posttoday
ความฝันในความจริง

ความฝันในความจริง

08 กุมภาพันธ์ 2553

ที่เกาหลีใต้ชื่อ "คิมคีดุ๊ก" อาจเป็นของแสลงสำหรับใครบางคน หากเทียบเป็นสี แน่นอน... โทนของมันคงออกหม่นทะมึน หรือไม่ก็ดำมืด ไปเลย

ที่เกาหลีใต้ชื่อ "คิมคีดุ๊ก" อาจเป็นของแสลงสำหรับใครบางคน หากเทียบเป็นสี แน่นอน... โทนของมันคงออกหม่นทะมึน หรือไม่ก็ดำมืด ไปเลย

โดย...อัคร เกียรติอาจิณ

ที่เกาหลีใต้ชื่อ "คิมคีดุ๊ก" อาจเป็นของแสลงสำหรับใครบางคน หากเทียบเป็นสี แน่นอน... โทนของมันคงออกหม่นทะมึน หรือไม่ก็ดำมืด ไปเลย

แต่ทุกครั้งที่เขามีหนังเรื่องใหม่ ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่ามักจะถูกจับตามองเสมอจากผู้คน ทั้งด้วยสายตาปลาบปลื้มและหยามเหยียด

Bi-mong หรือ Dream ผลงานลำดับที่ 15 ของผู้กำกับแกะดำแห่งวงการหนังแดนกิมจิ เขายังคงลายเซ็นของตัวเองแบบไม่เปลี่ยนแปลง

การให้คนดูสวมบทเป็นนักสำรวจจิตมนุษย์ ขณะเดียวกันก็กะเทาะเปลือกสังคมอย่างมีชั้นเชิงด้วยสัญลักษณ์บางอย่าง นี่คือสไตล์การเล่าเรื่องอันเป็นเฉพาะของคิมคีดุ๊ก

หลายๆ เรื่องก่อนหน้า เราได้เห็นพล็อตที่ เข้มข้นและดุดัน อีกทั้งตัวละครมีความคิดวิปลาส เพื่อสะท้อน หรือแสดงตัวตนออกมาบนพื้นที่เล็กๆ เรื่องนี้ก็แทบไม่ต่างกัน เพียงแต่ประเด็นที่หนังถ่ายทอดนั้นกลับเน้นย้ำไปที่ "ความฝัน"

"จิน" ชายหนุ่มที่ออกตามหาคนรักเก่า เพื่อหวังว่าจะได้สุขสมเหมือนครั้งอดีต "รัน" หญิงสาวพยายามที่จะหนีห่างจากชายซึ่งเธอเกลียดเข้าไส้เพราะเขาคือคนที่แอบนอกใจ

คนแปลกหน้า 2 คนมาเจอกัน ทว่าภาพเหตุการณ์นั้นกลับอยู่ในความฝัน ทันทีที่ชายหนุ่มหลับใหล สิ่งต่างๆ กลับสะท้อนถึงชีวิตจริงของหญิงสาว

มันสร้างความสุขแก่ชายหนุ่ม ด้านหนึ่งมันกลับสร้างความทุกข์แก่หญิงสาว ค่ำคืนอันหอมหวานของบางคน อาจกลายเป็นนรกของอีกคน

เขาฝันเธอละเมอ เขาหลับเธอเพ้อ เขาตื่นเธอเอ๋อ (เหรอ?) เป็นวังวนชีวิตที่คนทั้งคู่สะท้อนถึงกัน จากความฝันนำมาซึ่งความจริง และเป็นความจริงที่หญิงสาวไม่อยากเผชิญ ขณะที่ชายหนุ่มก็ไม่อยากให้เกิด

เพราะอะไรความฝันของเขาจึงมีผลต่อการดำเนินชีวิตในโลกความจริงของเธอ

 

ความฝันในความจริง Bi-mong

นี่คือพล็อตของ Bi-mong ที่คิมคีดุ๊กบรรจงแต่งแต้มขึ้น เพื่อนำคนดูเดินทางเข้าสู่โลกจินตนาการอันแฝงไว้ด้วยความขมขื่น และต้องพบจุดจบอย่างอาดูร

หนังค่อนข้างยอกย้อนอยู่ไม่น้อย และไม่ด้อยกว่าเรื่องอื่นๆ ยิ่งเฉพาะบางเหตุการณ์ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริงได้ แต่สุดท้ายมันก็เป็นเรื่องจริง ทั้งๆ ที่เราอาจคิดว่าเป็นแค่ความฝัน

ถึงอย่างนั้น โดยรวมหนังยังถือว่าออมชอมกับความรู้สึกคนดู ไม่ใช่สุดโต่งทางอารมณ์จนยากจะจับต้องได้เช่นหลายๆ เรื่อง

บทสนทนาและสัญลักษณ์เป็นสิ่งที่ คิมคีดุ๊กไม่เคยละทิ้ง เขานำมาใช้ทำได้แบบไม่ฟุ่มเฟือยและเฉียบแหลมดี หนังจึงไม่น่าเบื่อเพราะความนิ่งงัน หรือความอืดเอื่อยเกินไป

ผีเสื้อ ผ้าปัก การสลักตัวอักษร ฉากกั้น กุญแจมือ ทุ่งหญ้าแห้ง ฯลฯ เหล่านี้ล้วนมีความหมายต่อหนัง เราอาจไม่เข้าใจทุกอย่าง แต่นี่เป็นเจตจำนงของผู้กำกับที่สอดแทรกใส่ไว้ให้ขบคิด

คิมคีดุ๊กใช้ดาราคุ้มค่ามาก ทั้งเรื่องมีแค่ 2 ตัวละครหลัก จินกับรัน ซึ่งได้หนุ่มหล่อเลือดปลาดิบ "โจ โอดะจิริ" จากหนังสุดซึ้ง Tokyo Tower มาประชันบทกับสาวสวยเกาหลี "ลีนายอง" ส่วนที่เหลือก็เป็นเพียงตัวประกอบเสริม

Bi-mong อาจไม่เฟอร์เฟกต์ทุกองค์ประกอบ แต่มันก็เล่าความเป็นคิมคีดุ๊กได้ชัดเจน และบางครั้งสิ่งที่เขาบอกไว้ในผลงานเก่าๆ ทำให้เรารู้สึกว่านั่นมันก็แค่ความฝันของเขา (หรือเปล่า) ที่เราเผลอคิดไปเองว่ามันเป็นความจริง

เช่นความฝันที่ยังโลดแล่นในสมองของจิน ที่แท้มันก็แค่ภาพหลอนคอยตามหลอกเขาอยู่ทุกโมงยาม จนวันหนึ่งมันถูกขยายผลสู่คนรอบข้างอย่างรันที่กำลังห่อเหี่ยวกับชีวิตในโลกความจริง เพราะคิดว่านั่นมันก็แค่ความฝัน


Bi-mong (Dream)

ปี 2008

ประเทศ เกาหลีใต้

ประเภท ชีวิต/แฟนตาซี/ลึกลับ/รัก

ความยาว 95 นาที

ภาษา เกาหลี/ญี่ปุ่น

กำกับ คิมคีดุ๊ก

แสดงนำ โจ โอดะจิริ/ลีนายอง/คิมแตฮยอน/ปาร์คจีอา

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท