
เคล็ดความรู้ HR ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน (1)
คงคุ้นหูกันดีกับคำกล่าวที่ว่า “ความรู้เรียนกันไม่มีวันจบ” นะคะ นอกจากนี้ก็คงคุ้นเคยกับแนวคิดที่ว่า
คงคุ้นหูกันดีกับคำกล่าวที่ว่า “ความรู้เรียนกันไม่มีวันจบ” นะคะ นอกจากนี้ก็คงคุ้นเคยกับแนวคิดที่ว่า
โดย...รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข
คงคุ้นหูกันดีกับคำกล่าวที่ว่า “ความรู้เรียนกันไม่มีวันจบ” นะคะ นอกจากนี้ก็คงคุ้นเคยกับแนวคิดที่ว่า “ความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียนเท่านั้น” กันด้วย ถึงแม้ผู้เขียนจะประกอบอาชีพเป็นอาจารย์อยู่ในสถาบันการศึกษา ก็ขอสนับสนุน 2 แนวคิดนี้อย่างเต็มที่ เพราะไม่ว่าท่านจะใช้เวลาศึกษาในชั้นเรียนนานแค่ไหน หรือจบการศึกษาด้วยวุฒิสูงขนาดไหน ท่านก็ไม่มีวันเรียนรู้จบหรอกค่ะ แต่ละวันในชีวิตของเราที่ทำกิจกรรมอยู่ตามสถานที่ต่างๆ และได้พบพานกับผู้คนและเหตุการณ์ที่หลากหลาย
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนตั้งโจทย์ใหม่ๆ ให้เราต้องขบคิดวิเคราะห์ทั้งนั้น บางเรื่องเราก็โชคดีมีผู้ให้คำแนะนำแก่เรา บางเรื่องก็ต้องเรียนรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์ที่เคยทำผิดพลาดมาแล้ว หลายเรื่องเป็นเรื่องที่ครูอาจารย์เองก็ไม่สามารถนำมาสอนสั่งในห้องเรียนได้หมด ก็ต้องเป็นเรื่องของนักศึกษาที่จบออกไปแล้วไปเผชิญโลกในชีวิตจริงแล้วนำทฤษฎีจากในห้องเรียนไปประยุกต์ใช้กันเอง
บรรดาความรู้นอกรั้วมหาวิทยาลัยที่ชาว HR ต้องเก็บเกี่ยวจากประสบการณ์ในชีวิตจริงที่ขอนำมาฝากแฟนคอลัมน์ในสัปดาห์นี้ผู้เขียนได้รวบรวมประสบการณ์ของตนเองและคนใกล้ชิดรวมถึงจากบทความของ Scott Beagrie ที่โพสต์ลงในวารสารออนไลน์ Personnel Today ภายใต้หัวข้อเรื่อง HR Top Tips : 8 key lessons they didn’t teach you at business school เคล็ดความรู้ HR จากมหาวิทยาลัยแห่งชีวิตที่ HR มือใหม่ควรรู้ก็คือ
1.เก่งเรียนไม่พอ ต้องเก่งทำงานด้วย บัณฑิตหลายคนจบการศึกษามาด้วยเกรดเฉลี่ยอันสูงลิ่ว แต่พอมาทำงานในสถานการณ์จริงกลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า อาการ “ตกม้าตาย” ของบัณฑิตจบใหม่นี้ไม่ได้มีกันเฉพาะในหมู่คนไทย ทั่วโลกก็ประสบปัญหานี้เหมือนๆ กัน ยกตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น จนทางรัฐบาลท้องถิ่นหลายรัฐต้องออกมาวางแนวฝึกอบรมเด็กรุ่นใหม่ให้มีทักษะในการทำงานด้วย ซึ่งทักษะในการทำงานที่เด็กจบใหม่มักไม่ค่อยมีก็คือทักษะในการสื่อสารติดต่อกับผู้ร่วมงานและลูกค้า ทักษะในการเจรจาต่อรอง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ ต้องอาศัยการประยุกต์หลักการทฤษฎี และกฎระเบียบขององค์กรอย่างเหมาะสม ตลอดจนทักษะในการหลบหลีกพิษภัยของการเมืองในองค์กร
ทักษะเหล่านี้ยากที่จะสอนในห้องเรียน HR มือใหม่จึงหาทางเรียนลัดได้ยาก แต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเร่งสปีดในการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้เสียเลยทีเดียว ขอแนะนำให้อ่านกรณีศึกษามากๆ อ่านหนังสือพิมพ์ ฟังรายการสัมภาษณ์ผู้บริหารต่างๆ ว่าพวกเขาเหล่านั้นมีลีลาและกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาทางธุรกิจอย่างไร
นอกจากนี้ เวลาอยู่ในที่ทำงานก็ให้ทำตัวเป็น “ผู้ฝึกงาน” ที่ดี คอยติดตามศึกษาสังเกตทัศนคติ วิธีการทำงาน และความเชี่ยวชาญของรุ่นพี่หรือเพื่อนร่วมงานที่เก่งๆ เอาไว้ให้ดี ขอเน้นว่าต้องเลือกคนที่บรรดาผู้บริหารและพนักงานในองค์กรเขายกย่องว่าเก่งนะคะ เพราะถ้าเลือกผิดคนก็ได้หลงเข้าป่าโดยไม่ต้องแจ้งเกิดกันละ แล้วก็ขอเตือนอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า การทำตัวเป็นผู้ฝึกงานหรือผู้เรียนรู้งานนั้นต้องมีความถ่อมตนเป็นพื้นฐาน แต่ก็ต้องฉลาดพอที่จะไม่ไปถ่อมตนผิดคน เพราะอาจโดนรุ่นพี่ที่เก๋ากว่าแต่นิสัยไม่ดีเบ่งเข้าใส่ งานนี้ต้องรักษาตัวรอดเป็นยอดดีนะคะ
2.ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร และเก็บความลับเก่ง ขอฟันธง ณ ตรงนี้เลยว่า ถ้าเป็นคนชอบอยู่เงียบๆ ไม่สุงสิงกับใคร หรือเป็นคนขี้รำคาญคนหมู่มาก ขอให้เลือกไปทำงานหน้าที่อื่น ถ้าอยากรุ่งในสายงาน HR ให้ไปยืนส่องกระจก หรือไม่ก็ไปถามเพื่อนๆ ดูว่าสีหน้าของท่านนั้นดูยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นมิตรพอหรือยัง? ถ้ายัง ก็จงไปปรับสีหน้าเสียใหม่ จากนั้นก็ต้องไปฝึกเรื่องมารยาทการพูดจาทักทายกับคน พูดไม่เก่งไม่เป็นไร ขอให้มีวาจาสุภาพอ่อนหวาน อย่าพูดมากแต่ปากเสีย อย่าเป็นคนปากเบาช่างติ ช่างนินทาคน ห้าม...เด็ดขาดเลยค่ะ เรื่องพูดนินทาพนักงาน หรือเอาเรื่องส่วนตัวของคนอื่นมาพูด การรักษาความลับถือเป็นจรรยาบรรณสำคัญข้อหนึ่งของ HR เลย ระวังปากของท่านจะพาจน HR ที่อยู่ยั้งยืนยงเป็นที่รักและเกรงใจของใครๆ ก็เพราะเป็นคนที่รักษาความลับเก่ง รู้ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด
คราวนี้คุยกันแค่ 2 ข้อก่อน โปรดติดตามตอนต่อไปสัปดาห์หน้านะคะ







