
เสียงธรรมจากหลังกำแพง(ตอน ๒)
ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
กระผมมีปัญหาจะขออนุญาตถามปัญหาข้อธรรม ๓ ข้อ
๑.ทำอย่างไรจึงจะปล่อยวางได้หลุดขาดจริงๆ
๒.ทำอย่างไรโดยไม่ต้องตอบสนองอารมณ์นั้น
๓.ทำอย่างไรจึงจะรับรู้เฉยๆ โดยไม่ต้องเข้าไปปรุงแต่งอารมณ์นั้นๆ
นช.สีจัน ตาเป้า
ชมรมแสงแห่งธรรม
เพื่อรู้เท่าทันสิ่งทั้งหลายที่ต้องเป็นไปตามฐานะ เช่น การนำเอานามรูปมาพิจารณาตามหลักแห่งคติธรรมดาของพระไตรลักษณ์... เพื่อให้เข้าถึงเข้าใจในภาวะดำรงอยู่ ได้แก่ ความไม่เที่ยง ความทุกข์ และความเป็นอนัตตา...
หรือจะใช้วิธีคิดแบบอริยสัจ ซึ่งเป็นการคิดแบบแก้ปัญหาก็ย่อมได้ ซึ่งเป็นการคิดเป็นไปตามเหตุและผล สืบสาวจากผลไปหาเหตุ แล้วแก้ไขทำการที่ต้นเหตุ หรือจะคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์... คิดแบบเห็นคุณโทษและทางออก... คิดแบบคุณค่าแท้คุณค่าเทียม... คิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม... คิดแบบมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ หรือคิดแบบจำแนกแจกแจง (วิภัชชวาท) ก็ย่อมได้ ซึ่งจะใช้วิธีการคิดแบบใดแบบหนึ่งนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละสภาพธรรมที่ปรากฏ
ซึ่งหากใช้วิธีการคิดที่ถูกต้อง ประณีต แยบคาย ก็ย่อมนำไปสู่ความเข้าใจ มีปัญญาเกิดขึ้น มันจะนำไปสู่การสรุปผลว่า ในเรื่องนั้นเราควรทำอย่างไร เพื่อความมีประโยชน์ ไม่เป็นโทษทั้งต่อตัวเราและผู้อื่น
ดังนั้น การรู้เท่าทันในอารมณ์ หรือเรื่องที่คิด หรือมโนภาพ ที่จิตได้จินตนาการไปตามมูลเหตุจูงใจ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อการถือปฏิบัติ เพื่อมุ่งไปหาเป้าประสงค์ที่ต้องการ ตามที่ตั้งธงเจตนาไว้ในใจ เช่น หากต้องการความสิ้นทุกข์ ก็ต้องรู้จักคิดพิจารณาเพื่อรู้ให้จริง เพื่อการปล่อยวางจากสิ่งที่รู้นั้น เพราะเห็นในความจริงของสิ่งที่รู้ว่า... มีสภาพความไม่จริงแท้ อันควรแก่การยึดถือ เรียกกระบวนการพัฒนาจิตตรงนี้ว่า การทำปัญญา หรือการเจริญวิปัสสนากรรมฐานในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการพัฒนาจิตให้มีคุณภาพ–คุณความรู้ ที่สามารถพิจารณาในเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมดา จนนำพาไปสู่ความจริงในสภาพธรรมทั้งหลาย และเมื่อรู้เท่าทัน จึงเห็นความเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา อันไม่ควรยึดถือสักเรื่อง ไม่ควรยึดมั่น แม้ว่าในอารมณ์ที่ถูกใจ เพราะที่สุด มันก็เป็นเช่นนั้นเสมอ...
คำถามข้อสุดท้าย “ทุกครั้งที่มีสัมผัส จะต้องมีอารมณ์รับรู้ ทุกครั้งที่มีอารมณ์รับรู้ ต้องมีจิตสังขารเข้าไปปรุงแต่งให้เป็นอารมณ์ที่ชอบใจ และไม่ชอบใจ... ถามว่าจะทำอย่างไรจึงจะรับรู้อยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องเข้าไปปรุงแต่งอารมณ์นั้น
ในคำถามข้อสุดท้ายนี้ หากจะตอบสั้นๆ ก็จะบอกกล่าวว่า การที่จะดำรงจิตให้สงบเพื่อให้มีสติปัญญา เพื่อความรู้เท่ารู้ทัน ในเรื่องนั้นๆ และจะได้ไม่เข้าไปข้องแวะในอารมณ์นั้นๆ ก็ต้องเห็นโทษภัยของสภาพธรรมเหล่านั้น ดุจบุคคลลงน้ำพบจระเข้ เข้าป่าพบสัตว์ร้าย หรือถูกคุกคามด้วยคนพาล ที่พร้อมจะทำลายเราให้พินาศย่อยยับ จนให้เบื่อหน่ายอยากหลีกหนีออกจากสภาวธรรมนั้นๆ และสามารถเพิกสังขารเหล่านั้นได้ จนนำไปสู่การพิจารณาจนรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจ พบสภาพความจริงของสัจธรรม ที่เป็นไปเพื่อความเข้าใจอย่างมีปัญญาในขั้นสูงสุด







