posttoday
จาก “บลัดดี แมรี” มาถึงวันนี้ที่ “สยาม (แมรี)”

จาก “บลัดดี แมรี” มาถึงวันนี้ที่ “สยาม (แมรี)”

13 พฤษภาคม 2554

ศุกร์ 13 กันอีกแล้ว ตามประสาคนไทยๆ ไม่แคล้วต้องมองหาที่กินดื่มเที่ยว

ศุกร์ 13 กันอีกแล้ว ตามประสาคนไทยๆ ไม่แคล้วต้องมองหาที่กินดื่มเที่ยว

โดย...ปณิฏา สุวรรณปาล

ศุกร์ 13 กันอีกแล้ว ตามประสาคนไทยๆ ไม่แคล้วต้องมองหาที่กินดื่มเที่ยว ขับรถลดเลี้ยวไปมา...อย่ามาเมาท์เลยดีกว่า วันหยุดยาวอย่างนี้ รถมันติด จะคิดเลี้ยวไปไหน ก็ได้แค่คิดเท่านั้นแหละ – ไม่อยากให้เครดิต แต่ก็ช่วยไม่ได้ ต้องโดยสารรถไฟฟ้าไปกันเถอะเรา...

เพื่อให้สมบทบาท ศุกร์ 13 เวียนมาทั้งที ขอชวนไปจิบ “เลือด” อินเทรนด์ปอบหยิบ ณ ลัดดาแลนด์กันดีกว่า (ว่าไปเรื่อย)

‘บลัดดี แมรี’ ณ คืนกระหาย (เลือด)

จาก “บลัดดี แมรี” มาถึงวันนี้ที่ “สยาม (แมรี)”

หลายๆ คนอาจจะรู้แล้วว่าเรากำลังพูดถึงค็อกเทลคลาสสิกยอดนิยมกันอยู่ “บลัดดี แมรี” (Bloody Mary) ส่วนใหญ่มีส่วนผสมของวอดก้า น้ำมะเขือเทศ และเครื่องเทศอย่างเซเลรี มะกอก เกลือ พริกไทยดำ พริกคาเยนน์ หรืออาจจะเป็นเครื่องปรุงอย่างอื่นๆ เช่น ซอสไก่งวงวอร์ซเตอร์ไชร์ ซอสทาบาสโก ซอสเนื้อ ซอสฮอร์เซราดิช บวกกับส่วนผสมสำคัญ คือ น้ำมะนาว

ถามไปถามมา ต้นกำเนิด “บลัดดี แมรี” ไม่แน่ชัด แต่เรื่องเล่าที่ฮิตที่สุดก็คือ เจ้าของสูตรเป็นบาร์เทนเดอร์อเมริกันนาม เฟอร์นานด์ เพเทียต ที่ปรุงสูตรนี้ขึ้นมาขณะทำงานอยู่นิวยอร์กบาร์ กรุงปารีส อันเป็นสถานที่ที่ชาวอเมริกัน รวมทั้ง เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (อีกแล้ว – คราวก่อนก็ที่แฮร์รีบาร์ เมืองเวนิส) นักเขียนดังชอบไปสิงสู่

บันทึกไว้ว่า เฟอร์นานด์ ตั้งชื่อเครื่องดื่มดังกล่าวว่า “บลัดดี แมรี” เพราะว่าเป็นค็อกเทลที่ทำให้นึกถึงบาร์ “บัคเคต ออฟ บลัด” ในชิคาโก ซึ่งมีสาวเสิร์ฟแสนสวยนามว่า “แมรี” ทำงานเป็นสาวเสิร์ฟอยู่ที่นั่น

“บลัดดี แมรี” ฉบับออริจินัล มีส่วนผสมของเคเทลวัน วอดก้า 1 ออนซ์ น้ำมะเขือเทศ 11 ออนซ์ น้ำมะนาว 3 ลูก เกลือพริกไทยดำพริกคาเยนน์ซอสไก่งวง อย่างละนิดอย่างละหน่อย เสิร์ฟในแก้วทรงสูงใส่น้ำแข็ง

หลังจากนั้น เฟอร์นานด์ ถูกดึงตัวกลับมายังบ้านเกิด เข้ามาประจำที่คิงโคลบาร์ ณ เดอะ เซนต์ รีจิส โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ต นิวยอร์ก “บลัดแมรี” แจ้งเกิดอีกครั้ง และกลายเป็นที่ฮอตฮิตในหมู่นิวยอร์กเกอร์ โดยทางโรงแรมได้เปลี่ยนชื่อเป็น “เรด สแนปเปอร์” (Red Snapper) และได้เติมซอสทาบาสโกเข้าไปด้วย (10 เหยาะ) แม้ว่ารสชาติจะเข้มข้นขึ้น อร่อยขึ้น แต่คนก็ยังจดจำได้แม่นยำในชื่อ “บลัดดี แมรี” อยู่นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ชื่อของ “บลัดดี แมรี” ก็มาขึ้นถึงจุดสูงสุด ณ คิงโคลบาร์ เดอะ เซนต์ รีจิส นิวยอร์ก นี่แหละ โรงแรมหรูแห่งนี้ก็เลยถือเอา “บลัดดี แมรี” เป็นซิกเนเจอร์ดริงก์ เรียกว่าเมื่อมีการขยายเชนของโรงแรมไป ณ ที่แห่งใดในโลก ก็จะต้องมี “บลัดดี แมรี” เวอร์ชันใหม่ของที่แห่งนั้นเกิดขึ้นมาด้วยเสมอ เป็นสูตรที่คิดค้นขึ้นเป็นพิเศษ โดยการดัดแปลงผสมผสานสูตรคลาสสิกดั้งเดิมเข้ากับความเป็นพื้นเมือง เพื่อบ่งบอกถึงรสชาติความเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนถึงวัฒนธรรมของประเทศและเมืองนั้นๆ

‘สยาม แมรี’ ฉลอง ‘บลัดดี’ ปีที่ 77

เดอะ เซนต์ รีจิส ทั่วโลก เพิ่งจะฉลองครบรอบ 75 ปี ที่มีการเสิร์ฟ “บลัดดี แมรี” หรือ “เรด สแนปเปอร์” ครั้งแรกที่คิงโคลบาร์ เดอะ เซนต์ รีจิส นิวยอร์ก ไปเมื่อ 2 ปีก่อน ด้วยการเสิร์ฟ “เวิลด์ คอลเลกชัน” ของค็อกเทลดังนี้ทุกๆ แห่งทั่วโลก

หะนี้... ถ้าถึงวันฉลองครบ 100 ปีเมื่อไหร่ “สยาม แมรี” จะต้องเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มตระกูล “บลัดดี แมรี” ของเดอะ เซนต์ รีจิส เวิลด์ คอลเลกชันกับเขาด้วย

“สยาม แมรี” เป็นแรงบันดาลใจจากรสชาติของเครื่องเทศ ซึ่งสื่อความเป็นเอกลักษณ์สูตรดั้งเดิมของกรุงเทพฯ จากการผสมผสานสูตรคลาสสิก “บลัดดี แมรี” และยังคงรสชาติความเป็นแบบฉบับของตระกูล เดอะ เซนต์ รีจิส

มาว่าที่ส่วนผสมของ “สยาม แมรี” กันสักหน่อย – เคเทลวัน วอดก้า 2 ออนซ์ น้ำมะเขือเทศ 5 ออนซ์ มะเขือเทศสีดา 2 ลูก พริกขี้หนูสด 1 เม็ด มะนาวไทยมะนาวฝรั่ง อย่างละซีก รากผักชี 1 ราก วาซาบิเกลือซอสไก่งวงพริกไทยป่นอย่างละนิดหน่อย มีโหระพา ก้านตะไคร้ และมะนาวซีกไว้ประดับแก้ว

พิเศษอีกอย่างคือ “สยาม แมรี” เสิร์ฟในแก้วเงิน 14 ออนซ์ ที่สั่งทำขึ้นในแบบพิเศษ ในแบบฉบับเดอะ เซนต์ รีจิส โดยสีเงินของแก้วตัดกับค็อกเทลสีแดง ตกแต่งความเป็นไทยด้วยใบโหระพา ก้านตะไคร้เพื่อความหอม และสีเหลืองของมะนาวซีกประดับอยู่ข้างแก้ว

ใครอยากดื่มเลือด เอ๊ย “บลัดดี แมรี” ค็อกเทลดัง หรือ “สยาม แมรี” ผู้ลูก ก็ไปกันได้ที่เดอะ เซนต์ รีจิส บาร์ จิบค็อกเทลไป ชมทัศนียภาพของสนามกอล์ฟราชกรีฑาสโมสร สวนลุมพินี และกรุงเทพฯ ไป ...

อ้อ รถไฟฟ้าวิ่งผ่านด้วยนะ



 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท