มีเกาะ 2 เกาะ คือ เกาะสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และเกาะเสรีภาพในการเล่าเรื่อง ซึ่งคนทั้งสองเกาะนี้พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง สิ่งสำคัญคือต้องแก้ปัญหาใหญ่ให้คน 2 เกาะนี้มาอยู่ร่วมกัน และสร้างให้มีภูมิคุ้มกันโดยมีวิจารณญาณในการตัดสิน เพราะอย่างที่บอกหนังเรื่องเดียวกัน แต่มองกันต่างมุม”
คุณชายอดัม มองว่าภาระไม่ได้อยู่ที่คนทำสื่อ และการเสริมสร้างวิจารณญาณก็ควรเริ่มจากครอบครัว







