ขอฝนเทวดา
วันเสาร์แรกของเดือนพฤษภาคม ชาวบ้าน ต.คำชะอี จ.มุกดาหาร ทั้ง 14 หมู่บ้านจะร่วมกันตั้งขบวนแห่บั้งไฟก่อนที่จะจุดขึ้นฟ้าขอฝนจากเทวดาในวันรุ่งขึ้น
วันเสาร์แรกของเดือนพฤษภาคม ชาวบ้าน ต.คำชะอี จ.มุกดาหาร ทั้ง 14 หมู่บ้านจะร่วมกันตั้งขบวนแห่บั้งไฟก่อนที่จะจุดขึ้นฟ้าขอฝนจากเทวดาในวันรุ่งขึ้น
โดย...กาญจน์ อายุ
วันเสาร์แรกของเดือนพฤษภาคม ชาวบ้าน ต.คำชะอี จ.มุกดาหาร ทั้ง 14 หมู่บ้านจะร่วมกันตั้งขบวนแห่บั้งไฟก่อนที่จะจุดขึ้นฟ้าขอฝนจากเทวดาในวันรุ่งขึ้น
ความเชื่อของชาวบ้านชาวอีสานที่เชื่อว่าการจุดบั้งไฟขึ้นฟ้าจะขอฝนจากเทวดาให้มอบฝนแก่มนุษย์เป็นความเชื่อที่สืบทอดมาของชาวภูไทเชื้อสายของชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ต.คำชะอีนี้ การขอฝนจากฟ้าอาจมองได้ว่ามันเป็นวิถีทางสุดท้ายที่คนต้องการความช่วยเหลือ เหมือนกับเมื่อคนเราหมดหนทางเราก็จะพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะช่วงหน้าแล้งที่คำชะอี แล้งมาก แม้กระทั่งหน้าฝนก็ยังมีน้ำใช้ทำนาไม่เพียงพอ ประเพณีจุดบั้งไฟจึงเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม เพราะเป็นช่วงเข้าหน้าฝนหรือช่วงก่อนลงมือทำนาของชาวบ้าน เพื่อหวังว่าบั้งไฟที่จุดขึ้นไปบูชาเทวดาจะสัมฤทธิ์ผลประทานฝนลงมาให้ชาวบ้านมีน้ำทำนา
การทำนาที่คำชะอีไม่ใช่เพื่อการค้าแต่เพื่อเป็นอาหารในครอบครัว ดังนั้นการทำนาในแต่ละปีจึงส่งผลต่อเรื่องปากท้องว่าปีไหนจะมีข้าวสารเก็บไว้กินไม่ต้องซื้อหาหรือปีใดต้องยอมควักเงินเสียเงินซื้อข้าวจากพ่อค้า ถ้าพูดถึงรายได้ของชาวบ้านจะมาจากการทำสวนยางพาราเสียมากกว่า โดยจะกรีดยางกันหน้าหนาว ขายยางหาเงินกันช่วงนั้น แล้วหลังจากนั้นก็จะรับจ้างทั่วไปรอให้ถึงฤดูกรีดยางอีกครั้ง ซึ่งนั่นหมายความว่ารายได้จากการกรีดยางน่าจะดีอยู่เพราะสามารถเลี้ยงครอบครัวได้นานหลายเดือน
ย้อนไปในอดีตบั้งไฟน่าจะสร้างกันเองในหมู่บ้านจุดประสงค์เพื่อขอฝนเท่านั้น แต่ปัจจุบันงานแห่บั้งไฟถือว่าเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ภายในหมู่บ้าน เพราะบั้งไฟต้องใช้เงินซื้อราคาอย่างต่ำ 10,000 บาทสูงถึงราคา 100,000 บาท และยังต้องลงทุนกับขบวนแห่ที่แต่ละหมู่บ้านจะอลังการไม่แพ้กัน เพื่อที่จะชนะการแข่งขันประกวดขบวนแห่บั้งไฟ และการแข่งขันยิงบั้งไฟในวันรุ่งขึ้นด้วย
โดยในขบวนแห่จะเห็นพลังหญิงโชว์ลีลาร่ายรำอย่างพร้อมเพรียงตลอดเวลาที่แห่ ส่วนผู้ชายจะคอยเต้นตามจังหวะเพลงปิดท้าย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่น่าอยู่ในงานบุญอย่างยิ่งเลยคือ สุรา ที่ชาวบ้าน
จะถือติดมือดื่มกันไปตลอดทาง เข้าใจว่าบรรยากาศในงานคึกคักเหมาะแก่การดื่ม แต่นี่คืองานบุญที่สืบทอดกันมาและยังเป็นประเพณีประจำภาคอีสานที่คนภายนอกอยากมาพบเจอ การดื่มสุราโจ่งแจ้งเช่นนี้เป็นภาพที่ไม่สมควรและไม่น่ามองอย่างยิ่ง (ขอฝากปัญหานี้ไปยังอบต.คำชะอี และทุกสถานที่ที่มีปัญหานี้)
สำหรับการจุดบั้งไฟต้องจุดกันกลางทุ่งนาหรือพื้นที่โล่งเตียน และต้องให้ผู้ชมอยู่ห่างจากบริเวณจุดประมาณ 500 เมตรเพื่อป้องกันอันตรายจากการระเบิดหรือบั้งไฟพุ่งชน และในบางพื้นที่จะมีบั้งไฟร้านหรือบั้งไฟขนาดใหญ่ที่ต้องมีนั่งร้านเป็นฐานปล่อยที่มั่นคงซึ่งจะมีความแรงมากและขึ้นไปบนฟ้าได้ไกลลิบตา
แม้ว่ารูปแบบของการจัดงานบุญบั้งไฟจะเปลี่ยนไป แต่ความเชื่อที่ต้องการให้เทวดาประทานฝนลงมายังฝังแน่นไม่เปลี่ยนแปลง นั่นเพราะฝนหมายถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสานผู้ที่รู้ซึ้งถึงความแห้งแล้งดีว่ามันลำบากทรมานอย่างไร
ปล. ขอขอบคุณผอ.วิชุกร กุหลาบศรี ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานนครพนม และพี่แต๊กที่ชวนให้ไปสัมผัสบรรยากาศบุญบั้งไฟของแท้


