
มะเขือเทศแฟนซี สวยและดี
เชื่อว่ามีคนเกินล้านคนที่รู้ว่า “มะเขือเทศ” ไม่ได้มีแต่สีแดง!
เชื่อว่ามีคนเกินล้านคนที่รู้ว่า “มะเขือเทศ” ไม่ได้มีแต่สีแดง!
โดย...ปณิฏา สุวรรณปาล &<2288;
เชื่อว่ามีคนเกินล้านคนที่รู้ว่า “มะเขือเทศ” ไม่ได้มีแต่สีแดง!
อ๊ะ... สำหรับคนที่ไม่เชื่อ วันนี้จะติดสอยห้อยตามคณะซิซซ์เล่อร์ ขึ้นนกแอร์เดินทางขึ้นเหนือไปที่ดอยม่อนแจ่ม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ไปดูกันให้เห็นจะจะกับตาตัวเองกันเลย ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ปีนขึ้นดอยไปชมมะเขือเทศหลากสี – ทั้งสีเขียว (ยังไม่สุก—ฮา) สีแดง (เบสิก) สีเหลือง (ทุกคนลงความเห็น...อร่อยสุด) สีส้ม (ไม่ใช่เหลืองกับแดงผสมกันนะ อิอิ) สีช็อกโกแลต (ฝรั่งเรียกว่าสีม่วง Purple) และแม้กระทั่งสีชมพู! ก็ยังมี
มะเขือเทศนานาสีสันที่สาธยายมา เรียกว่ามะเขือเทศแฟนซี โดยที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย เป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ริเริ่มปลูกและพัฒนาพันธุ์ ภูเบศน์ เมืองมูล ผู้อำนวยการศูนย์ฯ บอกว่า ตอนแรกๆ เรียกกันตรงๆ ว่ามะเขือเทศ 5 สี แต่จริงๆ แล้วคนไทยมีศักยภาพในการปลูกได้มากกว่านั้น ก็เลยเปลี่ยนแปลงมาเรียกว่ามะเขือเทศแฟนซี ให้ภาพทั้งสวยเก๋ รับประทานได้อร่อยหลากหลาย ตั้งแต่รับประทานสดๆ หรือจะยำ ผัด แกง ทอด ตุ๋น ฯลฯ แถมดีต่อสุขภาพหลายขนาน
ภูเบศน์ ยังบอกอีกว่า สำหรับแปลงมะเขือเทศแฟนซีที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ณ ดอยม่อนแจ่มนี้ แตกต่างจากแปลงปลูกมะเขือเทศที่อื่นๆ ที่สามารถปลูกได้ตลอดปี เนื่องจากไม่ใช้ดินในการปลูก แต่อาศัยกาบมะพร้าวเป็นที่เจริญเติบโต ทำให้ไม่ต้องมีการปรับปรุงดินหลังการปลูกแต่ละครั้ง จึงปลูกแล้วปลูกอีกได้ตลอดปี
ทีนี้ใครเลิฟสลัดบาร์ของซิซซ์เล่อร์ ซึ่งจะเริ่มมีมะเขือเทศแฟนซีเสิร์ฟตั้งแต่เดือน มิ.ย.ศกนี้ ก็จะแน่ใจได้ว่าไม่เป็นๆ หายๆ แต่จะมีเสิร์ฟตลอดปี ตลอดไปอย่างแน่นอน
ย้อนมาดูเรื่องราวของ “มะเขือเทศ” กันสักหน่อย เนื่องด้วยการที่มันออกลูกเป็นผล (Fruit) พวกฝรั่งก็เลยสับสนกันเล็กน้อยว่าจะเรียกว่าเป็น “ผัก” (Vegetable) หรือ “ผลไม้” (Fruit) กันแน่ แต่ในที่สุดก็ตกลงกันได้ว่าจะจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ “ผัก”
ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อกาลก่อน “มะเขือเทศ” จะจัดอยู่ในหมู่หมวดอาหารที่เป็นพิษ ที่มนุษย์ในยุคเก่าเขาไม่กินกัน จริงๆ แล้วผักลูกแดงๆ ที่มีชื่อภาษาละตินว่า Lycopersicon Esculentum นั้น โชเซฟ ปิตตง เดอ ตูร์กเนอฟอร์กต์ นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ตั้ง หมายความถึง Wolfpeach โดยคนสมัยก่อนมักจะปลูกเอาไว้รอบๆ บ้าน และเรือกสวนไร่นากับคอกปศุสัตว์ของตัวเอง เพื่อป้องกันหมาป่าเข้ามาในบริเวณ (หมาป่าแพ้มะเขือเทศ)
ขณะที่คำว่า Tomato ปรากฏครั้งแรกเป็นลายลักษณ์อักษรภาษาอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2138 มาจากภาษาสเปน Tomatl ซึ่งบรรยายรูปลักษณ์ของ “มะเขือเทศ” ท้องถิ่นอังกฤษไว้ว่า มีผลสีเหลือง ไม่ใช่สีแดง
จริงๆ แล้ว “มะเขือเทศ” สีแดง มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ และอเมริกากลาง โดยนักเดินเรือชาวสเปนเป็นผู้เก็บเมล็ดพันธุ์กลับมาปลูกยังดินแดนยุโรปเมื่อปี พ.ศ. 2062 แต่ก็เหมือนการปลูกประดับบ้านเสียมากกว่า เพราะว่าพวกเขายังกินกันไม่เป็น
กระทั่งปี พ.ศ. 2440 ซุปมะเขือเทศเข้มข้นนามว่า ซุปโมกุลโจเซฟ แคมป์เบลล์ คืออาหารจานแรกที่ปรุงโดยมะเขือเทศ ซึ่งโด่งดังในสาธารณะ ก่อนที่ โจเซฟ แคมป์เบลล์ ผู้สร้างสรรค์ จะกลายเป็นบริษัทผลิตซุปกระป๋องชื่อดังมากระทั่งทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม เขาให้เครดิตว่าเป็นสูตรซุปมะเขือเทศของ มาเรีย พาร์ลัว จากหนังสือสูตรอาหาร The Appledore Cook Book ของเธอที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2415
นับจากนั้นมนุษย์โลกจึงรู้กันทั่วไปว่า “มะเขือเทศ” นั้นกินได้! ไม่เป็นพิษเป็นภัยดังที่เคยเชื่อมาก่อนหน้านี้ และแล้วเจ้า “มะเขือเทศ” ทั้งสีแดง สีเหลือง สีส้ม สีช็อกโกแลต และสีชมพู ก็กลายเป็น “ผัก” ชนิดสำคัญในสูตรอาหารมา ณ บัดนั้น
หะนี้... พอเริ่มฮิตขึ้นมา จากรสชาติแปลกๆ ก็กลายเป็นอร่อยถูกปาก (ไปซะงั้น) แถมเมื่อปี พ.ศ. 2541 ก็มีผลวิจัยเกี่ยวกับเรื่องคุณค่าทางอาหารของ “มะเขือเทศ” ทำโดยสถาบันวิทยาศาสตร์อาหารไฮนซ์ ที่บอกว่าอุดมไปด้วยไลโคปิน แคโรทีน ไนอาซีน วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินอี วิตามินเค โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส ทองแดง แมงกานีส ฯลฯ และนอกจากนี้ยังมีไฟเบอร์สูง (1 ลูกขนาดกลางมีกากใยอาหาร หรือไฟเบอร์เท่ากับขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น)
“มะเขือเทศ” ไม่ว่าจะสีไหนๆ ล้วนมีคุณค่าทางอาหารที่ว่าในสัดส่วนแตกต่างกัน คุณค่าทางอาหารที่ว่ามา ถ้าพวกเรารับประทาน “มะเขือเทศ” กันบ่อยๆ ก็จะห่างไกลโรคหัวใจ ไร้มะเร็ง สายตาดี มีภูมิต้านทานโรคต่างๆ สูง
“มะเขือเทศแฟนซี” ไม่ได้สวยแต่รูป... แต่เรียกว่างามอย่างมีคุณค่า (นะฮ้า)







